• 23 พฤษภาคม 2560 - 10:13 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

รายงานพิเศษ : เส้นทางข่วงหลวงเวียงแก้วกับการเป็นพื้นที่สาธารณชน

 วันที่ 3 ธันวาคม 2557 - 10:36 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,926 ครั้ง พิมพ์

 

โดย อานนท์ ตันติวิวัฒน์



ผ่านไปแล้วครึ่งทางกับเวทีการประกวดแบบทีโออาร์ “ข่วงหลวงเวียงแก้ว” (ลานสาธารณะใจกลางเมืองเชียงใหม่) ที่มีขนาดพื้นที่ในเฟสแรกจำนวนกว่า 30 ไร่ โดย ณ ขณะนี้ได้แบบที่ผ่านการคัดเลือกห้าแบบ จากจำนวนผู้ส่งเข้าประกวด 15 แบบ ครั้งนี้นับได้ว่าเป็นกระบวนการที่ค่อนข้างใหม่ และเราไม่ค่อยเห็นมากนักที่ภาครัฐจะเปิดอิสระให้เอกชนเข้ามาประกวดแบบ โดยตั้งเงื่อนไขน้อยมาก เช่น ไม่จำกัดประสบการณ์ของผู้ออกแบบ ไม่จำกัด ชาติวุฒิ วัยวุฒิ ฯลฯ[1]  ด้านหนึ่งก็เพื่อลดความขัดแย้งทางความคิดเกี่ยวกับพื้นที่ตรงนี้ อีกด้านหนึ่งก็เพื่อที่จะให้พื้นที่นี้ได้เดินหน้าต่อ หลังมีปัญหาคาราคาซังมากว่า 10 ปี

 

สำรวจกรอบแนวคิดแบบในสังเวียน Final round

 

แบบที่ผ่านการคัดเลือกทั้ง 5 แบบ หลายท่านคงจะผ่านตามาบ้างแล้ว ในที่นี้ขอนำมาสรุปให้เห็นแนวความคิด ดังนี้ (ไม่มีการเรียงลำดับคะแนนและหากท่านใดสนใจรายละเอียดมากกว่านี้สามารถเข้าชม ได้ที่หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่)

 

แบบที่หนึ่ง “ข่วง ใจ เมือง”  

นำเสนอแนวคิด “ความสำคัญของการมีส่วนร่วมของผู้คนในพื้นที่และพลวัตรของเมือง”

 

image

 

แบบที่สอง ลาน “คนเมือง”   

นำเสนอแนวคิด “เคารพช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ เก็บคุณค่าอาคารเก่า เพื่อกำหนดพื้นที่ทางวัฒนธรรม”

 

image

 

 

แบบที่ 3  “เผยแผ่นดิน สู่ถิ่นเวียงแก้ว

นำเสนอแนวคิด “ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเพื่อจิตวิญญาณของคนล้านนา”

 

image

 

แบบที่ 4  “เด่น หลวง ข่วง เวียง : จุ้มเย็น”

นำเสนอ แนวคิด  “พลังในคุณค่าของแผ่นดิน เคารพข้อมูลด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ เพื่อกำหนดรสนิยมใหม่ในการสร้างสรรค์พื้นที่”

 

image

 

แบบที่  5 “ชะตาหลวง ข่วงระฆัง”

เสนอแนวคิด  “สร้างพื้นที่ที่สามารถดึงจิตวิญญาณ และความศรัทธาของคนล้านนามาไว้ในที่เดียวกัน โดยใช้เสียงของระฆัง”

 

image

เป็นที่น่าสังเกตว่าแบบทั้งห้าที่ผ่านเข้ารอบนั้นเป็นลานสาธารณะทั้งหมด และเน้นความเป็นสวนซึ่งความหนาแน่นของต้นไม้แตกต่างกันไป มีสามแบบที่เน้นเก็บและจำลองสภาพของอาคารคุกเดิม ส่วนอีกสองแบบนั้นรื้อทิ้งหมด มีสามแบบที่มีการปลูกสร้างอาคารใหม่ให้เห็นถึงความเป็นพื้นที่ใหม่ส่วนอีก สองแบบเน้น ปรับรูปลักษณ์จากสถาปัตยกรรมเดิม

