• 27 มิถุนายน 2560 - 02:10 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

นักวิชาการไม่สามารถล้มรัฐประหารได้

 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2558 - 08:09 น.  |   เข้าชม: 2,860 ครั้ง  พิมพ์

 

นับว่าเป็นก้าวที่พลาดครั้งสำคัญของ คสช.ที่มอบอำนาจให้นายทหารผู้หนึ่งไปแจ้งความดำเนินคดีกับ แกนนำเครือข่ายคณาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนรวมหกคนในข้อหาร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆที่มีจำนวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป อันเป็นการฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 3/2558 ข้อ 12 ซึ่งมีโทษจําคุกไม่เกิน 6เดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจํา    ทั้งปรับ อันเป็นผลสืบเนื่องจากการที่เครือข่ายฯได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ในหัวข้อ “มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร”เพื่อยืนยันในสิทธิเสรีภาพทางวิชาการที่จะแสวงหาและถ่ายทอดความรู้ในการเรียนการสอน

ผลจากแถลงการณ์ฉบับดังกล่าวมีผู้สนใจติดตามในโซเชียลมีเดียจำนวนเพียงหลักพันแต่ภายหลังที่ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีการณ์กลับกลายเป็นว่ามีผู้สนใจเข้าไปอ่านจำนวนเป็นแสน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าลำพังพลังของนักวิชาการหรือเนื้อหาของแถลงการณ์ของนักวิชาการเองไม่ได้มีอิทธิพลต่อความเคลื่อนไหวทางการเมืองมากนัก แต่เมื่อมีการแจ้งความดำเนินคดีเกิดขึ้นความสนใจกลับทวีเพิ่มมากขึ้น และจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นอีกหากมีการจับกุมคุมขังคณาจารย์เหล่านั้นเข้าคุกเข้าตารางจริงๆ(ไม่ว่าจะเป็นการไม่ให้ประกันตัวหรือไม่ขอประกันตัวเพราะถือว่าตนเองไม่ได้ทำผิดอะไร) ซึ่งตัวอย่างในทำนองเดียวกันนี้ก็มีให้เห็นแล้วคือกรณีการจับกุมคุมขังกลุ่มนักศึกษาดาวดินที่ผ่านไปเมื่อไม่นานมานี้

จากประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมาในอดีตนับแต่ยุค 14 ตุลา 16 มีการจับกุมกลุ่มนักวิชาการและนักการเมืองที่เรียกร้องรัฐธรรมนูญจำนวน 99 คน นำมาซึ่งการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารกับนักวิชาการและนักศึกษาจนทำให้คณะรัฐบาลของจอมพลถนอม จอมพลประภาส ต้องล่มสลายลง จนถึงกรณีพฤษภา 35 ก็เฉกเช่นเดียวกันหากไม่มีการใช้กำลังเข้าปราบปรามและจับกุมผู้นำของการเดินขบวนแล้วไซร้รัฐบาลของพลเอกสุจินดาก็คงไม่ต้องล้มคว่ำลง

ผมขอยืนยันว่ายังไม่เคยปรากฏว่าผลงานหรือกิจกรรมล้วนๆของนักวิชาการจะสามารถล้มรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารได้เลย การล้มคว่ำของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารในอดีตล้วนแล้วแต่เกิดจากตัวของรัฐบาลเอง ไม่ว่าจะเป็นการแย่งชิงอำนาจกันเองเมื่อได้อำนาจมาแล้ว เช่น คณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองจนจบลงด้วยการรัฐประหาร 2490 หรือการก่อกบฏในหลายต่อหลายครั้งจนถูกยิงเป้าสังเวยความแตกแยกภายในพวกเดียวกันเองทั้งสิ้น

