|
อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์การเมือง อดีตอธิการบดี และอาจารย์ประจำสาขาวิชา ประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้อภิปรายพร้อมเอกสาร ช่วง "กรณีเขตแดนงานระหว่างประเทศ-ไทยกับเพื่อนบ้านและการแก้ไขปัญหาของมรดกโลก" ในงานโครงการฝึกอบรม "เขตแดนของเรา เพื่อนบ้านอาเซียนของเรา" ณ โรงแรมเซ็นทารา ดวงตะวัน เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันศุกร์ที่ 28 มกราคม 2554 ที่ผ่านมา
โดยเสนอให้นำอารยธรรมจากแม่โขง-พนมดงรัก เป็นมรดกโลกข้ามพรมแดนของอาเซียน 3 ประเทศ จากป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่-ปราสาทพนมรุ้ง-ปราสาทพระวิหาร-ปราสาทวัดพู-ถึงน้ำตกคอนพะเพ็ง-แก่งลีผี เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ และหยุดยั้งการพัฒนากระแสหลักที่ทำลายความหลายหลายทางชาติพันธ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันได้แก่ การสร้างเขื่อน การสร้างสะพานตัดถนน สร้างสนามกอล์ฟ สร้างรีสอร์ท สร้างเขื่อน และระเบิดเกาะแก่ง ฯลฯ บนพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง
............................................................
เขาและปราสาทพระวิหาร ที่มีอาณาเขตเพียงไม่กี่ตารางกิโลกเมตร ดูจะกลายเป็น "ปัญหาข้ามชาติ-ข้ามศตวรรษ" ที่มีผลลัพธ์เป็น "ลบ" ต่อประชาธิปไตยไทย (แต่ในทางตรงกันข้ามอาจเป็น "บวก" ต่อประชาชาติกัมพูชา) ณ เวลาอันยุ่งยาก สับสน อ่อนไหว "สยามประเทศไทย" ของเราขณะนี้ ดูเหมือนว่า "ทางออก"ของปัญหา จะเป็น "ขาว" หรือไม่ก็ "ดำ" จะเป็น "บวก" หรือไม่ก็เป็น "ลบ" ดังสองทัศนะที่ตรงกันข้ามของสองผู้อาวุโสนี้
คุณสาวิตรี สุวรรณสถิต อดีตปลัดกระทรวงศึกษาฯ ผู้เคยคร่ำหวอดอยู่กับเรื่องของ "กรรมการมรดกโลก" ของฝ่ายไทย ได้แสดงความคิดเห็นไว้ในบทความเรื่อง "มรดกสองฟากพรมแดน-กรณีอุทยานแห่งชาติและน้ำตกอีกวาซูในอาร์เจนตินาและบราซิล (2553) ดังนี้
"กรณีมรดกโลกสองฝั่งพรมแดนที่อีกวาซู ในประเทศอาร์เจนตินาและบราซิลนั้น น่าจะเป็นกรณีที่ผู้เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการมรดกโลกในประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงของไทย ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ
เพราะอาจจะเป็นบทเรียนที่ให้แนวคิดในเชิงบวก ในกรณีที่ไทยหรือประเทศเพื่อนบ้านมีมรดกโลกที่มีปัญหาพรมแดนกัน รวมทั้งการป้องกัน การดำเนินการก่อสร้างถนนหรือเขื่อนในบริเวณมรดกโลก ที่อาจเป็นการคุกคามเชิงลบ ที่มีต่อมรดกโลกได้"
กล่าวโดยย่อในแง่ขององค์กรยูเนสโกที่เป็นเจ้าของเรื่อง "มรดกโลก"นั้น การจดทะเบียนสามารถทำได้ใน "เชิงบวก" ในลักษณะของสิ่งที่เรียกว่า "Trans-boundary World Heritage" หรือ "มรดกโลกข้ามพรมแดน" (ที่ไม่จำกัดอยู่ประเทศหนึ่งประเทศใด) นั่นเอง
