• 27 มิถุนายน 2560 - 00:27 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

แรงงานข้ามชาติ เมื่อกลับสู่เมืองมะละแหม่ง

 วันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 - 02:40 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,293 ครั้ง พิมพ์

 

ทีมงาน Aseanscape 2

ว่ากันว่า “หากเดินทางไปเยือนมะละแหม่ง แล้วได้ไปตลาดกลางเมือง นอกจากจะเจอคนพม่าและมอญ ที่พูดไทยได้เป็นจำนวนมากแล้ว หากถามพ่อค้าแม่ค้าแต่ละร้าน เกินร้อยละ 80 ล้วนแล้วแต่มีญาติสนิทมิตรสหายทำงานอยู่เมืองไทย” คำกล่าวนี้เกินจริงหรือไม่ในแง่จำนวน คงไม่สามารถยืนได้ เนื่องจากไม่มีข้อมูลสถิติคนเข้ามาทำงานในไทยที่ระบุว่ามาจากเมืองใด แต่สิ่งที่ยืนยันได้ คือ มีคนจากเมาะละแหม่งจำนวนไม่น้อยที่เดินทางเข้าไปทำงานในเมืองไทย

เรื่องราวของแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาในเมืองไทยถูกนำเสนอผ่านสื่อไปเป็นจำนวนมาก เช่น เรื่องราวชีวิตของพวกเขาในเมืองไทย ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ อย่างไรก็ดี ในด้านของชีวิตที่เชื่อมโยงกับบ้านเกิดที่เป็นมาตุภูมิ ยังมีการนำเสนอไม่มากนัก ส่วนใหญ่นำเสนอด้านสังคมและวัฒนธรรมที่ตั้งรกราก (Establish) อยู่ในไทยผ่านอัตลักษณ์และสถานที่ เป็นต้นว่าเรื่องราวของคนและชุมชนแรงงานข้ามชาติพม่าที่มหาชัย จ.สมุทรสาคร หรือเรื่องราวไทยใหญ่ในเชียงใหม่ ฯลฯ  ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ทำให้เราเข้าใจมิติแรงงานข้ามชาติได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากเราจะมองให้เห็นภาพเชื่อมโยงระดับภูมิภาคที่ครอบคลุมในทุกมิติจำเป็นต้องมองต่อยอดจากงานเหล่านี้ โดยเฉพาะในแง่ของการสะสมทุนของแรงงานข้ามชาติที่ทำให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างไทยกับพม่า เป็นการเชื่อมโยงในระดับผู้คน ไม่ใช่ทุนขนาดใหญ่ ซึ่งมีความน่าสนใจไม่น้อย และอาจทำให้เรามีแง่มุมในการเข้าใจอาเซียนในอีกมิติหนึ่ง

ภาพมุมสูงเมาะลำไย

ชีวิตของพี่ชาย[i] พ่อค้าชาวมอญขายปลาในตลาดกลางเมืองมะละแหม่ง ไม่ได้มีลักษณะที่แตกต่างกับคนมะละแหม่งที่เข้ามาทำงานในเมืองไทยเท่าใดนัก แต่ก็ไม่ได้เหมือนกันไปเสียทั้งหมด ชีวิตคนข้างโลดโผน และไม่ได้คิดจะกลับมาตั้งรกรากหรือลงทุนในพม่าเมื่อตนได้ออกไปทำงาน

ชีวิตการข้ามแดนเริ่มต้นตอนอายุ 14 เขาไปทำงานที่ไทยผ่านด่านที่ระนอง ทำงานก่อสร้างที่กรุงเทพฯ ได้ 2 เดือน จากนั้นจึงตามกลุ่มงานไปทำงานก่อสร้างที่จ.ชัยภูมิ ในตอนนั้นเขาทำได้ 2 วัน ก็ถูกตำรวจจับติดคุก เพราะไม่มีใบอนุญาตทำงาน เขาติดคุกที่ชัยภูมินานกว่า 2 เดือน หลังจากนั้นถูกย้ายมาขังไว้ที่กรุงเทพฯ อีก 1 เดือน สุดท้ายตำรวจจึงนำตัวเขามาปล่อยที่ด่านชายแดนที่แม่สอด หลังกลับพม่าเขากลับมาบวชที่มะละแหม่ง