ในห้าแบบ มีสองแบบขับเน้นพื้นที่ของการทำกิจกรรม  หนึ่งแบบที่เน้นจุดขายไปที่การแสดงการขุดค้น หนึ่งแบบเน้นความเป็นสวนและปลูกต้นไม้มงคล หนึ่งแบบเน้นการระฆังกับเสียงเป็นจุกขาย

 

 

ทำไมถึงเข้าตากรรมการ?

หลังจากที่ผลการประกวดแบบออกมา คณะกรรมการก็ได้รับทั้งเสียงชมและเสียงด่า เพราะแบบบางแบบก็ถูกใจกับคนที่ใจตรงกับคณะกรรมการ บางแบบที่ผ่านเข้ารอบก็ขัดใจ และแย้งกับรายงานรับฟังความคิดเห็นที่ได้ทำไปก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ ติชมไปต่างๆนานา

 

image

 

หนึ่งในคณะกรรมการ เปิดเผยเหตุผลว่า แบบที่ส่งเข้าประกวดทั้ง 15 แบบนั้น ทำให้คณะกรรมการหนักใจมาก พวกเขาทำการบ้านกันอย่างหนัก ทั้งดูแบบ อ่านความคิดเห็นของประชาชน แล้วก็ฟังการนำเสนอ ท้ายที่สุดแล้วก็เลือกจากความพยายามสร้างสรรค์ของผู้ออกแบบ

 

อย่างแบบที่คนถามกันมากว่าทำไม แบบ “ชะตาหลวง ข่วงระฆัง” ผ่าน เพราะเหมือนจะห่างไกลจากรายงานแสดงความคิดเห็น ซึ่งตรงนี้ถ้ามองในมุมบวก ก็จะเห็นว่า พวกเขาพยายามสร้างสรรค์โดยใช้เรื่องเสียงมาหลอมรวมจิตวิญญาณของคนเชียงใหม่

 

“การใช้เสียงในการออกแบบภูมิสถาปัตย์ มันไม่ค่อยมีคนพูดถึง ส่วนใหญ่ก็จะมองภูมิทัศน์ มองรูปทรงอาคาร  และยังเป็นการสร้างสปิริต การรวมจิตใจ”

 

“แต่ทุกแบบที่ผ่านเข้ารอบก็มีจุดอ่อนเหมือนกันหมด กรรมการพยายามเลือกสิ่งที่เด่นในหลายๆช่องทาง มีความหลากหลายในแบบที่นำเสนอ แบบที่ผ่านก็จะดีในแต่ละแง่มุม แต่ในรอบสุดท้ายก็ต้องปรับจุดอ่อน ให้เข้ากับความต้องการของรายงานแสดงความคิดเห็นให้มากที่สุด”

 

ส่วนในกรณีที่มีข้อสังเกตว่า ปัจจัยการเก็บอาคารเก่าไว้มีผลต่อการเข้ารอบหรือไม่ เพราะมีถึง 3 แบบที่เลือกจะเก็บหรือจำลองอาคาร

 

หนึ่งในคณะกรรมการ ชี้แจงว่า พวกตนไม่ได้ตัดสินในตอนแรกว่าแบบที่ผ่านจะต้องเก็บหรือไม่เก็บ แต่เอารายงานการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนประกอบกับทีโออาร์ ให้ผู้ประกวดแบบ เพื่อให้พวกเขาตีความ และข้อคิดเห็นของประชาชนก็ไม่ได้เป็นหนึ่งเดียว เพราะบางส่วนก็อยากให้เห็นอาคารไว้ แต่อีกส่วนก็อยากให้รื้อทิ้งให้หมด และส่วนนี้จะเสียงดังมากที่สุด 

 