แต่รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม แห่งม.ศิลปากร และ "เมืองโบราณ" กลับมีความเห็นในการแก้ปัญหาเชิงตรงกันข้าม (ดังที่ปรากฏในคำสัมภาษณ์กับ ASTV-ผู้จัดการรายวัน 7 มกราคม 2554) ว่า
"ปัญหามันแก้ง่าย(หนึ่ง)-ใช้โอกาสตรงนี้ ไล่เขมรออกจาก 4.6 ถ้ามันไม่ไล่ ยกเลิกมรดกโลก มันก็ประชุมไม่ได้ในคราวหน้า ไอ้ฮุนเซนก็คลั่งอีก ที่มันคลั่ง มันคลั่งเพราะเหตุนี้ มันถึงมาจัดการตรงนี้ขึ้นมา ถ้ามองมุมกลับ เราได้เปรียบนะ มาตั้งสติให้ดี และ(สอง) -ถอนยูเนส แล้วก็ถอน MOU"
กล่าวโดยย่อ รศ.ศรีศักร เสนอ 3 มาตรการ คือ (ก) ไล่ชาวเขมรออกจากพื้นที่ทับซ้อน (ข)ไทยถอนตัวออกจากยูเนสโก และ (ค) ถอน MOU พ.ศ.2543
มรดกโลกของยูเนสโก
เราควรจะมาพิจารณาดูกันว่า แนวความคิดทั้งสองนั้น จะมีทางเป็นไปได้หรือไม่ และอย่างไร
ในเบื้องต้นว่าด้วย "มรดกโลก" นั้น ในโลกใบกลมๆใบนี้ของมนุษยชาติเรา มีองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เป็น "โลกบาล" ทำหน้าที่ให้เกิด "สันติ" หลีกเลี่ยง "สงคราม" ส่งเสริมความร่วมมือทางการเมือง-เศรษฐกิจ-สังคมและวัฒนธรรม และในประเด็นสุดท้ายของ "วัฒนธรรม" นั่นแหละที่มีเรื่องของการ "ตีตราตอกทะเบียนมรดกโลก" ของยูเนสโก
องค์การสหประชาชาติ ณ บัดนี้ มีสมาชิกอยู่ 192 ประเทศ ประเทศไทยของเราเป็นสมาชิกอันดับต้นๆ และมีเกียรติประวัติดีพอสมควรในเวทีระหว่างประเทศ และในส่วนของอนุสัญญามรดกโลกของยูเนสโก(Unesco World Heritage Convention, ค.ศ.1972) ก็มีประเทศสมาชิกของยูเอ็นที่ให้ "สัตยาบัน" แล้ว 187 ประเทศ คือ กว่า 97.39 เปอร์เซ็นต์ของประเทศในโลกทั้งหมด ข้อเสนอให้ "ถอน"ตัวออกจากมรดกโลก จะทำให้ "สยามประเทศไทย" ของเราตกอยู่ในฐานะตัวอะไรในเวทีสากล
นี่คงไม่ใช่คำตอบที่ยากเย็นแสนเข็ญนักสำหรับ "ปราชญ์หรือสามัญชน" หรือสำหรับ "ผู้เฒ่าหรือเยาวชน" หรือสำหรับ "ศ.-รศ.-ผศ.ดร. หรือผู้ที่มีวุฒิต่ำกว่าปริญญาตรี" หรือสำหรับ "คนกรุงในห้องแอร์ หรือชาวบ้านตามตะเข็บชายแดนระหว่างศรีสะเกษกับพระวิหาร หรือระหว่างสระแก้วกับบันทายมีชัย " ฯลฯ
ขอขยายความต่อไปอีกว่า เมื่อต้นปี พ.ศ. 2554 (2010) ยูเนสโกได้ "ตีตราตอกทะเบียน"ขึ้น "มรดกโลก" แล้วทั้งหมด 911 แห่งด้วยกัน แบ่งเป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรม (cultural) 704 แห่ง เป็นมรดกโลกด้านธรรมชาติ (natural) 180 แห่ง และเป็นมรดกโลกด้านผสม (mixed cultural and natural) 27 แห่ง
ในส่วนของอาเซียนของเรา มี "มรดกโลก" ทั้งทางด้านวัฒนธรรมและธรรมชาติรวมกัน 30 แห่ง ใน 7 ประเทศ (ยกเว้นสิงคโปร์ พม่า และบรูไนที่ยังไม่มีการ "ตีตราตอกทะเบียน")
