• 25 กันยายน 2560 - 22:17 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

คดีเวทีวิชาการไม่ใช่ค่ายทหารถึงมืออัยการศาลแขวงชม. ด้านผู้กล่าวหายื่นขอความเป็นธรรม-สอบพยานนักวิชาการเพิ่มเติม

 วันที่ 10 กันยายน 2560 - 21:27 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 2,512 ครั้ง พิมพ์

 

วันนี้ 11 ก.ย. 2560 ที่สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่ เวลา 10:00 น. ผู้ต้องหาทั้ง 5 ซึ่งถูกกล่าวหาดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 เรื่องการชุมนุมมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการฯ เพื่อสืบพยานเพิ่มตามคดี “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” ในงานไทยศึกษาครั้งที่ 13

ความคืบหน้ากรณีกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเชียงใหม่แจ้งความกลุ่มนักวิชาการ นักศึกษา นักกิจกรรม และสื่อ รวมห้าคนถ่ายรูปคู่ป้าย “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” ในงานไทยศึกษาครั้งที่ 13 ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 เรื่องการมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้าคสช. หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

ล่าสุด ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ทางพนักงานสอบสวนได้แจ้งกับทีมทนายความเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (8 ก.ย.)ว่า ที่ประชุมของจังหวัดเชียงใหม่ได้มีมติให้สั่งฟ้องคดีนี้ต่ออัยการ และให้นัดหมายผู้ต้องหาไปที่สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่ในวันนี้ (11 ก.ย.60) เวลา 10:00 น.

ด้านผู้ถูกกล่าวหาประกอบไปด้วย ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักแปลและนักเขียนอิสระ นลธวัช มะชัย นักศึกษาปริญญาตรีคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชัยพงษ์ สำเนียง นักศึกษาปริญญาเอกคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนายธีรมล บัวงาม นักศึกษาปริญญาโท คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บรรณาธิการประชาธรรม ทำหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่ออัยการให้สอบพยานเพิ่ม

“ผู้ต้องหาทั้งห้าได้ยื่นคำให้การเป็นหนังสือต่อพนักงานสอบสวนและอ้างบุคคลให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำในฐานะเป็นพยานของผู้ต้องหาทั้งห้า เพื่อสนับสนุนคำให้การของผู้ต้องหาทั้งห้า รายละเอียดปรากฏในสำนวนการสอบสวนแล้วนั้น แต่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนมิได้สอบพยานบุคคลตามที่ผู้ต้องหาทั้งห้าอ้างแต่อย่างใด”

“เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงตามที่ผู้ต้องหาทั้งห้าได้เรียนข้างต้น ผู้ต้องหาทั้งห้า ยังมีความประสงค์จะขออ้างพยานบุคคลเพื่อสนับสนุนข้อต่อสู้และพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาทั้งห้า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 ที่กำหนดให้พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา” หนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหาระบุ

โดยรายชื่อพยานที่ผู้ถูกกล่าวหายื่นให้สอบเพิ่มได้แก่ 1. ศ.ดร.อานันท์  กาญจนพันธุ์  อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา  คณะสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ในประเด็นเรื่องความเป็นมาและความสำคัญของการประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษา  เสรีภาพทางวิชาการ และการให้ความหมายข้อความ

2. ดร.จณิษฐ์ เฟื่องฟู  อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในประเด็นให้ความหมายข้อความ

3. ผศ.ดร.จันทจิรา  เอี่ยมมยุรา  อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ในประเด็นเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญ  พันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมายที่เกี่ยวกับการชุมนุม

4. รศ.ดร.อุบลรัตน์  ศิริยุวศักดิ์  อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ ภาควิชาสื่อสารมวลชน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ประเด็นเรื่องผลสืบเนื่องจากการเผยแพร่ข้อความผ่านสื่อสารมวลชน

5. รศ.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาการปกครอง  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ประเด็นเรื่องการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ที่จะส่งผลไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมือง

สุมิตรชัย หัตถสาร ตัวแทนทีมทนายจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า พวกตนได้รับการชี้แจงจากตำรวจว่าทางจังหวัดมีมติให้สั่งฟ้องต่ออัยการ เรื่องจึงถูกส่งไปที่อัยการ ทางเราเห็นว่า เรื่องส่งเร็วไปทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้สอบพยานตามที่ร้องขอ จึงยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการเพื่อให้ตำรวจสอบพยานเพิ่ม

