• 17 สิงหาคม 2560 - 08:37 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

สรุปปาฐกถาพิเศษ เป้าหมายแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืนรัฐธรรมนูญกับการขับเคลื่อนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองไทย

 วันที่ 8 สิงหาคม 2560 - 21:19 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 112 ครั้ง พิมพ์

 

ระหว่างวันที่ 8 – 9 สิงหาคม 2560 เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท.) และสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (สชพ.) ร่วมกับภาคีองค์กรและเครือข่ายที่ทำงานกับชนเผ่าพื้นเมือง จัดงานสมัชชาระดับชาติว่าด้วยสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 3 และกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ประจำปี 2560 ในหัวข้อ “1 ทศวรรษปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง: บทเรียน ข้อท้าทาย และอนาคตชนเผ่าพื้นเมืองไทย” ในระหว่างวันที่ 8 - 9 สิงหาคม 2560 ณ ห้องประชุม 40 ปี อาคาร 4 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ทั้งนี้ใน วันที่ 9 สิงหาคม 2560 มีการปาฐกถาพิเศษ เป้าหมายแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และรัฐธรรมนูญกับการขับเคลื่อนขบวนชนเผ่าพื้นเมืองไทย โดย นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณบดีวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

นพ.นิรันดร์ เกริ่นนำว่า ภายใต้สถานการณ์การผันผวนทั้งระดับโลก ตั้งแต่เรื่องสิ่งแวดล้อม การเมืองระหว่างประเทศ และสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเทา ๆ สังคมไทยก็อยู่ในความผันผวนไม่แน่นอน เพราะไทยอยู่ในระยะเปลี่ยนและยังไม่ผ่าน แต่นี่เป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงการต่อสู้และต้องทำด้วยตัวเอง

สำหรับเป้าหมายของการพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืนทั้ง 17 ข้อของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals) ซึ่งไทยก็ได้ลงนามว่าเห็นด้วยกับเป้าหมายนี้เมื่อกันยายน 2558 นี่จึงเป็นที่มาของนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และโครงการประชารัฐต่าง ๆ แต่ความหมายของการต่อสู้ของเรานั้น คือ ความเป็นธรรม สันติภาพและความเป็นหุ้นส่วน ไม่ได้ความว่ารัฐเป็นผู้ทำเพียงฝ่ายเดียว มุมมองใหม่ในการพัฒนา คือ ไม่ใช่การพัฒนาเพื่อความเจริญก้าวหน้าทันสมัยแต่คือการพัฒนาเพื่อลดความเหลื่อมเหล้า สร้างความเท่าเทียมทางสังคม รวมทั้งการปฏิรูปประเทศ หากไร้ซึ่งความยุติธรรม การมีส่วนร่วม  มันก็จะกลับไปไทยแลนด์ 1.0 หรือเป็นเพียงแค่คำพูดโก้ ๆ

ทว่า รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นการถดถอยของเรื่องสิทธิ มีการตัดสิทธิชุมชนดั้งเดิมออกไป (ม.43) ขัดแย้งกับความจริงของวันนี้ที่โลกเป็นพหุวัฒนธรรม เขาตัดออกไปเพราะมองว่าจะเป็นการแบ่งแยกประเทศไทย สอง ตัดแนวนโนบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนออกไป ทั้งก่อนหน้านี้อยู่ในแนวนโยบายพื้นฐาน สาม เพิ่ม หน้าที่ของรัฐ เพื่อประโยชน์แก่ประชาชน (ม.51) ได้แก่เรื่องการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ส่งเสริม การเยียวยาความเดือดร้อน หรือการดำเนินการให้มีการศึกษา EHIA/การรับฟังความเห็นของประชาชน สี่ สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล การแสดงความคิดเห็น การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ จำกัดเฉพาะกรณีผลกระทบอย่างรุนแรง (ม.58) ห้า ตัดกลไกตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม “องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม” ออกไป อย่างไรก็ตามเราอย่าให้รัฐธรรมนูญเป็นตัวจำกัดของการทำงานของพวกเรา 6 ล้านคนทั่วประเทศ เพราะ “สิทธิเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นในสังคมและบังเกิดขึ้นจากสถาบันของประชาสังคม”