“ในรายงาน ความเห็นความต้องการมันหลากหลาย มีเห็นด้วย มีไม่เห็นด้วย เราก็เลยต้องฟังเหตุผลของผู้ประกวดแบบ เราคีมแต่ละยอดของความคิดเพราะเป็นการประกวดความคิด ทุกคนศึกษาในโจทย์เดียวกัน แต่มันจะมีมิติในความสร้างสรรค์ของแต่ละมุมมองต่างกัน คราวนี้พอเราได้ประเด็นทางความคิดที่มันคมในแต่ละอัน ก็จะเป็นประโยชน์กับแต่ละคนในรอบต่อไป ที่ทุกคนจะพัฒนา เพราะเขาจะมีฐานในการพัฒนาจุดแข็งของตัวเอง พยายามปิดจุดอ่อนของตัวเอง คิดกับมันเพิ่มมากขึ้น”

 

“หลังจากประกาศผลผู้เข้ารอบ คณะกรรมการก็เชิญผู้ประกวดแบบทั้งห้า เข้าไปให้ Feedbackเพื่อให้ได้พัฒนา และพยายามจัดให้เขาได้เจอประชาชน เพื่อไปเกลาความคิดของพวกเขาให้แหลมคมมมากขึ้น”

 

ส่วนข้อกังวลที่ว่า แบบที่ชนะการประกวดจะถูกปรับเปลี่ยนไปหรือไม่ เนื่องจากมีการเปิดช่องให้มีการปรับแบบได้ตามสมควร จนหวั่นว่าจะถูกเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมมาก

 

แหล่งข่าว กล่าวว่า การประกวดแบบเป็นเหมือนการทำสัญญาประชาคม การปรับเปลี่ยนไปจนเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือคงทำไม่ได้ แต่ที่เขียนข้อกำหนดให้เปลี่ยนแบบแปลนตามที่เห็นสมควรได้นั้นก็เนื่องจากว่า การออกแบบ ไม่ว่าจะมืออาชีพขนาดไหนก็ตาม พอเวลาทำจริงจะมีข้อที่เป็นไปไม่ได้ในการใช้งานเสมอ เช่น อาคารลืมทำช่องลม ลืมทำทางออกสำรอง เป็นต้น ฉะนั้นถ้าไม่มีข้อนี้ไว้เจ้าของแบบก็อาจฟ้องกลับได้

 

 

ความเห็นของผู้ชม และความคาดหวังต่อผู้ประกวดแบบรอบสุดท้าย

 

หลังจากที่แบบทั้งห้าผ่านการคัดเลือก คณะกรรมการประกวดแบบได้มีการจัดกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อแบบ ประกวด “ข่วงหลวงเวียงแก้ว” ทั้ง 5 ผลงานที่ผ่านรอบแรก (Conceptual Design) โดยให้ผู้ประกวดแบบนั่งอยู่ตามบอร์ดนิทรรศการของตัวเองแล้วให้ประชาชนทั่วไป เดินเข้าไปแลกเปลี่ยนสอบถามข้อมูลได้โดยตรง

 

 

image

 

 

image

 

ป้าแดง วัย 60 ปี ผู้เข้าชมแบบประกวดที่ผ่านเข้ารอบ กล่าวว่า ตนชอบแบบต่างๆที่ผ่านเข้ารอบ เพราะส่วนใหญ่เท่าที่ดูรู้สึกว่าอยากจะอนุรักษ์ต้นไม้เก่าเอาไว้ ซึ่งตอนนี้ในเมืองไม้เก่าถูกตัดไปหมดแล้ว ดังนั้นจึงเป็นไอเดียที่ดีที่ผู้เข้าประกวดจะอนุรักษ์ต้นไม้เก่า

 