“ตอนไปลำบากมาก ไปแบบไม่มีบัตรไม่มีอะไร ไปแบบแอบไปอย่างเดียว ไปกรุงเทพฯ ออกไปทางด่านระนอง ตอนเข้าไป ไปทำก่อสร้างก่อนประมาณสองเดือน แล้วก็ย้ายไปจังหวัดชัยภูมิ ไปทำงานก่อสร้างเหมือนกัน ทำได้สองวันติดคุกเลย เพราะมาแบบไม่ถูกต้อง ติดคุกประมาณสองเดือน ก็ถูกส่งกลับไปที่ชายแดนแม่สอด กลับมามะละแหม่งก็บวช บวชเสร็จเราก็ไปทำบัตรแล้วเข้ามาใหม่”

หลังจากสึกก็ไปทำงานที่ไทยต่อ คราวนี้เขาไปทำงานที่ภูเก็ต ออกเรือหาปลา เขาทำพาสปอร์ตไปอย่างถูกต้อง แม้งานที่ทำจะหนัก แต่เขาคิดว่ามันสนุกดี เขาเล่าอย่างภูมิใจว่า ความโหดของงานเรือคือ พอขึ้นแล้วมันกลับยาก เรือออกไปทั้งมาเลเซีย และอินโดนีเซีย พาสปอร์ตจึงต้องระวังไม่ให้ขาด (หมดอายุ) เลย เขากลัวกลับมาไม่ถึงพม่า

 “เราคิดว่าไทยดีกว่าที่อื่น ถ้าเทียบกับลาว หรือมาเลเซีย มีงานทำเยอะแต่ต้องเสี่ยงตำรวจมากกว่า บางคนหนีตำรวจจนแขนหัก ขาหัก”

“ที่พม่าคนพม่าจะมีโอกาสมากกว่าคนมอญอย่างเรา  หรือกลุ่มกะเหรี่ยง และกลุ่มอื่น ๆ มันแบ่งสัญชาติไง ยังไงเราเป็นมอญ เป็นกะเหรี่ยง สู้คนพม่าไม่ได้อยู่แล้ว บางครั้งก็น้อยใจ แต่ที่เมืองไทยไม่มีการเลือก ใครดีก็ได้ทำงานทุกคน ถ้าไม่เลือกงาน” พี่ชายเล่าถึงเหตุผลในการเลือกมาทำงานที่ไทย

พี่ชายอยู่ที่ประเทศไทยได้ 2 ปี ก็เริ่มพูดไทยได้ “คนมอญจะพูดไทยได้ชัดกว่าคนพม่า” เขายืนยันเช่นนั้น ในช่วงนั้นเขาพบกับแฟน (คนปัจจุบัน) แฟนเขาทำงานที่บ่อกุ้ง ส่วนเขาออกเรือ มีลูกด้วยกันสองคน ชายหนึ่งคน (ปัจจุบันอายุ 16 ปี) หญิง 1 คน (ปัจจุบันอายุ 5 ปี) ครั้งหนึ่งตอนแกะกุ้งแฟนเขาโดนมีดบาดมือ ต้องไปรักษาโรงพยาบาล แต่พอเมื่อโรงพยาบาลรู้ว่าไม่มีบัตร (ประชาชน) แล้ว เธอโดนจับและถูกส่งกลับพม่าทันที

พี่ชายทำงานอยู่ในเมืองไทยได้ 10 กว่าปี ระหว่างที่ทำงานอยู่ที่เมืองไทย พี่ชายไม่ได้ส่งเงินกลับมาให้ญาติพี่น้อง หรือพ่อแม่ เพราะเขายังรู้สึกว่าอนาคตในพม่ายังไม่สดใสเหมือนตอนนี้ ไม่แม้แต่จะคิดกลับพม่า ดังนั้นเงินที่เขาได้มาจากการทำงานจึงถูกใช้ตามแบบที่เขาเห็นว่าตอบสนองชีวิตชายชาวมอญ

“ส่วนใหญ่จะเป็นเมียที่เก็บเงิน ส่วนเราเป็นผู้ชายก็มักจะเอาเงินไปเที่ยว กินเหล้า มีกิ๊กบ้าง ผมเป็นคนเจ้าชู้ แต่ตอนนี้เลิกแล้ว ก็เรามันผู้ชาย” พี่ชายเอ่ย เมื่อนึกถึงวันเวลาที่ผ่านมา