กล่าวโดยย่อ กัมพูชามี 2 (อังกอร์ และปราสาทพระวิหาร) ลาวมี 2 (เมืองหลวงพระบางและปราสาทวัดพู) อินโดนีเซียมี 7 (มีมากที่สุดในกลุ่มอาเซียน) มาเลเซียมี 3 ฟิลิปปินส์มี 5 (เท่ากับสยาม ประเทศไทย) ส่วนเวียดนามมี 6 (เดิมมี 5 เท่ากับไทยและฟิลิปปินส์ แต่ปี พ.ศ.2543 หรือ ค.ศ. 2010 ที่ผ่านมา เนื่องจากกรุงฮานอยฉลองครบรอบสถาปนา 1 พันปี มีฐานะเป็นเมืองหลวงที่เก่าแก่ที่สุดของอาเซียน ก็เลยได้ของขวัญปีเกิด ยูเนสโกประกาศให้ "ซากโบราณสถานเมืองเก่าถังหล่อง" เป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรมไป สร้างความชื่นมื่นให้กับมหาชนชาวเวียด (ในขณะที่กัมพูชาและไทยยังตกลง เรื่อง "มรดกโลก" และ "พื้นที่ทับซ้อน" ไม่จบ)
สำหรับสยามประเทศเรา อย่างที่เราทราบกันดี "การตีตราตอกทะเบียน" มรดกโลก 5 แห่งของเรานั้นมี อยุธยา สุโขทัย ทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง บ้านเชียง และท้ายที่สุดคือ ป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ซึ่งชื่อที่ปรากฏในภาษาอังกฤษของการจดทะเบียนนั้นเรียกว่า "Dong Phayayen khoa Yai Forest Complex"
ป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่-พนมดงรัก ถึงน้ำตกคอนพะเพ็ง-แก่งลี่ผี
ถ้าจะกล่าวในแง่ของสถานที่ตั้งภูมิศาสตร์ของมรดกโลกล่าสุดหมายเลข 5 ของไทยเรา คือ "ป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่" นี้ จะเห็นได้ว่านี่คือส่วนของอาณาบริเวณทางธรรมชาติและวัฒนธรรมผืนใหญ่มโหฬารของอุษาคเนย์ นี่คืออาณาบริเวณจากจ.นครนายก-นครราชสีมา ที่เชื่อมต่อกับเทือกเขาพนมดงรัก ที่ยาวเยียดตามแนวพรมแดนระหว่างสยามประเทศไทยและกัมพูชา ไปจนจรดลาว (ผ่านจังหวัดบุรีรัมย์-สุรินทร์-ศรีสะเกษ-อุบลฯ-เขตอุดรมีชัย-เขตพระวิหาร-แขวงจัมปาสัก) ไปสิ้นสุดที่ลุ่มน้ำโขงตอนกลาง และน้ำตกใหญ่ที่สุดในเอเชีย คือ "คอนพะเพ็ง-แก่งลี่ผี"
และนี่ก็เป็นดินแดนอันยิ่งใหญ่ของ "วัฒนธรรมสถาน" หรือ "ปราสาทหิน" น้อยใหญ่บนเทือกเขาที่สำคัญๆถึง 3 ปราสาท ที่มีอายุแก่อ่อนไล่เรียงกันตามลำดับ ที่มหาอาณาจักรขอมหรือเขมรโบราณได้สร้าง "เทวสถาน" เหล่านี้ไว้เมื่อกว่า 1 พันปีแล้ว และกลายเป็นมรดกตกทอดมาถึงประเทศหรือ "รัฐ" สมัยใหม่ คือ ลาว-กัมพูชา-สยามประเทศตามลำดับ นั่นคือ ปราสาทวัดพู(ตกเป็นสมบัติของกัมพูชา ซึ่งก็ถูกนำไปจดทะเบียนได้เมื่อปี 2551 หรือ ค.ศ.2008 หรือ 3 ปีมาแล้ว)
ในปราสาทสำคัญดังกล่าวบนเทือกเขายาวเยียดนั้น ปราสาทวัดพู น่าจะมีอายุเก่าแก่สุด สร้างมาก่อน และถือได้ว่าเป็นต้นแบบของปราสาทที่สร้างบนเนินเขาสูง วัดพูนั้น น่าจะถือได้ว่าเป็น "ปราสาทตัวแม่" ของปราสาทพระวิหาร ในขณะที่ปราสาทพระวิหาร ก็น่าจะถือว่าได้คลอดลูกออกมาเป็นปราสาทพนมรุ้ง ดังนั้น นี่คือปราสาททั้ง 3 ที่เป็นเสมือน "ปราสาทตัวยาย-ปราสาทตัวแม่-และปราสาทตัวหลาน" วงศาคณาญาติเดียวกัน น่าแปลกใจที่ยังเหลือแต่เพียงปราสาทพนมรุ้งที่ตกเป็นสมบัติของไทยเรา (คือปราสาทตัวหลาน)เท่านั้น ที่ยังไม่ได้รับการ "ตอกตีตราทะเบียน" เป็นมรดกโลกตามอย่างของ "ปราสาทตัวแม่และปราสาทตัวยาย" ในกัมพูชาและลาว(ทำไม??)