“ถ้าจะพัฒนาต่อไปอีก ก็อยากให้เป็นแบบที่คนทุกเพศ ทุกวัย มีส่วนที่จะใช้สอยพื้นที่ตรงนั้นได้ ซึ่งบางแบบก็ยังไม่มี ส่วนใหญ่ดูจากคำอธิบาย จะเน้นโครงสร้างเดิม อัตลักษณ์เดิมเอาไว้ แต่โดยทั่วไปก็โอเค บางเจ้าก็จะมีการเก็บตึกรูปทรงเดิมไว้ เพื่อที่จะได้ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ บางเจ้าก็มีการออกแบบสิ่งปลูกสร้างคล้ายโดมฝรั่งขึ้นมาเลย  แต่รอบต่อไปคงต้องมาดูประโยชน์ใช้สอยของพื้นที่ในแต่ละแบบว่าเป็นยังไง ซึ่งมันควรจะตอบสนองต่อคนทุกกลุ่ม”

 

พระครูธีรสุตพจน์(พระมหาสง่า)วัดผาลาด มหาจุฬาลงกรณ์ฯเชียงใหม่ กล่าวว่า เท่าที่ดู เห็นแนวคิดอยู่สามอย่าง หนึ่ง ออกแบบใหม่เลย สอง อนุรักษ์ สาม เป็นแบบผสมผสาน โดยส่วนตนแล้ว ชอบแบบผสมผสาน เพราะมันมีการไปฟื้นดูว่าจิตวิญญาณของข่วงหลวงเวียงแก้ว ซึ่งการจะกลับไปหาดูอดีตได้ ก็ต้องทำโบราณคดี ในขณะเดียวกันคุกแห่งนี้ก็เป็นประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่นี้เหมือน กัน เพราะฉะนั้น ก็ควรที่จะให้โอกาสสถานที่ได้แสดงความหลังของมันเช่นกัน

 

“ภาษาที่แต่ละแบบใช้ร่วมกันคือ จิตวิญญาณของพื้นที่ ส่วนที่อยากเห็นต่อจากนี้ก็คือ ตรงไหนที่แสดงว่ามันคือจิตวิญญาณของพื้นที่ตรงนี้ มันยังถูกขับเน้นออกมาไม่ชัด ถ้าเราดูแบบแต่ละแบบ จะเห็นว่ายังหาไฮไลท์ตรงนี้ไม่ได้”

 

อุบลรัตน์ ยาใส  ผู้เข้าชมแบบประกวดที่ผ่านเข้ารอบ กล่าวว่า ความต้องการของคนทั่วไปแบ่งเป็นสองอย่าง อย่างแรกคือคุณค่าทางสถาปัตยกรรม ซึ่งต้องการให้เก็บคุกที่เหลืออยู่แห่งเดียวไว้ อีกอันคือคุณค่าทางจิตใจของคนที่อยู่ในเมือง ที่มองว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิเดิม และควรฟื้นมันกลับคืนมาโดยการรื้อทั้ง โดยส่วนตนเห็นว่าถ้าต้องการเก็บทั้งสองสิ่งสามารถทำได้โดยการรื้ออาคารมาจำ ลองสถาปัตย์เดิม แล้วฟื้นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เดิมโดยขุดค้นทางโบราณคดี และจัดเป็นรูปแบบพาร์คไป ดังนั้นแบบทั้งห้าที่ผ่านเข้ารอบจึงยังตอบสนองความต้องการได้ไม่หมด ต้องนำมาผสมผสานกัน

 

“บางอันไม่เก็บอาคารเลย แต่ก็ไม่ใช่ที่เราต้องการ บางอันมีการปลูกไม้มงคลซึ่งดีมากๆ แต่ก็เก็บอาคารไว้ซึ่งอาจทำให้ขุดค้นไม่สะดวก”

 

“เรื่องการปลูกสร้างสิ่งต่างๆในพื้นที่ ไม่ควรเป็นแบบถาวรเพราะจะกระทบต่อการขุดค้นทางโบราณคดี และควรนำแปลนมาเปิดให้ประชาชนดูก่อน”

 

“จะว่าถูกใจอันใดอันหนึ่ง ไม่มี มันมีบางแนวคิดในแต่ละแบบที่ชื่นชอบ ถ้าเอามารวมกันก็จะดีมาก”

 

 

