ความท้าทายการกลายเป็น “สื่อใหม่” ที่มากไปกว่า “New Platform”

 

ภาพจาก https://2012books.lardbucket.org/©Thinkstock



งานไทยศึกษาครั้งที่ 13 ในหัวข้อเรื่อง “New Media, Old regimes: Deconstruction and Reconstruction of Thai Media เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา ได้มีการตั้งข้อสังเกตของความเป็นสื่อใหม่ของบรรดาสื่ออิสระทั้งหลาย เช่น ประชาไท ประชาธรรม TCIJ ไทยพับลิก้า อิศรานิวส์  ฯลฯ ประชาธรรมเห็นว่ามีเนื้อหาน่าสนใจ ขอสรุปความดังนี้

ธีรมล บัวงาม มูลนิธิสื่อประชาธรรมและนักศึกษาระดับปริญญาโทคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำเสนอมุมมองและข้อค้นพบเบื้องต้นส่วนหนึ่งจากวิทยานิพนธ์เรื่อง การสื่อสารประเด็นสาธารณะของสำนักข่าวอิสระตามแนวคิดวารสารศาสตร์เชิงข้อมูล ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำว่า เมื่อพิจารณาความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ตลอดจนการพัฒนาอุปกรณ์ดิจิทัลต่าง ๆ ในปัจจุบัน พบว่า มันเปิดทางให้ผู้ใช้ สร้างข้อมูล ค้นหา เข้าถึง และรับข้อมูลเกิดขึ้นอย่างตลอดเวลา หรือที่เรียกกันว่า Big data  การรณรงค์เรื่องการเปิดเผยข้อมูล (open data) การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (open government data) ศาสตร์แขนงต่าง ๆ รวมถึงวารสารศาสตร์ เริ่มให้ความสำคัญกับการทำงานกับ “ข้อมูล” เพิ่มขึ้น

สำหรับวารสารศาสตร์เองก็พัฒนาต่อยอดมาเป็นแนวคิด วารสารศาสตร์เชิงข้อมูล โดยเริ่มต้นจากสังคมตะวันตกที่ให้ความสำคัญในกับข้อมูลในฐานะที่เป็นแหล่งข่าวที่สามารถสื่อสารได้ด้วยตัวของมันเอง หรือการรวบรวมข้อมูล คัดกรอง นำเสนอข้อมูลด้วยกระบวนการที่ผ่านคอมพิวเตอร์เป็นสื่อกลาง เป็นต้น เป็นแนวโน้มที่สื่อมวลชนทุกประเภทให้ความสำคัญในการพัฒนาทั้งด้านที่เป็นศาสตร์และด้านที่เป็นศิลป์ เพื่อหาแนวทาง รูปแบบ เอกลักษณ์ของตนเองอย่างต่อเนื่อง ผนวกเข้ากับแนวทางวารสารศาสตร์ตามแบบแผนเดิมที่เคยใช้กันมา ภายใต้ข้อจำกัดต่าง ๆ ที่องค์กรสื่อแต่ละแห่งเผชิญอยู่ โดยเฉพาะกับสำหรับสำนักข่าวอิสระ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าดำเนินการภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร เพื่อรักษากับความเป็นอิสระของการทำงานจากรัฐและทุนนั้น

ธีรมล นำเสนอข้อค้นพบเบื้องต้นว่า สำนักข่าวอิสระไทยจากกลุ่มตัวอย่างศึกษา ได้แก่ ไทยพับลิกา สำนักข่าวอิศรา TCIJ ประชาไทและประชาธรรม นำแนวคิดวารสารเชิงข้อมูลมาใช้ดำเนินการในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป มีความเหมือนและแตกต่างจากต้นธารความคิดจากตะวันตกขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่างๆ ตามแต่ละสำนัก ส่วนความพยายามในการกำหนดวาระข่าวสาร-กรอบนั้นจำเป็นที่ต้องพิจารณาจากปัจจัยอื่นที่นอกเหนือตัวองค์กร ได้แก่ การกำหนดวาระ-กรอบบนความเป็นเครือข่าย ซึ่งเป็นความท้าทายของกระบวนการสื่อสารนั้น ๆ มีประสิทธิภาพ เกิดผลการเปลี่ยนแปลงเชิงการรับรู้ ทัศนคติ โลกทัศน์ จนนำไปสู่การเข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย หรืออาจเป็นพลังสร้างพลเมืองผู้ตื่นรู้ทางข้อมูลข่าวสาร รวมถึงการช่วยยกระดับมาตรฐานทางวิชาชีพ มาตรฐานทางจริยธรรม สุนทรียศาสตร์ของการสื่อสารหรือไม่ และทั้งหมดอยู่ภายใต้เงื่อนไขของความจำกัดในด้านต่างๆอย่างไร

