• 23 กันยายน 2560 - 03:24 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

แถลงการณ์ เรื่อง การทบทวน ภายใต้ 7 แนวปฏิบัติ ต่อการจับกุม ตัดฟันยางพารา กรมป่าไม้

 วันที่ 1 สิงหาคม 2560 - 17:07 น.  |   เข้าชม: 195 ครั้ง  พิมพ์

 

แถลงการณ์ เรื่อง การทบทวน ภายใต้ 7 แนวปฏิบัติ ต่อการจับกุม ตัดฟันยางพารา กรมป่าไม้

30 กรกฎาคม 2560

สืบเนื่องมาจากทางกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ปฏิบัติในการบุกยึด และทำลายต้นยางพารา และดำเนินการตัดฟัน ไปแล้วไม่ต่ำกว่า 20,000 ไร่ ในปี 2559 และมีเป้าหมายในการดำเนินการ ทั่วประเทศ ในปี 2560 ไม่ต่ำกว่า 30,000 ไร่ และโดยภายในปี 2561 กรมป่าไม้ ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 1.2แสนไร่ โดยกรมป่าไม้ ได้ชี้แจงการบังคับใช้กฎหมายของกรมป่าไม้ โดยเริ่มจากการตรวจสอบพื้นที่ว่าเข้าข่ายลักษณะนายทุนหรือไม่ ซึ่งได้กำหนดหลักเกณฑ์ การพิจารณา ตามลักษณะของการบุกรุกพื้นที่ป่า 7 ข้อ ด้วยกันคือ 1) มีเนื้อที่บุกรุกตั้งแต่ 25 ไร่ขึ้นไป 2) หากมีขนาดน้อยกว่า 25 ไร่ แต่มีรูปแบบการดำเนินการในลักษณะกลุ่มทุนจากต่างถิ่น เช่น มีการสร้างบ้านพักตากอากาศราคาแพง หรือมีวัตถุประสงค์อื่นๆ ได้แก่ การมุ่งหวังพื้นที่เพื่อพัฒนาเป็นบ้านพักตากอากาศ โรงแรม หรือรีสอร์ท 3) เป็นเจ้าของสวนยางพาราหลายแปลง 4) เจ้าของสวนยางพาราเป็นนายทุนต่างถิ่นมาจ้างแรงงานในพื้นที่หรือคนท้องถิ่นให้ดำเนินการแทน 5) สวนยางพารามีขนาดใหญ่ มีสิ่งปลูกสร้างหรือที่พักอาศัยและระบบการจัดการที่มีการลงทุนสูงในรูปแบบเชิงธุรกิจ 6) ชาวบ้านในพื้นที่หรือผู้นำท้องถิ่นยืนยันว่าเจ้าของเป็นคนต่างถิ่นและไม่ใช่ผู้ยากไร้/ไร้ที่ทำกิน และ 7) ) ในกรณีเป็นผู้ยากไร้ต่างถิ่น แต่มีที่ดินทำกินอยู่ในภูมิลำเนาเดิมเพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ สำหรับปฏิบัติการในครั้งนี้ เป็นพื้นที่เข้ากับหลักเกณฑ์ข้อที่ 1, 4, 5 และ 6 มีขั้นตอนการรื้อถอนพืชผลอาสิน ตามมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507

จากแนวทางที่จะนำไปสู่การปฏิบัติการณ์ ทางคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ เห็นว่าแนวทางดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดความขัดแย้ง รวมถึงมีผลกระทบต่อชาวบ้าน ชุมชน ที่อยู่อาศัย และทำกิน ใช้ประโยชน์ในเขตป่าต่างๆตามกฎหมาย ถ้าแนวทางและกระบวนการในการดำเนินการ มีลักษณะของการเลือกปฏิบัติ และมองว่าชาวบ้าน เป็นต้นเหตุของการสูญเสียพื้นที่ป่าและเป็นผู้บุกรุกแ เพื่อขยายพื้นที่การเกษตร รวมถึงกระบวนการดังกล่าวไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ รวมไปถึงการขาดข้อมูลที่มีความชัดเจนและครอบคลุม ในการตรวจสอบ ไตร่ตรองและพิจารณาดังนั้น ทางคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคเหนือ จึงมีข้อเสนอ ดังต่อไปนี้

ประการที่ 1 ) แนวนโยบายดังกล่าวต้องไม่ให้มีผลกระทบกับผู้ยากไร้ คนจน ตามคำสั่ง คสช ที่66/2557 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2560 ในมาตรา ๕๗  (๒) อนุรักษ์ คุ้มครอง บำรุงรักษา ฟื้นฟูบริหารจัดการ และใช้หรือจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เกิดประโยชน์ อย่างสมดุลและยั่งยืน โดยต้องให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมดำเนินการ และได้รับประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าวด้วยตามที่กฎหมายบัญญัติ

ในมาตรา ๕๘ การดำเนินการใดของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการ ถ้าการนั้นอาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดของประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง รัฐต้องดำเนินการ ให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนและชุมชนที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินการหรืออนุญาตตามที่กฎหมายบัญญัติ

บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐ ก่อนการดำเนินการหรืออนุญาตตามวรรคหนึ่ง

ในการดำเนินการหรืออนุญาตตามวรรคหนึ่ง รัฐต้องระมัดระวังให้เกิดผลกระทบต่อ ประชาชน ชุมชน สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพน้อยที่สุด และต้องดำเนินการให้มีการ เยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายให้แก่ประชาชนหรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรมและ โดยไม่ชักช้า

ประการที่สอง ) ควรมีกลไกที่มีความหลากหลาย มีองค์ประกอบจากภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่า ชุมชน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เข้ามาร่วมตรวจสอบ ไตร่ตรอง พิจารณา ข้อมูลร่วมกัน ให้มีความครอบคลุมและชัดเจน ก่อนจะมีการปฏิบัติการณ์ใดๆ

ประการที่สาม) ในกรณีที่มีการตัดฟัน การโค่นต้นยาง รัฐต้องมีมาตรการฟื้นฟู เยี่ยวยา ให้มีความเหมาะสมและมีความเป็นธรรม

ประการที่ สี่) ควรมีการออกแบบการพัฒนาจากแปลงยางพาราในเชิงเดี่ยว ไปสู่แปลงยางพาราที่มีความหลากหลาย

ประการที่ห้า) รัฐบาล กรมป่าไม้  ควรมุ่งเน้นในการส่งเสริมการฟื้นฟูป่า ในพื้นที่สวนยางพาราที่ได้ดำเนินการยึดคืน จากนายทุน กลุ่มบรรษัทต่างๆ เพื่อให้เป็นการเพิ่มพื้นที่ป่า โดยไม่ควรตัดฟัน ทำลาย โดยใช้หลักการพัฒนาให้เป็นพื้นที่ วนเกษตร โดยทำการปลูกป่าไม้ธรรมชาติ แทรกเข้าไปในพื้นที่สวนยาง เพื่อให้เกิดเป็นพื้นที่ป่า ที่เหมาะสม และให้ชุมชน ท้องถิ่น เข้ามาดำเนินการให้เป็นป่าชุมชน ต่อไป

                                                                                                                   

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ(กป.อพช.ภาคเหนือ)

30 กรกฎาคม 2560

 

 

โครงการร่วมมืออื่นๆ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,562 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.