• 17 มิถุนายน 2562 - 04:41 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

เปิดรายงาน“Afraid to Go Home” ให้ข้อมูลการสู้รบที่รุนแรงในรัฐกะเหรี่ยง

 วันที่ 9 ธันวาคม 2557 - 23:36 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 2,980 ครั้ง พิมพ์

 

ชาวบ้านกว่า 2,000 คน ต้องอพยพจากการสู้รบรอบใหม่ที่เกิดขึ้นในรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสงครามกลางเมืองยืดเยื้อยาวนานสุดในโลก รายงานของกลุ่ม Karen Rivers Watch (KRW) ที่เผยแพร่ในวันนี้เปิดเผยว่าได้เกิดการสู้รบขึ้น หลังมีการเจรจาหยุดยิงเป็นเวลาสองปีและเป็นช่วงที่ค่อนข้างสงบ ดูเหมือนว่าจะเป็นไปตามยุทธศาสตร์ทางทหารของกองทัพพม่าที่ต้องการควบคุม พื้นที่ในรัฐกะเหรี่ยง และอาจเป็นผลมาจากแผนการก่อสร้างเขื่อน ฮัตจีในแม่น้ำสาละวิน

ในขณะที่ผู้นำโลกรวมทั้งนายบารัก โอบามา เตรียมตัวเดินทางไปพม่าเพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asian Summit) กระบวนการสันติภาพในพม่าอยู่ในช่วงที่อาจแตกสลายได้ทุกเมื่อ KRW กระตุ้นให้ผู้นำโลกกดดันรัฐบาลพม่าให้ยุติการโจมตีทางทหาร และมุ่งหน้าเข้าสู่หนทางที่ทำให้เกิดสันติภาพอย่างแท้จริง

รายงาน “Afraid to Go Home” (“ไม่กล้ากลับบ้าน”) KRW ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการสู้รบที่รุนแรง ซึ่งเพิ่มขึ้นในพื้นที่สองแห่งในรัฐกะเหรี่ยงของพม่า ในช่วงเดือนตุลาคม 2557 ซึ่งที่ผ่านมาสื่อมวลชนมักไม่ค่อยรายงานเรื่องนี้ จากการสัมภาษณ์ในภาคสนามของ KRW เผยให้เห็นสภาพการบังคับโยกย้ายประชาชน โดยเป็นผลงานของกองทัพรัฐบาลพม่าที่ทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน

โดยข้อค้นพบสำคัญจากรายงานระบุถึง

  • กองทัพ พม่าและหน่วยพิทักษ์ชายแดน (Border Guard Force - BGF) ได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงเมื่อปี 2555 โดยมีการโจมตีกองกำลังกะเหรี่ยงเมตตาเพื่อประชาธิปไตย (Democratic Karen Benevolent Army - DKBA) เมื่อเดือนกันยายนและตุลาคม 2557
  • มีหลักฐาน ที่ชี้ว่ากองทัพพม่าวางแผนการโจมตีเพื่อขยายพื้นที่ควบคุมตามลำ น้ำสาละวิน มีความเป็นไปได้ว่าอาจเกิดจากความต้องการก่อสร้างเขื่อนฮัตจีที่ อื้อฉาว
  • กองทัพ พม่าและหน่วยพิทักษ์ชายแดนได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อพลเรือน มีการปล้นสะดมบ้านเรือน เวนคืนทรัพย์สิน และจับตัวชาวบ้านอย่างน้อย 100 คนไปเป็นแรงงานทาส
  • พลเรือน ถูกระดมยิงด้วยอาวุธปืนครก เป็นเหตุให้ประชาชนกว่า 2,000 คนหลบหนีออกจากบ้าน ส่วนใหญ่ยังคงซ่อนตัวอยู่และไม่กล้ากลับบ้าน เนื่องจากทหารพม่ายังคงยึดครองหมู่บ้านของพวกเขาไว้
  • ผู้ที่ กำลังหลบหนีต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แต่ทหารพม่าปิดกั้นการเข้าถึงพื้นที่ดังกล่าว ทำให้ไม่สามารถส่งความช่วยเหลือเข้าไปได้
  • ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งหลบหนีจากการสู้รบบอกกับ KRW ว่า “พวกเรา เป็นแค่เกษตรกร เราเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ป่านนี้หมูและไก่ของเราคงถูกกินไปแล้ว และเราต้องหลบหนี พวกทหารเอาทุกอย่างที่เรามีไป”

