• 24 กรกฎาคม 2560 - 01:46 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

รัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน ไม่ใช่วันสิ้นโลก

 วันที่ 2 สิงหาคม 2559 - 21:22 น.  |   เข้าชม: 592 ครั้ง  พิมพ์

 

ชำนาญ จันทร์เรือง

ในช่วงระยะที่เหลือไม่กี่วันก็จะถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ซึ่งเป็นวันลงประชามติว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญฯของคุณมีชัยกับคำถามพ่วง(ภาษาทางการใช้ว่า “ประเด็นเพิ่มเติม”)หรือไม่ หลายคนหน้าดำคร่ำเครียด หลายคนออกแรงผลักดันอย่างสุดกำลังเพื่อที่จะให้ผลเป็นไปตามที่ตนเองต้องการ หลายคนวิตกกังวลว่าผ่านแล้วจะเป็นอย่างไร ไม่ผ่านแล้วจะเป็นอย่างไร ฯลฯ หรือแม้กระทั่งลึกๆแล้วบางคนยังมีความเชื่อว่าอาจไม่มีการลงประชามมติในวันที่ 7 สิงหาคมที่จะถึงนี้เสียด้วยซ้ำไป จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ที่จะนำมาอธิบายซึ่งรวมถึงโหราศาสตร์ด้วย

การลงประชามติหรือเรียกอย่างเป็นทางการว่าการออกเสียงประชามติ (referendumหรือplebiscite)นั้นเป็นรูปแบบของประชาธิปไตยทางตรง (direct democracy) ซึ่งแตกต่างจากการเลือกตั้ง(election)ที่เป็นประชาธิปไตยแบบตัวแทน (representative democracy) โดยการออกเสียงประชามติ คือ การที่รัฐขอฟังเสียงจากประชาชน ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าการออกเสียงประชามติเป็นพฤติกรรมทางการเมือง(political behavior)อย่างหนึ่งในระบอบประชาธิปไตย ที่รัฐบาลหรือรัฐสภาได้คืนสิทธิเสรีภาพในการออกเสียงรับรองหรือคัดค้านในเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้แก่ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าต้องการดำเนินการอย่างไร

การลงประชามติอาจจะเป็นการรับรองกฎหมายสำคัญๆ เช่น รัฐธรรมนูญ หรือเป็นนโยบายที่สำคัญๆ เช่น สก็อตแลนด์จัดออกเสียงประชามติว่าจะแยกตัวออกจากสหราชอาณาจักรหรือไม่ หรือในบางมลรัฐของสหรัฐอเมริกาถือโอกาสจัดออกเสียงประชามติควบคู่ไปกับการเลือกตั้งทั่วไปในคราวเดียวกัน เช่น การอนุญาตให้การจำหน่ายหรือเสพกัญกัญชาเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย เป็นต้น ล่าสุดก็คือการลงประชามติของ สหราชอาณาจักรว่าจะยังคงอยู่ต่อไปในสหภาพยุโรปหรือไม่ โดยบางประเทศมีการลงประชามติกันปีละหลายๆครั้ง เช่น สวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น

สำหรับในเรื่องประชามติในเมืองไทยเรานั้นเริ่มมีบัญญัติไว้อย่างเป็นทางการนับแต่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 แล้วว่าหากร่างไม่ผ่านการรับรองจากรัฐสภาให้นำไปลงประชามติ แต่บังเอิญว่ารัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวได้ผ่านรัฐสภาจึงไม่ได้มีการลงประชามติ และคำว่าประชามติก็ได้มีปรากฏในรัฐธรรมนูญปี 40 ด้วย แต่ก็ไม่ได้มีการดำเนินการแต่อย่างใด จวบจนได้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 50 ซึ่งได้มีจัดให้ลงประชามติกันจริงๆ ผลปรากฏว่าฝ่ายที่ให้การรับรองมีมากกว่าฝ่ายที่ไม่ให้การรับรอง ผลจึงมีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวมาจนถูกยึดอำนาจโดย คสช.ดังเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไป

