• 23 สิงหาคม 2562 - 02:02 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

สถานการณ์เขื่อนแม่น้ำสาละวิน : ความต้องการพลังงานจีน-ไทยบนฐานความขัดแย้งกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า

 วันที่ 10 ธันวาคม 2557 - 00:37 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 2,897 ครั้ง พิมพ์

 

มื่อวันที่ 14-15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา  ศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะสังคมศาสตร์, ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ The Salween-Thanlwin-Nu (STN) Studies Group จัดประชุมวิชาการครั้งที่ 1 เรื่อง Salween-Thanlwin-Nu Studies ในหัวข้อ “State of Knowledge: Environmental Change, Livelihoods and Development” ณ สำนักบริการวิชาการ (UNISERV)  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ประชาธรรมสรุปความเนื้อหาและข้อมูลบางส่วนที่เห็นว่าน่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์เขื่อน โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับการแผนและแนวคิดการสร้างเขื่อน รวมถึงสถานการณ์ในพื้นที่ฝั่งรัฐฉาน ประเทศพม่า

ศาสตราจารย์ หม่อง หม่อง เอ  ประธาน Geographical Association of Myanmar (GAM) และ Patron & Chief Advisor, Myanmar Environment Institute (MEI) กล่าวในหัวข้อ “Situation analysis present plans, present politics and present situation on the ground” ว่า แม่น้ำสาละวินมีพื้นที่ประมาณ 320,000 ตร.กม. กินพื้นที่ประมาณร้อยละ 1.5 ในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีผู้คน 10 ล้านคน 13 ชาติพันธุ์ มีการกระจายตัวของผู้คนประมาณ 76 คน ต่อ 1 ตร.กม. มีพื้นที่เก็บน้ำประมาณ 320,000 km2

ปากแม่น้ำสาละวินที่เมาะลำไย

 

พื้นที่แม่น้ำสาละวินเป็นพื้นที่ที่ถูกสำรวจเพื่อสร้างเขื่อนพลังงานไฟฟ้ามาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 (ทศวรรษ 2490) เป็นต้นมา แต่เนื่องจากในอดีตลุ่มน้ำที่ยังเข้าไม่ถึงหลายแห่งจึงทำให้มีสำรวจเฉพาะพื้นที่ Baluchaung, Kayah State, Myanmar ต่อมาด้วยปัจจัยจากความต้องการพัฒนาทางเศรษฐกิจ,การเมืองที่ต้องการผนวกเอาแคว้นต่างๆ ฯลฯ ดังนั้นจึงมีความต้องการที่จะใช้เขื่อนพลังงานไฟฟ้าบนแม่น้ำสาละวินเพื่อตอบสนองความต้องการด้านเอกภาพ,ความเป็นเมืองและอุตสาหกรรม รวมถึงการเดินทางด้วยเรือ(หมายเหตุ-แม่น้ำสาละวินไหลเชี่ยวและแรง มีเกาะแก่งจำนวนมากทำให้เรือสินค้าขนาดใหญ่ไม่สะดวกในการเดินทางขนส่งสินค้า การดำเนินการสร้างเขื่อนมีแผนที่บรรจุการระเบิดแก่งเหล่านี้เข้าไปด้วย ส่วนหนึ่งเพื่อทำให้เรือสามารถเดินทางได้)

ด้วยเหตุเหล่านี้ทำให้ประเทศต่างๆที่แม่น้ำสาละวินไหลผ่าน เปิดเผยแผนพัฒนาพลังงานและสิ่งก่อสร้างบนแม่น้ำสาละวิน

ในปี 2003 ประเทศจีนประกาศแผนสร้างเขื่อน 13 เขื่อนตลอดล้ำน้ำนู(Nu River สาละวินตอนบน) ใน Songta, Bingzhongluo, Maji, Lumadeng, Fugong, Bijiang, Yabiluo, Lushui, Liuku, Shitouzhai, Saige, Yansangshu and Guangpo  รวมผลิตกระแส 23,320 MW.  และทั้ง 13 เขื่อนจะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ทั้งหมดประมาณ 21.32 ล้านเมกะวัตต์

“พื้นที่สร้างเขื่อน 9 จาก 13 อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติและอยู่ใกล้พื้นที่มรดกโลก”