เมื่อกล่าวถึงปราสาทหินอันยิ่งใหญ่ทั้ง 3 ในสกุลช่างมหาอาณาจักรขอม-เขมรโบราณใน 3 ประเทศ หรือ "รัฐ" สมัยใหม่ข้างต้น เราควรคำนึงว่าปราสาททั้ง 3 นั้นหาได้อยู่อย่างโดดๆไม่ เพราะยังมีปราสาทเล็กใหญ่เป็นร้อยที่กระจัดกระจายกันอยู่ในอาณาบริเวณอันกว้างขวางของเทือกเขาและที่ราบจากดงพญาเย็น-เขาใหญ่-พนมดงรัก-จรดแม่น้ำโขงตอนกลาง
ในส่วนที่เป็นด้านเหนือของเทือกเขาอันยาวเหยียดนี้ ซึ่งก็คือเขตอีสานใต้ของเรา (หรืออาจเรียกเป็นภาษาท้องถิ่นว่าบริเวณ "ขะแมร์เลอ") จากบริเวณจังหวัดนครราชสีมาไปจนถึงอุบลฯ จะเป็นที่ตั้งของปราสาทสำคัญๆ เช่น พิมาย พนมวัน กลุ่มปราสาทตาเหมือน ปราสาทตาควาย ปราสาทวักสระกำแพงใหญ่ วัดสระกำแพงน้อย ไล่เรียงกันไปจนจรดแขวงจัมปาสักของลาวอันเป็นที่ตั้งของ "ปราสาทวัดพู" และ "น้ำตกคอนพะเพ็ง กับแก่งหลีผี" ที่แม่น้ำโขงจะกระโจนตกลงไปในที่ราบของกัมพูชา ลงในบริเวณที่เรียกว่า "เวินคาม" ที่ติดต่อกับเมืองสตุงแตร็ง(หรือเมืองเชียงแตง) ใกล้กับที่ตั้งของ "ปราสาทธาราบริวัติ"
และก็อีกเช่นกันนี่ยังไม่นับรวมบรรดาปราสาทหินในสกุลช่างของมหาอาณาจักรขอม-เขมรโบราณ อย่างกลุ่มปราสาทจำนวนมากที่อยู่ด้านใต้ของเทือกเขาพนมดงรักลงไปอีก (หรืออาจจะเรียกเป็นภาษาถิ่นว่าบริเวณ "ขะแมร์กรอม") อย่างเช่นปราสาทในเส้นทางของ "ราชมรรคา" ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่เชื่อมต่อระหว่าง "เมืองนครวัด-นครธม" กับ "เมืองพิมาย" ซึ่งจะมีปราสาทสำคัญๆอย่าง ปราสาทบันทายชมาร์" และนี่ก็ยังไม่นับปราสาทอีกจำนวนมาก เช่น เกาะแกร์ สมบูรณ์ไพรกุก พระขรรค์ ฯลฯ
ดูเหมือนเกือบจะไม่มีที่ไหนในดินแดนอุษาคเนย์ที่มรดกทาง "วัฒนธรรม" กับทาง "ธรรมชาติ" จะมารวมตัวกัน มาบรรจบกัน และมากระจุกอยู่ทั้ง "เทือกเขาใหญ่-พนมดงรัก" กับ "ลุ่มน้ำโขงตอนกลาง" ดินแดนและผู้คนอันหลากหลาย ตรงนี้ควรจะเป็น "เขตแดนของสันติสุข" หรือ "สงคราม" กันแน่
การแก้ปัญหาพรมแดน-เขตแดน-ดินแดนในระยะสั้น
นับตั้งแต่รัฐบาลไทย(สมัยของนายสมัคร สุนทรเวช-นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์) เมื่อปีพ.ศ.2551 ถูกกระแสการเมืองภายใน (การปลุกระดมลัทธิ "อำมาตยา-เสนาชาตินิยม") บีบให้ต้องถอนความยินยอมที่รัฐบาลไทยจะให้กัมพูชาเสนอ "ปราสาทพระวิหาร" เป็นมรดกโลกนั้น เรื่องของเรื่องก็บานปลายไปสู่ปัญหาของ "พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม." พื้นทีทับซ้อนทั้งทางบก-ทางทะเล การเสียดินแดน การสูญเสียอำนาจอธิปไตย ตลอดจนการก่นประณามด่าอย่างสาดเสียเทเสีย ต่อผู้ที่คิดเห็นต่างว่า "ขายชาติ"(ด้วยปาก-ไมค์-ปากกา-อินเตอร์เนท โดยบรรดานักพูด-นักไฮค์ปาร์ค และ/หรือนักการเมืองที่ลงเลือกตั้งและไม่ลงเลือกตั้ง ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย(จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง) ที่ส่วนใหญ่เป็น "คนกรุง" หรือ "ชุบตัวเป็นคนกรุง"ไปแล้ว และส่วนใหญ่มักมีวุฒิการศึกษาอย่างน้อยปริญญาตรี