“ทุกคนค่อนข้างมั่นใจในความบริสุทธ์ เพราะว่าตัวพยานที่ขอให้สอบเพิ่มจะให้ประโยชน์ต่อรูปคดี หลายท่านอยู่ในสายสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ สามารถอธิบายได้ว่าการกระทำดังกล่าวไม่ส่งผลอะไร”

ด้านนายมนตรี นามขาน อัยการจังหวัดคดีศาลแขวงเชียงใหม่ กล่าวว่า ในส่วนที่ผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรมจะส่งเรื่องไปที่อัยการภาคฯ ถ้าอัยการภาคมีความเห็นอย่างไร ข้อมูลไม่เพียงพอและต้องเรียกสอบพยาน ก็จะสอบพยาน ระหว่างนี้จะรายงานตัว 5 ผลัด ผลัดละ 6 วัน แต่ถ้าอัยการภาคฯเห็นว่าข้อมูลเพียงพอแล้วจะไม่สืบพยานเพิ่มก็ได้ ถ้าอัยการแขวงมีความเห็นส่งฟ้องก็ต้องส่งเรื่องไปที่ผู้ว่าราชการจังหวัด ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นพ้องก็ส่งฟ้อง แต่ถ้าเห็นแย้งก็ต้องส่งไปที่อัยการสูงสุดว่าจะส่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง

หนังสือร้องขอความเป็นธรรมฉบับเต็ม

 

ทำที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

วันที่ 11 กันยายน 2560

เรื่อง ​ร้องขอความเป็นธรรม

เรียน​ พนักงานอัยการ

​ข้าพเจ้านายชยันต์ วรรธนะภูติ ผู้ต้องหาที่ 1  นางภัควดี จิตสกุลชัยเดช (วีระภาสพงษ์) ผู้ต้องหาที่ 2 นายนลธวัช มะชัย  ผู้ต้องหาที่ 3  นายชัยพงษ์ สำเนียง ผู้ต้องหาที่ 4  นายธีรมล บัวงาม  ผู้ต้องหาที่ 5  ขอยืนยันให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และมีความประสงค์ร้องขอความเป็นธรรมต่อท่าน  ดังนี้

​ผู้ต้องหาทั้งห้า ได้ยื่นคำให้การเป็นหนังสือต่อพนักงานสอบสวนและอ้างบุคคลให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำในฐานะเป็นพยานของผู้ต้องหาทั้งห้า  เพื่อสนับสนุนคำให้การของผู้ต้องหาทั้งห้า รายละเอียดปรากฏในสำนวนการสอบสวนแล้วนั้น แต่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนมิได้สอบพยานบุคคลตามที่ผู้ต้องหาทั้งห้าอ้างแต่อย่างใด 

​ผู้ต้องหาทั้งห้าขอเรียนว่า  ผู้ต้องหาทั้งห้าไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา  การกระทำของผู้ต้องหาทั้งห้าไม่เป็นการมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ไม่เป็นการแสดงความคิดเห็นเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านทางการเมือง  และไม่ได้ประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลให้มีการนำไปเผยแพร่ทางสื่ออินเตอร์เน็ตเพื่อให้กลุ่มบุคคลที่ต่อต้านรัฐบาลรับรู้รับทราบ ถึงขนาดจะก่อให้เกิดความวุ่นวายหรือความไม่สงบขึ้นในบ้านเมือง  ไม่เป็นการกระทำอันเป็นการต่อต้านยุยง ปลุกปั่น  หรือการปลุกระดมทางการเมือง  และไม่เป็นการฝ่าฝืนหรือละเมิดคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ที่ 3/2558  กล่าวคือ

​การจัดการประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษาครั้งที่ 13 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-18 กรกฎาคม 2560 ณ  ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงใหม่ โดยความร่วมมือระหว่างจังหวัดเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเป็นเวทีวิชาการสำหรับนักวิชาการไทยและต่างประเทศนำเสนอผลงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับไทยศึกษาและเอเชียศึกษา

​ในระหว่างการประชุมตั้งแต่วันที่ 15 ถึงวันที่ 18  กรกฎาคม 2560  มีเจ้าหน้าที่ทหารแต่งกายในเครื่องแบบทหาร  และมีบุคคลลักษณะคล้ายเจ้าหน้าที่  จำนวนประมาณ 20 คน เข้ามาในพื้นที่ประชุมโดยไม่ได้แจ้งให้ผู้จัดงานทราบ  ไม่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน  และไม่มีบัตรผู้เข้าร่วมงาน กลุ่มบุคคลดังกล่าวเข้ามาภายในบริเวณที่จัดงานโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือการยินยอมจากผู้จัดงาน  ได้ทำการถ่ายภาพเฉพาะเจาะจงผู้นำเสนอบทความวิชาการและผู้เข้าร่วมประชุม  และสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เข้าร่วมประชุม ได้ทำการบันทึกเสียงการนำเสนอของวิทยากรและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมประชุม  และพูดคุยโทรศัพท์เสียงดังขณะที่มีการนำเสนอบทความวิชาการในห้องประชุม  ทั้งยังมีการพูดโทรศัพท์ในลักษณะรายงานเนื้อหาที่วิทยากรนำเสนอ ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่พฤติกรรมของผู้ที่จะเข้ามาร่วมประชุมตามปกติ ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้เข้าร่วมประชุม ทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเกิดความอึดอัดและวิตกกังวล  ซึ่งทำลายบรรยากาศของเวทีประชุมวิชาการที่จำเป็นต้องนำเสนอหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้อย่างเปิดกว้าง  อีกทั้งยังเป็นการแทรกแซงและรบกวนการประชุมอย่างมาก  เนื่องจากผู้จัดได้จัดให้มีการประชุมในห้องประชุมที่ถูกจัดไว้เป็นสัดส่วน  และระหว่างที่มีการประชุมจะปิดประตูห้องประชุม  เพื่อไม่ให้มีการรบกวนการประชุม  การกระทำของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวเป็นการแทรกแซงการจัดการประชุมทางวิชาการและกระทบต่อเสรีภาพทางวิชาการอย่างร้ายแรง  ซึ่งในเวทีวิชาการระดับโลกถือว่าเป็นการเสียมารยาทในการประชุมอย่างมาก 

​ข้อความว่า “เวทีวิชาการ  ไม่ใช่ค่ายทหาร” เป็นข้อความบอกเล่าปกติทั่วไป  ไม่ได้มีเนื้อหาที่ส่อไปในทางการเมืองหรือมีความหมายเป็นการต่อต้าน  ยุยง  ปลุกปั่น  หรือเป็นการปลุกระดมทางการเมือง ซึ่งเวทีวิชาการจะต้องเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างและไม่ควรมีการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นการแสดงออกสนับสนุนเสรีภาพทางวิชาการในการจัดการประชุมวิชาการนานาชาติในครั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่าเสรีภาพทางวิชาการในการประชุมวิชาการนานาชาติครั้งนี้กำลังถูกลิดรอน

​เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงตามที่ผู้ต้องหาทั้งห้าได้เรียนข้างต้น  ผู้ต้องหาทั้งห้า  ยังมีความประสงค์จะขออ้างพยานบุคคลเพื่อสนับสนุนข้อต่อสู้และพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาทั้งห้า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 ที่กำหนดให้พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานทุกชนิด  เท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา  ผู้ต้องหาทั้งห้าจึงขออ้างบุคคลเป็นพยาน ดังต่อไปนี้

 

1. ศ.ดร.อานันท์  กาญจนพันธุ์  อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา  คณะสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ในประเด็นเรื่องความเป็นมาและความสำคัญของการประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษา  เสรีภาพทางวิชาการ และการให้ความหมายข้อความ

2. ดร.จณิษฐ์ เฟื่องฟู  อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในประเด็นให้ความหมายข้อความ

3. ผศ.ดร.จันทจิรา  เอี่ยมมยุรา  อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ในประเด็นเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญ  พันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมายที่เกี่ยวกับการชุมนุม

4. รศ.ดร.อุบลรัตน์  ศิริยุวศักดิ์  อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ ภาควิชาสื่อสารมวลชน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ประเด็นเรื่องผลสืบเนื่องจากการเผยแพร่ข้อความผ่านสื่อสารมวลชน

5. รศ.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาการปกครอง  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ประเด็นเรื่องการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ที่จะส่งผลไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมือง

 

​ด้วยเหตุที่เรียนข้างต้น  จึงขอพนักงานอัยการมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนสอบพยานบุคคลที่ผู้ต้องหาอ้างและมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีผู้ต้องหาทั้งห้าต่อไป

 

ขอแสดงความนับถือ

 ลงชื่อ​ผู้ต้องหาที่ 1

(นายชยันต์  วรรธนะภูมิ)

ลงชื่อ​ผู้ต้องหาที่ 2

​(นางภัควดี  จิตสกุลชัยเดช)

ลงชื่อ​ผู้ต้องหาที่ 3

(นายนลธวัช  มะชัย)

ลงชื่อ​ผู้ต้องหาที่ 4

​ (นายชัยพงษ์  สำเนียง)

ลงชื่อ​ผู้ต้องหาที่ 5

​ (นายธีรมล  บัวงาม)

 

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,572 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.