“เราต้องเข้าใจข้อจำกัดเหล่านี้ แต่ก็ต้องลุกขึ้นมาทำด้วยตัวเราเอง”

นพ.นิรันดร์ กล่าวเสริมว่า ถ้าเราตั้งเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ต้องเข้าใจว่ามันเป็นการขับเคลื่อนระดับโลก (UN) ระดับภูมิภาค (ประชาคมอาเซียน) ระดับประเทศ รัฐบาล/กสม. อย่างไรก็ดีมันขับเคลื่อนเฉพาะภาครัฐอย่างเดียวไม่ได้ ยังมีภาคธุรกิจและสภาชนเผ่าพื้นเมืองที่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น รัฐต้องควบคุมตรวจสอบภาคธุรกิจ เปิดโอกาสให้สภาชนเผ่าพื้นเมืองมีส่วนร่วม ขณะที่สื่อสาธารณะ วิชาการต้องส่งเสริมภาคธุรกิจและสภาชนเผ่าพื้นเมืองด้วยการทำงานศึกษาวิจัยสร้างองค์ความรู้ว่าสิ่งที่ถูกและไม่ถูกคืออะไร

ส่วนข้อเสนอแนะต่อแผนงานการเสริมสร้างความเข้มแข็งขบวนชนเผ่าพื้นเมืองทำอย่างไรที่จะไม่ถูกมองว่าต่อต้านนั้น นพ.นรันดร์ กล่าวว่า ประการแรกที่ต้องทำคือการเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนและเครือข่าย ทำอย่างไรจะเพิ่มเครือข่ายทุกภาคเข้ามาเกิดความเข้มแข็งในการรู้จุดยืน ประการที่สอง คือ สร้างความตระหนักในอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรม สาม เปิดพื้นที่สำหรับการมีส่วนร่วม สี่ ผลักดันนโยบายสาธารณะ ทำอย่างไรที่เครือข่ายชนเผ่าจะทำให้เกิดแผนชุมชน พื้นที่ ภูมิภาคได้ และห้า สุขภาวะชุมชน

“2 ทศวรรษที่ผ่านมา ประชาชนเสนอกฎหมายเรื่องที่ดิน ป่าชุมชน แต่กฎหมายยังไม่ออกมาเพราะรัฐยังต้องใช้เวลาในการเปลี่ยน ดังนั้นกระบวนการทำงานของเราต้องแปลงเรื่องสิทธิให้เป็นรูปธรรมของงานผ่านกระบวนการทางสังคม SDGs เพื่อให้คนได้มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ฯลฯ”

นพ.นิรันดร์ ทิ้งท้ายว่า สิทธิมนุษยชน เป็นมากกว่าพันธกิจหรือข้อผูกมัดทางกฎหมาย ไม่ใช่สิ่งที่จะเลือกที่จะปฏิบัติหรือไม่ก็ได้ รัฐใดที่ไม่ยอมรับคุณค่าสิทธิมนุษยชน ย่อมเป็นรัฐที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย ย่อมเป็นรัฐที่ต่อต้านประชาชน ทำร้านประชาชน ทำลายสังคม ที่สำคัญการพัฒนาที่ไม่ยอมรับหลักคุณค่าสิทธิมนุษยชน ก็ย่อเป็นการพัฒนาที่ทำลายประชาชน ทำลายสังคมสังคม ไทยแลนด์ 4.0 ต้องอยู่บนพื้นฐานของการเครารพสิทธิมนุษยชน การเปิดเผยโปร่งใส และอยู่บนพื้นฐานของความรู้

อนึ่ง ผู้สนใจฟังปาฐกถาฉบับเต็มสามารถรับชมรับฟังได้ทาง https://www.facebook.com/IMNThailand/?hc_ref=ARQWqezxY1shLCc63R8GVm3a6wq4PX8140YzII9xID1CgB1KO9lxKljk9o8SGtc6GJU

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,354 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.