นิจฐ ธนทิตย์ นักเรียนจากโรงเรียนสาธิตมช. กล่าวว่า  แบบทั้งห้าดูแจะเน้นอัตลักษณ์ความเป็นเชียงใหม่ หรืออะไรที่มันย้อนยุค ซึ่งถ้าพูดในแง่ประโยชน์ใช้สอยของเด็กนักเรียน ถ้าเป็นคนที่ชอบแนวนี้ก็จะชอบ แต่ถ้าเป็นเด็กรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ก็จะรู้สึกว่าไม่จำเป็นที่จะต้องมาสนใจ

 

“ส่วนตัวหนูก็ชอบ แต่ถ้าคิดในมุมเพื่อนๆแล้ว เขาก็คงไม่มาในพื้นที่แบบนี้ ถ้ามันไม่มีอะไรน่าสนใจจริงๆ คนที่สนใจจริงจะเป็นพวกอยากเรียนสถาปัตย์ งานอาร์ต หรือว่างานโบราณคดี”

 

“ถ้าจะพัฒนาแบบในรอบต่อไปให้ดึงดูดเด็กนักเรียนให้เข้ามาใช้พื้นที่  ต้องเป็นในรูปแบบที่เขารู้ว่า มาถ่ายรูป เดินเล่น มาชมนกชมไม้ มาชมอะไรที่ตื่นตาตื่นใจ ส่วนตัวหนูเห็นว่าเป็นลานโล่ง ๆ เงียบๆ อย่างที่อออกแบบมาก็ดี ให้หนูได้เข้ามาคิด มาเห็นผู้คนดีค่ะ”

 

นิวัตน์ เสริมมา ผู้เข้าชมฯ กล่าวว่า สิ่งที่ตนคาดหวังต่อแบบข่วงหลวงเวียงแก้วมีอยู่สี่อย่าง หนึ่ง เป็นพื้นที่สีเขียวเพื่อเป็นปอดของเมือง เพราะต้นไม้ในเขตเมืองหายไปทุกปีเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เชียงใหม่ร้อนขึ้น สอง เป็นพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมที่หลากหลาย คือไม่ได้เป็นเฉพาะพื้นที่ทำกิจกรรมแบบเดิมตามประเพณีของคนสมัยก่อน หรือทำกิจกรรมทางศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่เด็กรุ่นใหม่สามารถเข้าไปใช้ทำกิจกรรมต่างๆได้ด้วย สาม สามารถบอกเล่าเรื่องราวในอดีตของพื้นที่นี้ ไม่ว่าจะเรื่องการเป็นข่วงหลวงเวียงแก้วที่เคยรุ่งเรือง ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น การกลายมาเป็นคุก ฯลฯ สี่ เป็นแบบที่ตอบสนองต่อพื้นฐานความต้องการและไม่ขัดต่อความกังวลของคนที่อยู่ พื้นที่โดยรอบ เพราะเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง 

 

พอกลับไปมองแบบที่ผ่านเข้ารอบมา ก็พบว่า มันตอบสนองได้ในระดับหนึ่ง มีอยู่สามแบบที่ใกล้เคียงกับความต้องการที่สุด แต่บางแบบก็มองว่าไม่ตรงกับความต้องการเลย มันอาจจะเป็นแนวดิดที่ดี แต่มันไม่ตรงกับความต้องการในรายงานแสดงความคิดเห็น สุดท้ายอยากให้ผู้ประกวดพัฒนาแบบให้ตรงกับความต้องการในรายงานฯมากที่สุด

 

เสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง ชาวชุมชนช้างม่อย กล่าวว่า แบบที่ผ่านเข้ารอบ ส่วนใหญ่ออกแบบได้ตรงกับความต้องการของรายงานแสดงความเห็นที่ทำประชาพิจารณ์ ไปหลายครั้ง คือ มีต้นไม้มาก เพื่อที่จะกลายเป็นปอดของเมือง แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ติดอยู่กับเรื่องสิ่งก่อสร้าง เพราะส่วนตนคิดว่าที่กลางเมือง ไม่ควรที่จะมีสิ่งก่อสร้างอะไร