ทั้งนี้ การสู้รบในช่วงที่ผ่านมาทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับการ ลงทุนจากต่างชาติและการพัฒนาในรัฐกะเหรี่ยง “ชาวบ้านและแกนนำกลุ่มต่อต้านในรัฐ กะเหรี่ยงในพื้นที่เชื่อว่า การโจมตีพวกเขามีผลมาจากความพยายามที่จะก่อสร้างเขื่อนฮัตจี” ซอทาโพ (Saw Tha Phoe) โฆษกของ KRW กล่าว “พวกเราอยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่ม เติมว่าเขื่อนฮัตจีและโครงการพัฒนาอื่น ๆ เชื่อมโยงกับการสู้รบที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ในรัฐกะเหรี่ยงอย่างไรบ้าง”

สำหรับผู้สนใจสามารถอ่านรายงานได้ที่นี่http://kesan.asia/index.php/resources/publications-media/reports/viewdownload/4-reports/156-afraid-togo-home-recent-violent-conflict-and-human-rights-abuses-in-karen-state

อนึ่ง พื้นที่สู้รบปฏิบัติการทางทหารครั้งใหม่ของกองทัพพม่า เป็นเหตุให้เกิดการสู้รบและการอพยพของประชาชนในเมืองเล็งบอ (Hlaingbwe หรือลูเพล - Lu Pleh ในภาษากะเหรี่ยง) ที่จังหวัดผาอ่าง (Hpa-An District) และเมืองบูทอ (Bu Tho) และเดโล (Dwe Lo) ที่จังหวัดผาปูน (Hpapun หรือมือตรอว์ - Mutraw ในภาษากะเหรี่ยง)

กลุ่มติดอาวุธ หน่วยพิทักษ์ชายแดน (Border Guard Force - BGF) ในรัฐกะเหรี่ยง ส่วนใหญ่ประกอบด้วยอดีตทหารของกลุ่มกะเหรี่ยงพุทธเพื่อ ประชาธิปไตย (Democratic Karen Buddhist Army) ซึ่งเป็นกลุ่มที่แยกตัวออกมาจากกองทัพปลดแอกกะเหรี่ยงแห่งชาติ (Karen National Liberation Army - KNLA) เมื่อปี 2537 และที่ผ่านมาได้ต่อสู้ร่วมกับกองทัพพม่ามาตลอด กองกำลังส่วนหนึ่งของ DKBA ได้เข้าร่วม เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยพิทักษ์ชายแดนอย่างเป็นทางการ และอยู่ใต้การควบคุมโดยตรงของกองทัพพม่าเมื่อปี 2553 ทหารคนอื่น ๆ ใน DKBA ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับหน่วย พิทักษ์ชายแดน และแยกตัวออกมาจากกองทัพพม่า ต่อมาทางกลุ่มได้เปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น Democratic Karen Benevolent Army (กองกำลังกะเหรี่ยงเมตตาเพื่อประชาธิปไตย) ซึ่งถือว่าเป็นกองกำลัง DKBA ในยุคใหม่ที่มีส่วนปะทะกับกองทัพพม่า และหน่วยพิทักษ์ชายแดนเมื่อเร็ว ๆ นี้ 

สำหรับความคืบหน้าของเขื่อนฮัตจีนั้น พบว่าการสู้รบในรัฐกะเหรี่ยงส่งผลให้การสร้างเขื่อนฮัตจีต้อง ชะลอออกไปกว่าทศวรรษ อย่างไรก็ดี มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) เมื่อปี 2553 เพื่อฟื้นฟูโครงการขึ้นมาใหม่ เงินลงทุนจากต่างชาติจะมาจากบริษัท Sinohydro Corporation ของจีนและการ ไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คาดว่าเขื่อนแห่งนี้จะมีกำลังผลิตไฟฟ้า 1,360 เมกะวัตต์ โครงการเขื่อนฮัตจีได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าขาดการศึกษา เชิงวิทยาศาสตร์ ขาดความโปร่งใส อาจทำให้เกิดอันตรายต่อระบบนิเวศ ส่งผลกระทบต่อการทำประมงด้านท้ายน้ำและเกษตรกร และไม่มีการปรึกษาหารือกับชุมชนในท้องถิ่น

โดยในวันพุธที่ 12 พฤศจิกายน 2557 ที่ห้องประชุมชั้น 4 ตึกปฏิบัติการคณะสังคมศาสตร์จะมีการเสวนาในหัวข้อ Attack on Peace: Recent Burma Army offensives in ethnic areas during the current peace process in Burma.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
ดูวิธีแบบจีนสไตล์ อยู่และจัดการปัญหาหมอกควัน
 เข้าชม: 24,293 ครั้ง  |   วันที่ : 11 มีนาคม 2559 - 11:15 น.
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 17,722 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.