ธีรมล กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีการผลิตและแบ่งปันข้อมูลข่าวสารอย่างมากมายบนแฟลตฟอร์มต่างๆ ทำให้ปริมาณข้อมูลเกิดสภาวะล้นทะลัก เกินกว่าที่ผู้ใช้จะรับรู้ได้ทั้งหมด อีกทั้งความขัดแย้งทางสังคมการเมืองตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้ใช้อยู่ในการเสพสื่อและนำเสนอสื่อที่อยู่ในมุมของตัวเอง (ผู้นำเสนอใช้คำว่า echo chamber หรือ filter bubble) การนำเสนอประเด็นสาธารณะนั้น จึงมีรายละเอียดที่น่าสนใจศึกษาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการทำงานของอัลกอริทึม (algorithm) ในการคัดกรองข้อมูลข่าวสารบนแฟลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อความจำเพาะเจาะจงกับผู้ใช้แต่ละราย (personalization) ซึ่งอาจทำให้จินตนาการของการถกเถียงบนพื้นที่สาธารณะถูกแบ่งแยกออกเป็นส่วน ๆ ตามความสนใจของแต่ละบุคคล หรืออาจทำให้การผู้ใช้ หรือการสื่อสารจากเว็บไซต์สำนักข่าวอิสระเข้าไม่ถึงกลุ่มคนที่หลากหลาย

ผู้นำเสนอ หวังว่า งานชิ้นนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการประชาธิปไตยทางการสื่อสารในสังคมไทย ช่วยส่งเสริมการเมืองแบบมีส่วนร่วมที่ประชาชนทุกส่วนร่วมกำหนดอนาคตของตนเอง และหวังว่าในบางห้วงบางตอนจะเอื้อให้เกิดบทสนทนาระหว่างผู้มีความสนใจสื่อทางเลือก สื่อภาคประชาชน สื่อประชาชน มาร่วมกันพิจารณาถึงคุณค่า ปัญหา ความท้าทายในการสื่อสารเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ในบริบทของการหลอมรวมทางเทคโนโลยีและคาดหวังว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในสินปีนี้.

อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ  ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนพลเมือง (TCIJ)  และนักวิจัยจากศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (The Regional Center for Social Science and Sustainable Development)  พูดถึงงานวิจัย “Re-defining Thailand’s New Media: Challenges in the Changing Political Regime” ว่า เวลาที่พูดถึงสื่อใหม่ หลายคนนึกถึงเครื่องมือใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น พวก โซเชียลมีเดีย หรืออินเตอร์เน็ตแพลตฟอร์ม แต่สำหรับตนสื่อใหม่ไม่ใช่แค่เพียง platform เท่านั้น การจะเป็นสื่อใหม่มันต้องมากกว่านั้น เพราะถ้าหากเรามีเครื่องมือใหม่ๆ แต่ถ้าวิธีการ(หรือเนื้อใน)ไม่ได้เปลี่ยน ก็ไม่ต่างจากสื่อเก่า  จะเรียกว่า “สื่อใหม่” ต้องก้าวข้ามปัญหาของสื่อเก่า ต้องเข้ามาแก้ปัญหาต่างๆที่เป็นช่องว่างของสื่อเก่า ปัญหาของสื่อเก่าที่ทำให้เกิดข้อจำกัดต่างมีดังนี้

หนึ่ง ความเป็นสถาบัน หมายถึง วัฒนธรรมหรือกระบวนการทำสื่อแบบเดิม เช่น Gate keeper การสั่งงานให้ทำสื่อตามที่เกทคีปเปอร์ต้องการ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นข้อจำกัดการทำสื่อ

สอง Capitalization media  สื่อจะอยู่ได้ก็ต้องมีทุนสนับสนุน พอต้องใช้ทุนก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้สื่อขายได้ สิ่งนี้นำมาซึ่งข้อจำกัดที่ทำให้เราต้องมีทักษะแบบนี้ ต้องทำรูปแบบนี้ และดีไซน์ออกมาแนวนี้ เพื่อให้ขายได้ ทำให้เราไม่สนใจสารที่ต้องการสื่อออกไป และอีกส่วนหนึ่งมันกลายเป็นข้อจำกัดที่ทำให้เราไม่กล้าวิพากษ์ผู้สนับสนุน