 

“บางแบบที่ผ่านเข้ารอบ ยังคิดว่ามีปัญหาอยู่ เพราะคนแถวนี้หรือคนในเมืองต้องเจอคือ ภาวะของเสียง และไม่อยากให้มี แต่บางแบบ ดูแล้ว คงเกิดภาวะแบบนี้อย่างแน่นนอน บางแบบก็จะมีปัญหาในการจัดการระบบน้ำว่าจะเอามาอย่างไร และระบายออกอย่างไร และถ้ามีน้ำจะส่งผลต่อการขุดค้นหรือเปล่า เท่าที่ไปสอบถามดูผู้ประกวดก็ยังตอบไม่ได้”

 

“เรื่องความปลอดภัยของพื้นที่เท่าที่ดูเกือบทุกแบบยังไม่ชัดเจนว่าจะ จัดการเรื่องความปลอดภัยอย่างไร บางแบบไม่ต้องการมีให้มีรั้วและสามารถเข้าไปใช้พื้นที่ 24 ชั่วโมง แต่ปัญหาคือ เราจะดูแลการเข้าถึง 24 ชั่วโมงนี้อย่างไร”

 

ฉะนั้นในรอบต่อไป เขาต้องนำเสนอการจัดการให้มีความเป็นไปตามแบบ บางแบบมีต้นไม้จำนวนมาก ใครจะเป็นคนปลูก ปลูกอย่างไร บางแบบเราถามเรื่องการจัดการไป เขานำเสนอว่าลานหญ้าจะเปิดให้คนเอากรรไกรมาจากบ้านมาแล้วช่วยกันตัด ซึ่งความคิดดี แต่ดูแล้วมันฝันเกินไป เป็นไปไม่ได้  เพราะพื้นที่ขนาดใหญ่มาก

 

 

คำถามถึงการจัดการหลังประกวดแบบ : การเป็นพื้นที่สาธารณชนภายใต้บริหารพิงคนคร?

 

เราอาจจะพูดได้ว่า กระบวนการที่ผ่านมาค่อนค้างเปิดโอกาสให้สาธารณชนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบ มากพอสมควร อย่างน้อยก็ทดลองการมีส่วนร่วมจัดการพื้นที่สาธารณะในรูปแบบใหม่ที่ไม่ค่อย เห็นที่ใด แต่คำถามสำคัญ คือ การบริหารจัดการหลังจากนี้ ใครจะเป็นคนดูแลจัดการ และจะจัดการอย่างไร ซึ่งตรงนี้ยังไม่ชัดเจนมากนัก

 

จากการสัมภาษณ์ นายชัยธวัช เสาวพนธ์ ประธานอนุกรรมการวางแผนและประสานงานการพัฒนาพิงคนคร ได้ความว่า หากคสช.ไม่สั่งยุบพิงคนคร(องคการมหาชน) มีความเป็นไปได้สูงที่พิงคนครจะเป็นผู้เข้ามาดูแลพื้นที่ ซึ่งโดยนโยบายแล้วพยายามจะแบ่งความรับผิดชอบออกเป็นยูนิตไป เพื่อไม่พิงคนครใหญ่เกินไป คือโดยพื้นฐานก็จะให้ท้องถิ่นดูแล แต่พอต่อยอดเป็น นิช มาร์เก็ต(Niche Market-ตลาดลูกค้าเฉพาะเจาะจง) ก็จะเป็นหน้าที่ของพิงคนครในการพัฒนาและหาตลาด

 

“ใน 5 ปีข้างหน้า พฤติกรรมนักท่องเที่ยวจะเปลี่ยนไป หน้าที่ของเรา คือไปเตรียมความพื้นที่ความพร้อมให้กับภาคเหนือตอนบน อย่าง ลำพูน ลำปาง เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ให้พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงอันนี้”

 