ปัญหาดังกล่าวหาได้กลายเป็นปัญหาเฉพาะระหว่างประเทศ คือ ไทยกับกัมพูชาไม่ แต่ได้บานปลายกลายเป็นปัญหาของความแตกแยก แตกสามัคคีของ "การเมืองภายใน"ของคนไทย (เชื้อสายจีน ประเภท จปจ. จปม. จปล.ฯลฯ) ด้วยกันเอง เป็นความแตกแยกระหว่าง "คนสีเสื้อต่างๆ" แตกแยกเป็น "เสียมก๊ก" หลายต่อหลาย "ก๊ก" อย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของชาตินับตั้งแต่รักษาเอกราชมาได้
ขอเสนอว่า ในการแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ มีทั้งข้อเสนอที่จะแก้ระยะสั้น กับข้อเสนอระยะยาว
สำหรับข้อเสนอระยะสั้น หรือเฉพาะหน้านั้น น่าจะมี 3 วิธีให้เลือกดังนี้ คือ
1.การปรึกษาหารือและเจรจาโดยสันติวิธี(ในรูปทวิภาคีของคณะผู้แทนฝ่ายกัมพูชาและไทย) ตามแนวทางของ "บันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชา..." หรือ MOUพ.ศ.2543 (2000)ที่ลงนามโดย รมช. กต. ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัพัตร กับนายวาร์คิมฮง ในสมัยรัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้นำของ นายชวน หลีกภัย นรม. และดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ รมว. กต. ซึ่งยึดถือปฏิบัติตามหนังสือสัญญาและแผนที่ต่างๆที่ได้ทำกันไว้ ระหว่าง "สยามกับฝรั่งเศส" ตามแนววิเทโศบายของ "ราชาชาตินิยม" ในการรักษาเอกราชของสยามและดินแดนของ "ขวานทอง" เมื่อปี ร.ศ. 112, 122, 125 (ตรงกับปี พ.ศ.2436,2446,2450 หรือ ค.ศ.1893,1904,1907) โดย "เสด็จพ่อ ร.5" พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ "พระหัตถ์ขวาและซ้าย" ของพระองค์ คือ เสนาบดี กต. สมเด็จกรมฯเทวงศ์ และเสนาบดี มท. สมเด็จกรมฯ ดำรงฯ (หรือ)
2.นำปัญหาข้อพิพาททั้งหมด ทั้งเขตแดนบกและทางทะเล กลับไปขึ้นศาลโลก (หรือศาลอนุญาโตตุลาการ) ใหม่อีกครั้ง (ตามข้อเสนอของการ "สงวนสิทธิ์" ของอดีตทีมทนายชุดเก่าชุด ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ดร. สมปอง สุจริตกุล) หรือ
3.ส่งกองกำลังทั้งบก-เรือ-อากาศ ทำสงคราม "สั่งสอน" และเข้ายึดพื้นที่ที่ "เสียดินแดน" ไปทั้งในเสียมราฐ-พระตะบอง-ศรีโสภณ-จัมปาสัก-ไซยะบุรี" (หรือแม้กระทั่งเมืองพาน-เชียงตุง ในรัฐฉาน พม่า ตลอดจนไทรบุรี-กลันตัน-ตรังกานู-ปะลิศ ในมาเลเซีย) ตามแนววิเทโศบายของ "การทวงและขยายดินแดน" เพื่อสร้าง "มหาอาณาจักรไทย" (สะกดด้วย น. หนู ตามภาษาสมัยนั้น) ของ "อำมาตยาเสนาชาตินิยม" ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม-หลวงวิจิตรวาทการ-ธนิต อยู่โพธิ์-นายมั่น/นายคง-จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ฯลฯ