การทุจริตคอรัปชั่นและการใช้อำนาจอย่างไม่มีขีดจำกัดก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จบลงด้วยการถูกโค่นล้มจากพวกเดียวกันเอง เช่น การโค่นล้มอำนาจของจอมพล ป.กับ พล.ต.อ.เผ่า ศรียายนนท์โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนรัตช์ ก็ดี การยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์ถึงกว่า 600 ล้านบาทเมื่อห้าสิบกว่าปีก่อน(สมัยนี้น่าจะมีค่าเป็นร้อยเท่าพันทวีแล้วกระมัง)ภายหลังจากการอสัญกรรมโดยจอมพลถนอมที่เป็นทายาทของตนเองก็ดี ล้วนแล้วแต่เกิดจากคนกันเองทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากนักวิชาการแต่อย่างใด

หน้าที่ของนักวิชาการคือการค้นคว้าหาความรู้และนำไปถ่ายทอดต่อผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นนิสิต นักศึกษาหรือต่อสาธารณะเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ แน่นอนว่าอาชีพนักวิชาการก็เหมือนอาชีพอื่นที่มีทั้งขาวทั้งดำหรือเทาๆ ผู้ที่ฉลาดก็ย่อมที่จะเลือกเอาสิ่งที่ดีมีประโยชน์ไปใช้ ไปปรับปรุง หรือหากเห็นว่าไม่มีประโยชน์ก็โยนทิ้งไป แต่ไม่ใช่การไปจับกุมคุมขังด้วยข้อหาว่าชุมนุมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปทั้งๆที่เป็นเวทีวิชาการเช่นนี้

นักวิชาการไม่สามารถล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารได้ แต่การใช้อำนาจของคณะรัฐประหารเข้าจับกุมคุมขังนักวิชาการหรือใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมที่มีนักศึกษาและนักวิชาการต่างหากที่ทำให้รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารล้มลงและเมื่อประกอบเข้ากับปัจจัยภายในของคณะรัฐประหารเองผสมเข้ากับปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาย่อมที่จะทำให้เป็นตัวเร่งให้ถึงจุดจบ

ช้าหรือเร็ว มากหรือน้อย ประเทศก็ต้องเคลื่อนไปสู่ประชาธิปไตย ไม่มีใครสามารถหยุดประเทศไว้ได้ตลอดไป ทางที่ดีที่สุดก็คือต้องช่วยกันประคับประคองไม่ให้มันเลวร้ายไปยิ่งกว่านี้ การจับกุมคุมขังนักวิชาการในครั้งนี้ไม่ว่าจะมองในมุมไหนก็ไม่เห็นผลดีเกิดขึ้นเลย ไม่ว่าจะเป็นผลต่อดีต่อประเทศหรือผลดีต่อคณะรัฐประหารเอง มีแต่ว่าจะเกิดผลเสียด้วยกันทุกฝ่าย

กาน้ำร้อนที่ไม่รูระบายย่อมทำให้กาน้ำนั้นระเบิดเสียหายฉันใด ประเทศที่ประชาชนและนักวิชาการไม่มีสิทธิมีเสียงในการแสดงความเห็นโดยสุจริตก็เสี่ยงต่อการล่มสลายฉันนั้น ความไม่พอใจที่คุกรุ่นก็เหมือนกาน้ำร้อนที่รอวันระเบิด การจำกัดสิทธิเสรีภาพที่เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของโลกก็ย่อมถูกรังเกียจเดียดฉันท์จากนานาอารยประเทศ ประเทศไทยเราเป็นประเทศที่เล็กมากเมื่อเทียบกับประเทศทั้งหลายในโลกนี้ เรายังต้องคบหาสมาคมและค้าขายพึ่งพาจากต่างประเทศอยู่ เว้นเสียแต่ว่าเราไม่ต้องพึ่งพาอาศัยใครแล้วก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง แต่นี่เราก็ไม่รู้ เขาก็ไม่รู้ มีแต่เอาเชื้อไฟเข้ามาสุม ถ้าหากการใช้อำนาจปิดหูปิดตาแล้วมันได้ผลดีทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองแล้วไซร้ ประเทศอื่นอีกกว่าสองร้อยประเทศทั่วโลกคงใช้วิธีนี้กันหมดแล้วใช่ไหมครับ

 

------------

 

หมายเหตุ  เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2558

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,141 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.