“ในส่วนของพื้นที่ข่วงหลวง เริ่มแรก เราคิดกันว่าการจะให้ความขัดแย้งของสร้างพื้นที่นี้ยุติลงต้องมีการประกวด แบบ  หลังจากนั้นคิดว่า อาจจะตั้งคณะกรรมการเข้ามาบริหารดูแลพื้นที่อีกชุดหนึ่ง เพราะเรากำลังมองว่าเมืองเชียงใหม่เวลานี้ เราอาจจะจะต้องมา รีดีไซน์ใหม่ร่วมกันอีกรอบหนึ่ง เริ่มจากศาลแขวงเดิม หมู่บ้านอัยการเก่า ที่ว่าการอ.เมือง และโรงงานยาสูบ ซึ่งจะกลายเป็นพื้นที่โล่งกลางเมือง ที่เราต้องมาคบคิดถึงการสร้างมูลค่าของมัน”

 

 

ด้านแหล่งข่าวจากเทศบาลนครเชียงใหม่ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าใครจะมาดูจัดการหลังจากนี้ ไม่รู้ว่าจะให้เทศบาลนครฯหรือว่าพิงคนครดูแล ถ้าถามความเห็นตอนนี้ คิดว่าพิงคนครจะเข้ามาดูแล แต่เนื่องจากการเมืองไม่นิ่ง ความชัดเจนจึงยังไม่มี

 

“จริงๆพิงคนครก็ไม่ได้เลวร้าย เพียงแต่โมเดลคณะกรรมการยังไม่ค่อยมีส่วนร่วมมากนัก ถ้าลองทดลองให้คณะกรรมการมีสัดส่วนมาจากประชาชนมากขึ้น และจัดการเรื่องที่หาเจ้าภาพไม่ได้ เช่น การขนส่งข้ามพื้นที่  หรือเรื่องใหญ่อย่างการขอเป็นมรดกโลก ซึ่งมช.ทำอย่างเดียวคงไม่ไหว มันต้องมีหน่วยงานแบบนี้ขึ้นมา”

 

“การตั้งพิงคนครไม่ใช่เรื่องง่าย และระบบเดิมก็มีข้อจำกัด ข้ามพื้นที่ไม่ได้ พื้นที่ใครพื้นที่มัน ส่วนกลางก็จะเป็นคนมาเสริม ซึ่งถ้าองค์กรนี้เข้ามายกระดับเมืองทั้งเมืองขึ้น ก็จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมาก เพราะองค์กรนี้ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นมาง่ายๆ”

 

ท่ามกลางความไม่แน่นอนเรื่องการจัดการ และมีความเป็นไปได้สูงที่ พิงคนคร(องคการมหาชน)จะเข้ามาเป็นฝ่ายบริหารจัดการดูแล ซึ่งหากเป็นไปตามนั้นสิ่งที่ท้าทายก็คือ พิงคนครจะบริกหารจัดการอย่างไร จะผสานแนวความคิดองค์กรของตนกับความคาดหวังของประชาชนตามรายงานแสดงความคิด เห็นอย่างไร เพราะแนวคิดของพิงคนครมุ่งพัฒนาพื้นที่ให้เกิดมูลค่าเพื่อแปรเปลี่ยนเป็น กำไร ในขณะที่รายงานแสดงความเห็นฯแสดงถึงความต้องการให้เป็นพื้นที่ตอบสนองต่อคน ท้องถิ่นเป็นหลัก มากกว่าจะสนองพื้นที่แก่นักท่องเที่ยวเพื่อผลกำไร

 

ณัฐกร วิทิตานนท์ สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า ตอนนี้ปัญหา คือ หนึ่ง ยังไม่ชัดเจนว่าใครจะเป็นคนจัดการ สอง คนที่จะมาจัดการจะเปิดโอกาสให้ชาวบ้าน หรือคนในพื้นที่ได้เข้าไปกำกับทิศทางของพื้นที่หรือไม่ หมายความว่าพอได้แบบที่สวยงามตรงความต้องการแล้ว แต่ไม่มีใครเอากิจกรรมไปใส่ พื้นที่มันอาจถูกใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ มันควรจะมีกิจกรรมที่เป็นประจำในพื้นที่ เช่น ดนตรีในสวน หรือจัดกิจกรรมแนะนำหนังสือ เป็นต้น คือมันควรจะมีเจ้าภาพที่จะครีเอทกิจกรรมต่างๆเหล่านี้ ซึ่งตรงนี้ก็ยังไม่มี