เชื่อว่าประชาชนมหาชนชาวสยามประเทศไทย น่าจะมีสติสัมปชัญญะและวุฒิภาวะพอ ที่จะเลือกข้อ 1 โดยที่ไม่หลงละเมอกับ "การสงวนสิทธิ์" ในข้อ 2 และน่าจะต้องรังเกียจเดียดฉันท์ ไม่ยอมรับข้อเสนอที่ 3 ที่ต้องการใช้ความรุนแรง ที่ขัดต่อหลักอหิงสา ขัดต่อศีลธรรมทางศาสนา และขัดต่อจริยธรรมของสากลโลก
การแก้ปัญหาพรมแดน-เขตแดน-ดินแดนในระยะยาว
สำหรับข้อเสนอในระยะยาวนั้น ถ้าพิจารณาจากข้อถกเถียงข้างต้นของความที่ "เกือบจะไม่มีที่ไหนในอุษาคเนย์ที่มรดกทั้งทางวัฒนธรรม (ของบรรดาปราสาทนับสิบนับร้อย-ความหลากหลายของผู้คน/ชาติพันธ์) กับมรดกทาง "ธรรมชาติ" ของป่า-เขา-พืช-สัตว์ของ "ป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่-พนมดงรัก" กับ "ลุ่มน้ำโขงตอนกลาง" ที่มารวมตัวกัน มาบรรจบกัน มากระจุกตัวในดินแดนหลายหมื่นหลายแสน ตร.กม. นี้ ที่นี่ สมควรหรือไม่ที่จะเป็น "ดินแดนของสันติสุข-อหิงสา-อโหสิ"
ข้อเสนอ ณ ที่นี้ ก็คือ ดำเนินการร่วมในกรอบของ 3 ประเทศ หรือของอาเซียน ที่จะทำให้ดินแดน 3ประเทศของเรานี้กลายเป็น "มรดกโลกข้ามพรมแดน(Tran-Boundary World Heritage) ที่ครอบคลุมอาณาบริเวณจากป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ไปตามแนวของพนมดงรัก จากปราสาทพนมรุ้ง-ปราสาทพระวิหาร-ปราสาทวัดพู-ไปจนถึงน้ำตกคอนพะเพ็ง-แก่งลีผี ณ แม่น้ำโขงตอนกลาง หรือให้ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า " The Mekong River-Phnom Dangrek : Tran-Boundary ASEAN Word Heritage sites of Cambodia-Laos-Siam/Thailand-From Khao Yai to Prasat Phnom Rung,Prasat Preah Vihear,prasat Vat Phou, and the Khon Papeng-Li Phi Waterfall
บทเรียนจากน้ำตกอีกวาซู
ทำไมถึงคิดแบบนั้นกลับมาที่กรณีของ "น้ำตกอีกวาซู" (Equaca Falls)ของอาร์เจตินาและบราซิลที่กล่าวมา น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของการแก้ปัญหาความขัดแย้งว่าด้วย "มรดกโลก" ดังข้อเสนอของดร. สาวิตรี สุวรรณสถิตข้างต้น อีกวาซูเป็นน้ำตกมหึมาที่กล่าวกันว่าเมื่อมาดามเอลินอร์ รูสเวลท์ ศรีภริยาของอดีตประธานาธิบดีอเมริกัน ผู้มีความชื่นชอบและสนใจในเรื่องธรรมชาติและนิเวศวิทยา เมื่อได้เห็น Equaca Fall เป็นครั้งแรก เธอถึงกับอุทานออกมาว่า My poor Niagara