“80 องค์กรเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนทั้งที่อยู่ในไทย พม่า และจีนออกแถลงการณ์ให้จีนฟังความเห็นจากประเทศที่อยู่ปลายน้ำก่อนดำเนินโครงการ และในเดือนเมษายนปี 2004 เหวิน เจีย เป่า ประธานาธิบดีจีนได้สั่งให้ยุติโครงการ และดำเนินการทำ EIA ”

ในปี 2006 คณะกรรมการที่ดำเนินการภายใต้ National Environmental Protection Agency  (NEPA)  and the National  Development  and  Reform  Commission (NDRC) ได้มีข้อสรุปออกมาว่าจะดำเนินการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำสาละวินตอนบน 4 เขื่อน โดยอาศัยตัวเลขความต้องการการใช้พลังงานไฟฟ้าในประเทศ โดยทางหน่วยงานของจีนมีแผนจะสำรองกำลังไฟฟ้าที่ 270,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2020

“ความต้องการการใช้พลังงานไฟฟ้าของจีนที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ทำให้ผมเชื่อว่าในท้ายสุดจะมีเขื่อนที่ถูกสร้างขึ้นมากกว่า 13 เขื่อน เพราะล่าสุดสื่อรายงานว่ายังไงโครงการเขื่อน 4 เขื่อนของจีนที่ลดขนาดลงยังคงดำเนินการต่อ ตอนนี้ได้เริ่มสำรวจและก่อสร้างเบื้องต้นแล้วในพื้นที่”

ส่วนที่ไทยและพม่าก็มีการศึกษาศักยภาพลุ่มน้ำและความเป็นไปได้ในการลงทุนในช่วงทศวรรษ 2510 แต่ต่างคนต่างศึกษา ต่อมาในปี 2532 ไทยและพม่าได้ตั้งคณะทำงานร่วมเรื่องเทคนิคเพื่อศึกษาความเป็นไปได้(feasibility studies )ในการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังงานน้ำลุ่มน้ำสาละวิน

ในปี 2547 ไทยกับพม่าก็ตกลงที่จะร่วมกันสร้างเขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน 5 เขื่อน(ดูภาพด้านล่าง) โดย เขื่อนท่าซาง ถือว่าเป็นเขื่อนใหญ่ที่สุด มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้า 7,110 เมกะวัตต์ มีความสูงมากกว่า 180 ม. ไฟฟ้าส่วนใหญ่จะขายให้กับประเทศไทยและจีน

นอกจากนี้ไทยยังมีโครงการที่จะผันน้ำจากแม่น้ำสาละวินเข้าลำน้ำเจ้าพระยาผ่านแม่น้ำปิงเข้าเขื่อนภูมิพลเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอีกด้วย

“ปัจจุบันมีเอกสารและแผนก่อสร้างเขื่อนบนแม่น้ำสาละวินอยู่ แต่ยังไม่มีโครงการขนาดใหญ่ก่อสร้างเสร็จ แต่ในอนาคตน่าจะมีความเป็นไปได้มากโดยเฉพาะสาละวินตอนบน”

ตอนนี้ไทย จีน พม่า ยังไม่มีข้อตกลงร่วมกันในการจัดการการใช้ทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำสาละวิน เพราะฉะนั้นเห็นว่าทั้งสามประเทศควรจะมีแผนการตกลงร่วมกันในการปกป้องให้แม่น้ำสาละวินไหลตามสะดวก ประเทศจีนยังไม่เคยเข้ามามีส่วนร่วมในการพูดคุยเลย รวมถึงเชิญทั้งไทยและพม่าไปคุยเกี่ยวกับการสร้างบนลุ่มน้ำสาละวินตอนบน

อย่างไรก็ตามก็มีการตกลงพูดคุยกันในระดับรัฐบาลอยู่บ้าง แต่ชาวบ้านระดับล่างหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบยังไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจต่างๆ เพราะฉะนั้นการวางแผนใช้ทรัพยากรตามแหล่งน้ำเหล่านี้ต้องดึงประชาชนที่เกี่ยวข้องเข้ามีส่วนร่วมมากที่สุด เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งโดยเฉพาะสงครามระหว่างชาติพันธุ์