ชีวิตของพ่อค้าขายปลาชาวมอญเมื่อตอนเป็นแรงงานในเมืองไทยค่อนข้างต่างจากคนส่วนมาก เพราะแรงงานข้ามชาติคนอื่นๆ มักจะส่งเงินกลับมาให้ครอบครัวใช้จ่ายและลงทุน โดยในงานวิจัย Nwet Kay Khine เรื่อง REMITTANCE FLOWS FROM THAILAND TO MAWLAMYINE, MON STATE, MYANMAR[ii] ฉายภาพให้เห็นว่า แรงงานข้ามชาติจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองมะละแหม่งเกินกว่าครึ่งหนึ่งของคนที่ออกไปทำงานที่เมืองไทย จะส่งเงินกลับมาให้ครอบครัวส่วนครอบครัวจะนำเงินไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ซื้ออาหาร ใช้หนี้สิน (อันเกิดจากการยืมเพื่อเดินทางของตัวแรงงานและค่าใช้จ่ายที่อยู่กับครอบครัว) การบริจาคทำบุญไปกับงานต่างๆเช่น งานแต่งงาน รวมถึงนำไปลงทุนซื้อที่ดินและอุปกรณ์ทำการเกษตร ปรับปรุงที่พักอาศัย ส่งบุตรหลานให้ได้เรียนหนังสือ ถ้าเงินเหลือก็จะเก็บเงินไว้บางส่วน ซึ่งสัดส่วนการส่งเงินจากเมืองไทยกลับไปที่มะละแหม่งของหมู่บ้านแห่งนี้อยู่ร้อยละ 62 Nwet Kay Khine เชื่อว่าเศรษฐกิจของท้องถิ่นกว่าครึ่งขับเคลื่อนโดยคนที่เข้ามาทำงานในเมืองไทย

ในกรณีของครอบครัวพี่ชายคงไม่ได้อยู่ในสัดส่วนของคนงานที่ส่งเงินกลับ แต่เลือกที่จะเก็บเงินที่เมืองไทยและรอช่วงเวลาที่เหมาะสมกลับบ้านเกิด และไม่ใช่เพียงแค่เขาคนเดียวที่คิดแบบนี้ เพื่อนของเขาอีกหลายคนก็คิดแบบนี้เช่นกัน

“มีเพื่อนที่เก็บเงินเมืองไทยได้ แล้วคิดมาลงทุนที่พม่าก็มี เพราะมีหลายคนที่ทำแบบนี้แล้วมีฐานะดีขึ้น มีเยอะเลย ที่หมู่บ้านผม ไปเมืองไทยมาตั้งตัวได้เลย แต่บางคนหาเงินที่เมืองไทยได้เท่าไหร่ก็ไม่พอ ก็ทำงานอยู่ที่เมืองไทยต่อ”

พี่ชายกับภรรยาเลือกที่จะเก็บเงินไว้ โดยไม่ได้มีเป้าหมายว่าจะกลับเมาะละแหม่งเมื่อใด เขากับภรรยาเลือกเก็บเงินหลังหักค่าใช้จ่าย ได้เดือนละ 4,000-5,000 บาท เพื่อไว้เป็นเงินสะสมทุนของครอบครัว

“การทำงานหาเงินที่เมืองไทย ถ้าเป็นผัวเมีย ช่วยกันทำงานเก็บเงิน จะได้เงินเยอะมาก วันละ 300 เดือนละ 9,000 บาท สองคน 18,000 หักค่าใช้จ่าย เก็บเงินได้เดือนละ 4,000-5,000 บาท”

จนเมื่อต้นปีนี้ (2559) พี่ชายและครอบครัวเลือกกลับมาที่เมืองมะละแหม่งด้วยเหตุผลว่า พม่าน่าจะพัฒนามากขึ้นกว่าเดิม  เพราะสถานการณ์ต่าง ๆ เริ่มคลี่คลาย

“ อยู่เมืองไทยนานแล้ว เราไม่ได้กลับมาบ้านประมาณ 10 กว่าปีแล้ว และเห็นว่าบ้านเรากำลังดีขึ้น เลยลองกลับมา”

 “อันนี้เราตั้งใจเก็บเงินมา ตั้งใจมาลงทุนที่นี่โดยเฉพาะ ไม่ใช่ว่าที่เมืองไทยไม่ดี ดีกว่าที่นี่มาก ถ้ามันไม่โอเค ก็คงจะต้องกลับไปที่เมืองไทย เราคิดแบบนั้น เพราะเราลืมเมืองไทยไม่ได้”

“กลับมาครั้งนี้เห็นความเปลี่ยนแปลงเยอะ พัฒนาขึ้นเยอะเลย ตลาดขายของคึกคัก มีคนมาเดินซื้อขายของมาก คนมีเงินแต่งตัว ซื้อรถ ซื้ออะไรได้ ผิดกับแต่ก่อน” พี่ชายเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของเมืองเมาะลำไยที่ต่างไปจากเดิม