อีกวาซูนั้น 70 เปอร์เซ็นต์ของบริเวณน้ำตก อยู่ในประเทศอาร์เจนตินา ในขณะที่อีก30 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในในประเทศบราซิล อาร์เจนตินาเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางธรรมชาติไปในปี พ.ศ.2527 (1984) แล้วก็เกิดกรณีพิพาทกันในทำนองของกัมพูชาและไทย เราต้องไม่ลืมว่าอาร์เจนตินา นั้นคืออดีตอาณานิคมของสเปน พูดภาษาสเปน เป็นไม้เบื่อไม้เมาทางประวัติศาสตร์กับบราซิลที่เป็นอดีตอณานิคมของโปรตุเกส พูดภาษาโปรตุเกส (ที่ก็คล้ายๆและยืมกันไปมา ทำนองเดียวกันเขมร-ไทย-ลาว ไม่มีผิดเพี้ยน ยิ่งใกล้กันเหมือนๆกัน ยิ่งขัดแย้งและทะเลาะกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและยืดเยื้อยาวนาน ต่างกับที่ไกลกันออกไป และที่ต่างกันเสียจนแทบไม่มีอะไรเหมือนๆกันเลย)
ปัญหาของอีกวาซู จบลงได้ในอีก 3ปีต่อมา คือใน พ.ศ.2530(1987)ที่รัฐบาลบราซิลนำน้ำตกส่วนของตน ขึ้นจดทะเบียนกับยูเนสโก กลายเป็น "มรดกโลก" แม้บราซิลจะ "รักษาหน้า"ด้วยการประกาศว่า "กฎหมายของรัฐบาลบราซิล ไม่อนุญาตให้ดำเนินการเชื่อมโยงพื้นทีทั้งสองฝั่ง เข้าเป็นมรดกโลกเดียวกัน ตามแนว Tran-Frontier concept หรือ Trans-Boundary World Heritage ก็ตาม" แต่โดยสภาพภูมิศาสตร์และธรรมชาติ นี่ก็เป็นดินแดนผืนเดียวกัน แม้มนุษย์ยังเต็มไปด้วย "โลภ-โกรธ-หลง" จะขีดเส้น "เขตแดน" ลงไปในแผนที่ ในมโนสำนึก และในมันสมองก็ตาม ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ก็หาได้สนใจรับฟังไม่ เรื่องก็เลย Happy Ending
ในข้อเสนอสั้นๆของคุณสาวิตรี สุวรรณสถิต เธอได้กล่าวทิ้งท้ายเป็น "เชิงบวก" ไว้อีกว่า ตัวอย่างของความสำเร็จในกรณีน้ำตกอีกวาซูนี้กินใจความ "รวมทั้งการป้องกัน การดำเนินการ ก่อสร้างถนน หรือเขื่อน ในบริเวณมรดกโลก ที่อาจเป็นการคุกคามเชิงลบที่มีต่อมรดกโลกได้"
ปัจฉิมกถา
เราๆท่านๆก็ทราบดีว่า บริเวณของป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่-พนมดงรัก-และแม่น้ำโขงนั้นกำลังเผชิญกับความหายนะของการพัฒนาเศรษฐกิจกระแสหลัก (mainstream economic development) ที่มีทั้งการตัดถนน ตัดป่า ตัดต้นไม้ สร้างสนามกอล์ฟ สร้างรีสอร์ท สร้างเขื่อน และระเบิดเกาะแก่ง ทำความพินาศฉิบหายให้แก่ผู้คน กลุ่มชาติพันธุ์(ชนกลุ่มน้อย ชาวบ้าน ผู้ด้อยโอกาส) ทำลายระบบนิเวศ ทำลายวิถีชีวิตและการดำรงชีพ(คงไม่ต้องดูอื่นไกลเท่าไหร่นัก กรณีการสร้างเขื่อนที่ล้มเหลวที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลกและวิชาวิศวกรรมศาสตร์ คือ เขื่อนปากมูลที่ชาวบ้าน "ประท้วง" เรียกร้องความเป็นธรรมและค่าชดใช้ ผ่านมาหลายต่อหลายรัฐบาล)