“ประเทศที่มีอำนาจอาจมากที่สุดคือ จีน มีทั้งอำนาจทางเศรษฐกิจและอำนาจทหารมากกว่าไทยและพม่า ฉะนั้นการดึงเข้ามาร่วมพูดคุยเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยเฉพาะต้องดึงเข้ามาพูดคุยกับประชาชนในระดับล่างที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างเหล่านี้ ทั้งในไทยและพม่า”

โดยสรุปแล้วเห็นว่าประเทศในลุ่มน้ำควรจะหลักการดังนี้ ประชาชนต้องมาก่อน ต้องมีความเสมอภาค มีความรับผิดชอบ สร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาและการปกป้องทรัพยากร จะต้องมีความร่วมมือกันระหว่างประเทศ ควรจะมีมาตรการอะไรบางอย่างเพื่อที่จะเยียวยาหรือลดผลกระทบทางลบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นการทำตามกฎหมาย ทำตามข้อตกลงหรือระเบียบต่างๆในการศึกษาเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมก่อนโครงการจะเสร็จ

“ประเทศที่อยู่ตอนบนของแม่น้ำควรจะมีความรับผิดชอบในโครงการการของตัวเอง รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศปลายน้ำ ประเทศทางตอนบนควรจะสนับสนุนให้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของหลายๆประเทศ”

“แม่น้ำสาละวินควรจะเป็นแม่น้ำแห่งสันติภาพ เป็นแม่น้ำแห่งความร่วมมือและแม่น้ำแห่งมิตรภาพระหว่างประเทศ”

นายวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ จากเครือข่ายพลังงาน เพื่อนิเวศวิทยาแม่น้ำโขง (Mekong Energy and Ecology Network:MEE-NET) กล่าวในหัวข้อเดียวกันว่า World Energy Assessment ได้ให้นิยาม “ความมั่นคงด้านพลังงาน” ว่า มีพลังพร้อมใช้อยู่ตลอดเวลาจากหลายแหล่ง ในจำนวนที่เพียงพอ ในราคาจะสามารถจ่ายได้”

คำนิยามที่กล่าวมาค่อนข้างสำคัญเพราะกลายเป็นวัฒนธรรมครอบงำภาคอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าทั้งในประเทศไทย รวมถึงจีนด้วย ทั้งที่จริงแล้วพวกเขามีพลังงานไฟฟ้าอย่างเพียงพอ

เมื่อดูคู่ไปกับคำนิยาม “พลังงานที่ยั่งยืน” ที่ถูกให้ความหมายว่า พลังงานที่ถูกผลิตและใช้ในทางที่ค้ำจุนพัฒนาการของมนุษย์ในระยะยาว ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และมิติด้านสิ่งแวดล้อม

เราจะเห็นถึงความแตกต่างกันถึงความหมาย เพราะเมื่อเวลาคนพูดถึงความมั่นคงด้านพลังงาน เรากลับไม่สนใจในระยะยาว หรือคนรุ่นต่อๆไป พวกเขาเพียงแค่ต้องการทำให้ทุกคนสะดวกสบายเท่าที่ผู้คนต้องการเท่านั้น

จากภาพด้านบนจะเห็นถึงความแตกต่างของการใช้พลังงานของประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้  ประเทศไทยและจีนใช้ร้อยละ 99 จากประชากรทั้งหมด ฉะนั้นกระแสไฟฟ้าในสองประเทศนี้เพียงพอต่อการเลี้ยงประชากรได้เกือบทั้งประเทศอาจจะเกิน 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อดูที่ประเทศพม่าใช้เพียงแค่ร้อยละ 23 จากประชากรทั้งหมด เมื่อดูประกอบแผนที่ด้านล่างจะเห็นว่าสีขาวเป็นเขตเมืองที่มีไฟฟ้าใช้โดยการควบคุมจัดการระดับชาติ ส่วนสีดำเป็นส่วนที่ไม่มีหรือผลิตไฟฟ้าใช้เองในระดับท้องถิ่น

 

เมื่อดูแบบใกล้เข้าไป ตามภาพด้านล่างที่เวิลด์แบงก์ศึกษา จะเห็นว่า กำลังไฟฟ้าที่ใช้ต่อหนึ่งครัวเรือนเฉลี่ย 2.7 กิ๊กกะวัตต์  และเมื่อค่าเฉลี่ยเมืองต่อเมือง ตอนนี้ตัวเลขที่เข้าถึงไฟฟ้า คือ 7,216,000 ครัวเรือน ซึ่งเฉลี่ยแล้วความต้องการไฟฟ้าในภาคครัวเรือนอยู่ที่  20,600 เมกะวัตต์

