เสวนาลดไฟป่าหมอกควัน ชี้ความเข้มแข็งของชุมชน-ความร่วมมือในท้องถิ่นคือปัจจัยความสำเร็จ

 

เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 60 ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1 (เชียงใหม่) เครือข่ายเชียงใหม่ เขียว สวย หอม บริษัทประชารัฐรักสามัคคี คณะกรรมการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติและภาคีเครือข่ายองค์กรชุมชน ร่วมกันจัดงาน “กิจกรรมประชารัฐร่วมใจ สานพลังศรัทธา หนุนชุมชนลดไฟป่าลดหมอกควัน” ณ วัดเจ็ดยอด อ.เมือง จ.เชียงใหม่

สำหรับการเสวนาเรื่อง “แนวทางขับเคลื่อนประชารัฐในการเฝ้าระวังไฟป่า ลดหมอกควัน และการสนับสนุนกองทุนไฟป่าหมอกควัน” ซึ่งตัวแทนผู้นำชุมชุนในพื้นที่เขตเฝ้าระวังไฟป่าของ จ.เชียงใหม่ นำเล่าประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับการดูแลป้องกันไฟป่า อาทิ การดำเนินการในปัจจุบัน ความสำเร็จ การวางแผน ปัญหาอุปสรรค ประเด็นที่ต้องการหนุนเสริม รวมถึงการเข้ามามีส่วนร่วมของคนในชุมชนในการจัดการดูแลไฟป่า

นายยิ่งยศ หวังวนวัฒน์ ตัวแทนพี่น้องม้งดอยปุย

นายยิ่งยศ หวังวนวัฒน์ ตัวแทนพี่น้องม้งดอยปุย กล่าวว่า ในช่วงเริ่มแรกนั้นพื้นที่ดอยปุยทำแนวกันไฟ เฉพาะป่าต้นน้ำ ประมาณ 1,000 ไร่ จากนั้นก็ขยายไปทีละพื้นที่ ภายใน 2 ปีต่อมาชาวบ้านก็เริ่มที่เข้าใจ และร่วมกันทำแนวกันไฟขยายกว้างออกไป จนปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่ 8 ตารางกิโลเมตร จากพื้นที่ทั้งหมด 10.85 ตารางกิโลเมตร

“ช่วงแรกจะเน้นการสร้างสำนึกให้คนในชุมชน จนพัฒนาไปสู่การสร้างกฎร่วมกันของชุมชน โดยแต่ละครอบครัวต้องส่งสมาชิกครอบครัวละ 1 คน ไปทำแนวกันไฟ หากครอบครัวไหนไม่มาจะถูกปรับเป็นเงิน 250 บาท ในกรณีที่ครอบครัวนั้นมีสมาชิกเป็นกรรมการหมู่บ้านจะถูกปรับ 500 บาท เป็นต้น การร่วมมือกันระหว่างชาวบ้านกับชุมชนถ้ามีความร่วมมือที่ลงตัวกัน ก็จะทำให้พัฒนาไปกันได้และมีประสิทธิภาพ”

ในทำนองเดียวกัน นายบุญตัน กาละวิน ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 14 ตำบลสบเตี๊ยะ อำเภอจอมทอง กล่าวว่า  สบเตี๊ยะมีพื้นที่ป่าเต็งรังจำนวน 1,800 ไร่ และกติกาของชุมชนในลักษณะเดียวกัน หากครอบครัวไหนไม่ส่งสมาชิกมาร่วมแนวกันไฟจะถูกปรับ 300 บาท และยังมีการร่วมไม้ร่วมมือกันระหว่างชาวบ้าน กรมป่าไม้ กรมอุทยาน เช่น การส่งน้ำ ส่งข้าว สนับสนุนระหว่างการทำแนวกันไฟ

ด้านนายเหรียญชัย อ้วยคำ นายกอบต.เมีองแหง อ.เวียงแหง กล่าวว่า บางหมู่บ้านมีการทำแนวกันไฟ บางส่วนก็ไม่ ต.เวียงแหงก็พยายามสร้างให้เกิดเครือข่าย มีกติกา มีกิจกรรมการปลูกต้นไม้เป็นแนวกันชน ทั้งนี้ เครือข่ายส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่บ้านและอบต. และได้ความร่วมมือจากอุทยานแห่งชาติผาแดง สำนึกมันจะเกิดขึ้นได้จากการที่เขาได้ประโยชน์จากการดูแลรักษาด้วย

ทั้งนี้ ภายในงานเสวนายังมีช่วงให้ผู้เข้าร่วมฟังเสวนาออกมาแสดงความคิดเห็นต่อการเกิดความยั่งยืนในการดับไฟป่า ความคิดเห็นตัวแทนคนเมือง กล่าวว่า “ความยั่งยืนที่จะเกิดขึ้น ทุกภาคส่วนทั้งคนในเมืองและคนดับป่า ระยะห่างไม่ห่างกันแล้ว แต่ก่อนคนเมืองจะมองว่าทำไมมีไฟป่าตลอดเลย คือมองด้านเดียว หลายภาคส่วนก็ร่วมมือกัน สนับสนุนกับภาคประชาชน ชาวบ้านไม่โดดเดี่ยวในการดับไฟป่าแล้ว ภาคเอกชนก็เข้าไปช่วยดับไฟป่า โจทย์ของคนเมืองที่ต้องคิดกันว่ารักษาป่า ให้เกิดน้ำ เกิดความร่มเย็นให้พวกเราได้ยังไง”

ด้านนายชานนท์ คำทอง ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม จ.ชียงใหม่ กล่าวถึง “ร่วมมือมีการพัฒนาการไปเรื่อย ๆ จากการเข้าใจกัน เดิมแตกต่างกัน ระเบียบที่ออกมาจะเป็นระเบียบวิ่งตามวิถีชีวิตเป็นส่วนที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ความเป็นเจ้าของร่วมกันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ทำอะไรก็สำเร็จ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่อยากให้เกิดขึ้น แต่ปัจจุบันเราพัฒนามาไกลแล้ว เป็นแรงขับเคลื่อนในแนวคิด ในอนาคตต่อไปเราจะทำเมืองสีเขียว แล้วจะมีแผนให้ อบต. ทั้งหมดมากำหนดว่า อบต. สร้างป่า 5% ตอนนี้เรายังขาดชุมชนสีเขียว เรามาจัดระเบียบและหนุนเสริมกัน”

ทั้งนี้ นายเดโช ไชยทัพ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) กล่าวสรุปว่า ความเข้มแข็งของชุมชนจะเป็นคำตอบสำคัญในการแก้ไขปัญหาวิกฤตไฟป่าหมอกควัน เครื่องมือที่จะทำให้ชุมชนเข้มแข็งมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิที่ดิน ที่อยู่อาศัย ที่ทำกินจะเปลี่ยนระบบเกษตรพืชเชิงเดี่ยวไปเป็นเกษตรที่ดีขึ้นได้อย่างไร ระบบน้ำไปส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องที่ชาวบ้านอยากเห็น นอกจากนี้ เราจะส่งเสริมให้เกิดการระดมในการสนับสนุนกิจกรรมของชาวบ้านในอนาคต.