ขอให้เรามาดูภาพที่ขยายใหญ่ขึ้นไปอีก เราๆท่านๆทราบดรว่า "แม่น้ำโขงนั้นมโหราฬาร ยิ่งใหญ่ ลี้ลับ หลากหลาย ร่ำรวย มีเสน่ห์ เป็นบ่อเกิดอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ของอุษาคเนย์มาเกือบ 2 พันปี นับแต่สมัยฟูนัน-เจนละ-เมืองพระนครวัด/นครธม ตลอดจนวัฒนธรรมชนชาติลาว-ไท-ไทย จากเชียงรุ่ง สิบสองปันนา ลงมายังเชียงแสน-หลวงพระบาง-เวียงจัน-อีสาน-จัมปาสัก ไปตลอดจนประเทศกัมพูชา และเวียดนามใต้ ฯลฯ
ดินแดนเหล่านี้ทั้งหมดใน 6 ประเทศ ที่แม่น้ำโขงไหลผ่าน กำลังตกอยู่ในห้วงอันตรายของ "การพัฒนา" กับความเปลี่ยนแปลงของโลกาภิวัตน์ ของการสร้างเขื่อน (ทั้งที่สร้างเสร็จแล้ว และกำลังวางแผนสร้างในจีน-พม่า-ลาว-ไทย-กัมพูชา-เวียดนาม) การพาณิชนาวี การตัดไม้ทำลายป่า การสร้างคมนาคมแนวใหม่ ถนน สะพาน การเคลื่อนย้ายประชากร แรงงาน "ทาสสมัยใหม่" การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ ภาษาและวัฒนธรรม ฯลฯ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นมีทั้งบวก (สำหรับคนเมือง/คนกรุง คนตัวโตๆที่มีโอกาสและได้เปรียบ ที่อย่างน้อยมีวุฒิป.ตรี) แต่ก็เป็นลบ(สำหรับชาวบ้าน/คนชนบท คนตัวเล็กๆที่ด้อยโอกาสและเสียเปรียบ ที่อาจไม่มีแม้การศึกษาขั้นพื้นฐาน คนอย่าง "ทองปาน")
น่าเชื่อว่า ถ้าเราเปลี่ยนแปลงให้ดินแดนใน 3 ประเทศของเราจาก " ป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่-พนมดงรัก-ปราสาทพนมรุ้ง-ปราสาทเขาพระวิหาร-ปราสาทวัดพู-ถึงน้ำตกคอนพะเพ็ง-แก่งลีผี ดอนโขง แม่น้ำโขงตอนกลาง" ได้รับการ "ตอกทะเบียนตีตรา" เป็น "มรดกโลกข้ามพรมแดน" เป็น Trans-Boundary World Heritage) นอกจากเราจะแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ (ซึ่งที่จริงเป็นความขัดแย้งของคนที่อยู่เมืองกรุง หรือเมืองหลวง ที่กรุงเทพ หรือ กรุงพนมเปญ เสียมากกว่าคนศรีสะเกษ กับคนเขตพระวิหาร หรือคนสระแก้วกับคนเขตบันทายมีชัย)
หากเราทำให้ "แผ่นดินนี้" กลายเป็น "มรดกข้ามพรมแดน" ของกัมพูชา ของลาว ของสยามประเทศไทย และ/หรือของมนุษยชาติ เราก็อาจช่วยแก้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง ดอน เกาะแก่ง กับพื้นที่สูงของป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่-พนมดงรัก เราก็อาจสามารถหยุดยั้งการพัฒนากระแสหลัก การสร้างเขื่อน(ที่ผลุดเสนอกันมาเป็นดอกเห็ดทั้งในแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขา จากไชยะบุรี หลวงพระบาง ถึงอุบลฯ(บ้านกุ่ม) ถึงสัมโบร์ กระแจ ตลอดจนการสร้างถนน สร้างสะพาน การทำลายธรรมชาติ การตัดไม้ทำลายป่า รวมทั้งการทำลายความหลากหลายทางชาติพันธุ (ปลา/นก/สัตว์/พืช-และระบบนิเวศไปได้ในเวลาเดียวกัน)
Let us Make Love not War along the khao Yai-Phanom Dangrek and the Middle Mekong Basin
|