สาม การจัดการแบบองค์กร  หลายสื่อที่เรามองกันว่าจะเป็นสื่อใหม่ บางครั้งแม้จะพยายามจะหลุดจากข้อหนึ่งข้อสองแต่ก็ยังมาติดเรื่องการจัดการแบบองค์กร เช่นแม้เราจะขอทุนเพื่อหลีกหนีข้อจำกัดด้านทุน แต่เราก็ขอเพื่อมารันการทำงานแบบองค์กรทำให้เราต้องปิดงบ ตกแต่งบัญชีบางอย่างเพื่อนำมาจ่ายเป็นเงินเดือนและจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายบำรุงเพื่อให้องค์กรเดินไปได้ นอกจากนี้ แม้เราจะหลุดจากข้อสอง แต่ก็ต้องทำให้ได้ตามเป้าของโครงการอยู่ดี

การจะเป็น “สื่อใหม่” ควรจะก้าวข้ามสิ่งที่เป็นข้อจำกัดที่กล่าวมา แต่ก็มันไม่มีสิ่งที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งเราได้สร้างปัจจัยชี้วัดเพื่อจะวิเคราะห์ว่า สื่อไหนเป็นสื่อใหม่บ้าง ซึ่งบางแห่งก็เป็นมากเป็นน้อยแตกต่างกันไป แบบแถบสี บางแห่งบอกว่าตัวเองเป็นสื่อใหม่ แต่ก็ยังไม่หลุดจากทุน เช่น สำนักข่าวอิศราที่แม้จะนำเสนอข้อมูลให้เห็นข้อเท็จจริงบางอย่างเพื่อให้เห็นร่องรอยการเอื้อประโยชน์และการคอรัปชั่น แต่ก็มีโฆษณาของกลุ่มทุนใหญ่ในประเทศ จึงมีข้อกังขาถึงความเป็นอิสระจากทุนอยู่มาก  ถ้าเป็นแบบนี้อิศราจะตรวจสอบกลุ่มทุนเหล่านั้นอย่างไรโดยปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน

ปัจจัยสำคัญตัวหนึ่งที่เรานำมาชี้วัด คือ สื่อเหล่านี้มีการปรับโครงสร้างหรือไม่ การปรับโครงสร้างอาจจะไม่จำเป็นต้องยกเลิกบรรณาธิการ แต่อาจจะมีไว้เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา แต่ไม่สั่งการว่าต้องการเนื้อหาแบบนี้  ต้องทำแบบนี้ ต้องมีรูปแบบนี้   ซึ่งสื่ออิสระต่างๆ ที่ไม่ใช่สื่อหลักมีบางแห่งที่ปรับการทำงานจนหลุดจากโครงสร้างแบบเดิม บางแห่งก็ยังไม่หลุด นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของทุนดังที่กล่าวไป

สรุปคือ สื่ออิสระในไทยระดับความเป็นสื่อใหม่แตกต่างกันไปมากบ้างน้อยบ้าง โดยส่วนใหญ่จะเป็นสื่อใหม่ในแง่การพยายามนำเสนอเนื้อหาที่แตกต่างไปจากสื่อเก่าเช่น ประชาไท TCIJ ประชาธรรม ไทยพลับบลิก้า ฯลฯ  แต่สิ่งที่ทำให้สื่อเหล่านี้ติดอยู่ไม่สามารถเป็นสื่อใหม่ได้อย่างเต็มตัว คือ การดำเนินการแบบองค์กร เพราะแม้จะเปลี่ยนมาใช้วิธีการขอทุนแต่ก็ทำให้ต้องปรับตกแต่งงบต่างๆ เพื่อมาบริหารองค์กรรวมถึงจ่ายเงินเดือนให้คนทำงาน  ไม่ได้ใช้จ่ายตามที่ระบุไว้ ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องความโปร่งใส นอกจากนี้ การขอทุนทำให้ต้องทำตามวาระของโครงการ ซึ่งบางครั้งก่อให้เกิดคำถามด้านความเป็นอิสระต่อแหล่งทุน

หลายคนวิจารณ์งานนี้ว่า มองในลักษณะอุดมคติ แต่คิดว่ามันเป็นไปได้ที่จะหลุดจากสิ่งที่ว่ามา เราได้จากเพจคุณพิภพ อุดมดมอิทธิพงษ์ หรือสำนักข่าวหงวนจัดให้ที่ใช้เฟชบุคนำเสนอเนื้อหาที่ต่างออกไป และเป็นอิสระจากความเป็นองค์กร และทุน.