พอกลับมาบ้านเกิดพี่ชายเลือกจะลงทุนขายปลาตากแห้ง เนื่องจากพี่สาวของเขาขายมาก่อน และทำกำไรได้ดี ทำให้พี่สาวมีเงินเก็บประมาณปีละ 10 ล้านจั๊ต  ตอนนี้เขาจึงเรียนรู้งานโดยการช่วยพี่สาวขายปลา และเตรียมลงทุนเปิดร้านตัวเองในอนาคต กำไรในตอนนี้ทำให้เขาพออยู่ได้ ประมาณวันละ 400-500 บาท บางครั้งเขารับทำงานช่างไม้ด้วยได้ประมาณวันละ 200 บาท เงินเท่านี้ทำให้เขาพออยู่ได้ แต่จะพอใช้พอเก็บในระยะยาวหรือไม่ต้องดูอีกครั้งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามหากการลงทุนครั้งนี้ไม่ดีอย่างที่คาดหวัง เขากับครอบครัวก็เตรียมกลับไปเมืองไทยอีกครั้ง

 “พี่สาวผม เก็บเงินได้จากการขายปลา ประมาณปีละ 10 ล้านจั๊ต ผมตั้งใจกลับมาขายปลาเหมือนพี่สาว เพียงแต่มีร้านเป็นของตัวเอง ตอนนี้เป็นช่วงเริ่มต้น ยังไม่ได้เริ่มทำ ถ้ามันไม่โอเคก็ตั้งใจกลับไปเมืองไทย”

ในอนาคต เขาวางแผนให้ลูกสองคน ลูกชายคนโตของเขาอายุ 16 ปี จะพาไปทำงานที่ไทย แต่ตอนนี้เนื่องจากไม่มีใบอนุญาตเลยให้ทำงานในประเทศพม่า เพราะเขาไม่อยากให้ลูกไปเสี่ยงถูกจับเหมือนเขา

นอกจากนี้ การเมืองก็อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เขาเลือกที่จะวางแผนอนาคตต่อจากนี้อย่างไร โดยพี่ชายเล่าว่า หลังจากอองซาน ซูจี ได้เป็นรัฐบาลแล้ว ตอนนี้ไม่รู้ว่าเขตมอญจะได้อะไรบ้างหรือไม่ เพราะแต่ก่อนคนพม่าก็จะเหนือกว่าคนชาติพันธุ์อื่นเสมอ อย่างง่ายที่สุดคือเรื่องการทำงาน หากมีคนสมัครงาน 3 คน เป็น มอญ พม่า กะเหรี่ยง ยังไม่ต้องดูความสามารถใด ๆ คนที่ได้แน่ๆ คือ คนพม่า แต่ตอนนี้รัฐบาลใหม่จะเป็นยังไงไม่รู้ อย่างไรก็ตามทั้งคนมอญ พม่า และลาว ที่เข้าไปทำงานในประเทศไทยจะชอบชีวิตช่วงรัฐบาลทักษิณมาก เพราะเป็นรัฐบาลที่เริ่มนโยบายบัตรสีชมพู  การงานก็มีให้ทำเป็นจำนวนมาก ตอนนั้นเป็นช่วงที่เขาออกเรือไปอินโดนีเซีย โดยมีบัตรถูกต้องทุกอย่าง

ภาพ

นี่คือ เรื่องราวของพี่ชาย อดีตแรงงานข้ามชาติในไทยที่ผันตัวเองมาเป็นพ่อค้าขายปลาในเมืองมะละแหม่ง ครั้งหนึ่งเขาเคยใช้ประเทศไทยในการก่อร่างสร้างตัว จนนำพาตัวเขากลับมาพำนักพักพิงในบ้านเกิดได้อย่างเต็มภาคภูมิ และเขาก็ยังหวังว่า เมื่อเขาล้มเหลวในบ้านเกิด เมืองทางตะวันออกที่มีระยะห่างห่างไม่กี่ร้อยกิโลเมตรจะเป็นที่พึ่งของเขาอีกครั้งหนึ่ง.


[i]  “ชาย” เป็นชื่อเรียกของเขาเมื่อมาทำงานในเมืองไทย เขาพอใจให้เรียกชื่อนี้เมื่อคุยกับคนไทย

[ii] Nwet Kay Khine. REMITTANCE FLOWS FROM THAILAND TO MAWLAMYINE, MON STATE, MYANMAR. (Bangkok: A Paper Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Master of Arts Program in International Development Studies Human Security Conference Chulalongkorn University). Source: http://humansecurityconf.polsci.chula.ac.th/Documents/Presentations/Nwet.pdf. (Accessed 11 August 2016)

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,140 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.