แน่นอนว่าเมื่อเราเคยได้มีการลงประชามติกันจริงๆแล้วจึงได้มีเสียงเรียกร้องให้มีการลงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญที่จะออกมาใช้แทนรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 57 จึงได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฯชั่วคราวให้มีการลงประชามติขึ้นโดยทางฝ่าย คสช.ก็เห็นด้วยเพราะจะถือได้ว่ามีการรับรองความชอบธรรมของตนเองจากประชาชน แต่น่าเสียดายในร่างรัฐธรรมนูญฯชุดของคุณบวรศักดิ์ถูกคว่ำกลางสภาปฎิรูปแห่งชาติเสียก่อนจึงไม่ได้เดินต่อไปยังขั้นตอนของการลงประชามติ แต่ก็ได้มีการตั้งกรรมการร่าง        รัฐธรรมนุญขึ้นมาใหม่โดยมีคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นหัวหน้าทีมและจะได้มีการลงประชามติกันในวันที่ 7 สิงหาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งตามกฎหมายประชามติของไทยเราปัจจุบันไม่ได้บังคับว่าเป็นหน้าที่ หากไม่ไปใช้สิทธิก็ไม่มีโทษทัณฑ์แต่อย่างใด(แต่ในมาตรา ๕๐(๗)ของร่างรัฐธรรมนูญฯฉบับที่จะไปออกเสียงนี้หากผ่านจะถือว่าเป็นหน้าที่ครับ)

จึงจะเห็นได้ว่าการลงประชามติไม่ใช่เรื่องใหม่หรือเรื่องแปลกประหลาดต่อการเมืองไทยเราแต่อย่างใด  สิ่งที่แปลกประหลาดนั้นกลับกลายเป็นสิทธิเสรีภาพในการรณรงค์ที่ไม่เปิดกว้างและไม่มีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชนกันอย่างทั่วถึงถึงเนื้อหาของสิ่งที่ตนเองจะต้องไปออกเสียงให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ไม่มีการให้ความรู้ความเข้าใจกันอย่างทั่วถึงว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากรัฐธรรมนูญผ่านทั้งสองประเด็นหรือประเด็นเดียว หรืออะไรจะเกิดขึ้นหากไม่ผ่านทั้งสองประเด็นหรือประเด็นเดียว ฉะนั้น สถานการณ์บ้านเมืองของไทยเราในปัจจุบันจึงเกิดความถามกันมากมายว่า “ประชามติคืออะไร สำคัญอย่างไร” “ประชามติต่างจากการเลือกตั้งอย่างไร” “ไม่ไปลงประชามติได้ไหม จะมีโทษหรือไม่” ฯลฯ ซึ่งได้อธิบายมาแล้วในข้างต้น

แต่เอาเถอะเมื่อมาถึง ณ กาลปัจจุบันที่เลยทางโค้งมาถึงทางตรงและกำลังจะเข้าเส้นชัยกันแล้วก็คงทำอะไรไม่ได้มากนัก แต่อยากจะบอกว่าการลงประชามตินั้นมีความสำคัญยิ่งต่ออนาคตทางการเมือง      การปกครองไทยว่าจะเดินไปทางไหน ทุกพฤติกรรมทางการเมืองหรือทุกคะแนนเสียงมีความสำคัญทั้งสิ้น ซึ่งหมายความรวมถึงการที่ไม่ไปออกเสียงที่ผมก็ถือว่าเป็นสิทธิที่จะไม่ไปใช้สิทธิเช่นกันด้วย

กล่าวโดยสรุปก็คือว่า รักชอบแบบไหนก็ไปหรือไม่ไปใช้สิทธิตามที่ตนเองเข้าใจและชอบ  ผลจะออกมาอย่างไร บ้านเมืองของเราก็ต้องเดินต่อไป จะดีขึ้นหรือแย่ลงเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่ที่แน่ๆชาวไทยทั้งปวงจะต้องเป็นผู้รับไปเต็มๆกับชะตากรรมหรือบาปเคราะห์ที่จะออกมาจากการไปใช้หรือไม่ไปใช้อำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชนชาวไทยนี้ แต่อย่าเครียดหรือวิตกกังวลจนเกินเหตุ เพราะผลของการลงประชามติว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านนี้ไม่ทำให้โลกแตกหรือดับสิ้นลงอย่างแน่นอน ครับ

 

----------------

หมายเหตุ  เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 3 สิงหาคม 2559

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,240 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.