 

“คนที่จะเข้ามาดูแลจะต้องชัดว่า จะเชื่อมโยงกับคนในพื้นที่ได้ อย่างไรบ้าง ซึ่งอันนี้เป็นโจทย์ใหญ่ ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะเป็นเทศบาลที่พอรับผิดชอบได้ เพราะเห็นได้จากที่ผ่านมา หอศิลป์ หอประวัติศาสตร์ก็ดำเนินไปด้วยดี”

 

“บริเวณนี้เหมือนว่าส่วนของจังหวัดจะเป็นผู้รับผิดชอบในส่วนของการดำเนิน การ ซึ่งหลังจากเสร็จแล้วจะเป็นใคร ทางจังหวัดคงไม่ได้รับต่อแน่นอน มันจึงเป็นประเด็นที่พูดถึงกันว่าพิงคนครอาจจะมารับช่วงต่อในประเด็นนี้ แต่พอการเมืองระดับชาติไม่นิ่ง และพิงคนครมันจำกัดพื้นที่ของคน เพราะไม่มีองค์ประกอบของคนในพื้นที่ คำถาม คือ มันควรจะมีรูปแบบเฉพาะในการดูแลข่วงหลวงไหม เป็นลักษณะที่ให้ชุมชน หรือคนในพื้นที่มีส่วน กำกับทิศทางและการใช้ให้เกิดประโยชน์เต็มที่”

 

“อันนี้เป็นโจทย์ที่ต้องคิดต่อหลังจากได้แบบแล้ว ซึ่งคงไม่ง่าย เพราะแบบแต่ละอันมีจุดมุ่งเหมือนกันคือต้องขุดค้นทางโบราณคดีด้วย มันทำให้พื้นที่ส่วนหนึ่งต้องถูกแบ่งเพื่อการนี้ มันจึงยังจะใช้พื้นที่ได้ไม่เต็มรูปแบบ”

 

เสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง ชาวชุมชนช้างม่อย กล่าวว่า สิ่งที่ตนกังวล คือหลังจากที่ประกวดแบบเสร็จแล้วจะทำอย่างไรต่อไป ประชาชนจะมีส่วนร่วมได้อย่างไร ใครจะเป็นคนดูแลต่อจากนี้ เพราะเมื่อเราได้แบบ แล้วเราไม่สามารถเข้าไปมีส่วนในการกำกับดูแลให้เป็นไปตามแบบได้ มันก็มีส่วนร่วมได้ไม่จริง

 

ดังนั้นเรื่องการจัดการจึงเป็นเรื่องใหญ่สุด และที่สำคัญคือกระบวนการบริหารจะต้องให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนในการกำกับทิศทางด้วย

 

“เราไม่ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเทศบาล หรือหน่วยงานรัฐ หรือพิงคนครเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าเกิดกรณีให้เช่าขายของ หน่วยงานเหล่านี้จะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง เพราะได้ตอบแทน พอได้ค่าตอบแทนก็เหมือนกับการยึดพื้นที่ไปเลย ฉะนั้นการจัดการมันต้องมีส่วนร่วมจากทุกส่วน ทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นประชาชน เอ็นจีโอ หรือแม้กระทั่งสถานศึกษา ที่อยู่ละแวกนั้น ก็น่าจะมีส่วนร่วมด้วย”

 

[1] หากท่านใดสนใจในประเด็นนี้สามารถอ่านเปรียบเทียบได้ระหว่างเงื่อนไขการ ประกวดทีโออาร์ของรัฐทั่วไปกับเงื่อนไขประกวดแบบทีโออาร์ของข่วงหลวงเวียง แก้ว)

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 14,997 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.