“หม่อง หม่องเอ บอกถึงกำลังไฟฟ้าที่เขื่อนท่าซาง 70,000 เมกะวัตต์  โดยทางการพม่าอ้างถึงความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าในช่วงที่ขาดแคลน แต่เมื่อดูช่วงขาดแคลนไฟฟ้าในพม่าจะเห็นว่าขาดเพียง 509 เมกะวัตต์ และเมื่อดูแผนสำรองพลังงานของพม่าในปี 2013-2016 พบว่าสำรองจากทั้งพลังงานก๊าซ Hydel เป็นจำนวน 2311 เมกะวัตต์ ซึ่งเพียงพอต่อการใช้ไฟฟ้าในพม่าโดยไม่ต้องสร้างเขื่อนบนแม่น้ำสาละวินหรืออิระวะดี

เขื่อนที่จะถูกสร้างบนแม่น้ำสาละวินจะผลิตกำลังไฟฟ้า 14,405 เมกะวัตต์ คำถามคือสร้างสำหรับใคร เมื่อดูภาพรวมของการสร้างแหล่งพลังงานในประเทศพม่าจะพบว่าจะมาอีกหลายแหล่ง ได้แก่  92 Hydro potential  sites (46,000 MW), 13 by MOEP1 (2,572 MW), 7 BOT by local private sector (560 MW) 44 FDI (BOT or JV) - 42,145 MW; 2 coal, 870 MW, 1 gas power generation, 470 MW}1 coal in Yangon, J power, 600 MW? (new)

และต้องบอกว่าทั้งหมดนี้ลงทุนด้วยบริษัทต่างชาติโดยตรงทั้งจากจีนและไทย

ถ้าดูเป็นกรณีจะพบว่าเขื่อนฮัตจี ลงทุนโดยบริษัทไทยก็จะถูกขายไฟฟ้าให้ไทย ส่วนเขื่อนท่าซาง จะถูกขายให้ไทยและจีน ดังนั้นแหล่งพลังงานทั้งหมดที่ถูกสร้างขึ้นนั้นเพื่อส่งออกโดยการลงทุนจากต่างชาติ

ส่วนแผนพัฒนาพลังงานของไทย จากกราฟด้านล่างจะเห็นว่าตั้งแต่ 1986 ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี มันสัมพันธ์ไปกับความเติบโตทางเศรษฐกิจ เมื่อดูในปี 1997 ความต้องการน้อยเพราะเราเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ และในช่วงอื่นๆที่ความต้องการต่ำก็เนื่องมาจากเศรษฐกิจจากฝั่งยุโรปเมื่อ 2007  และเมื่อมาดูฝั่งการคาดการณ์จะเห็นว่าเขาเผื่อความมั่นคงด้านพลังงานไว้เฉลี่ย 1491 เมกะวัตต์ต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมาถึง 830 เมกะวัตต์

“ใน 15 ปีที่ผ่านมาเราสร้างความมั่นคงด้านพลังงานจากไม่แน่นอนเรื่องความต้องการพลังงานไฟฟ้าโดยสำรองไว้ถึง 1491 เมกะวัตต์ ถ้าเราสามารถขยายตัวแทนพลังงานในการจำหน่ายไฟฟ้า,จัดการกับความต้องการด้านพลังงานไฟฟ้า,ส่งเสริมเรื่องพลังงานทดแทน เราจะสามารถยกเลิกแผนการสร้างเขื่อนทั้งหมดทั้งในไทยและในประเทศเพื่อนบ้าน”

คำถามที่คุณอาจสงสัยกันว่าทำไมเรายังต้องการไฟฟ้าเพราะเมื่อดูข้อมูลตั้งแต่ต้นพบว่าตอบสนองประชาชนร้อยละ 99  ถ้าดูตัวอย่างจากรูปที่ยกมาด้านล่างจะเข้าใจ

3 ห้างนี้ใช้ไฟฟ้ารวมทั้งหมด 278 GWh ในขณะที่เขื่อนอุบลฯ,ปากมูล,สิรินธรรวมกันผลิตได้ 266 GWh ดังนั้นสามเขื่อนนี้ไม่สามารถตอบสนองการใช้พลังงานของสามห้างนี้ได้ และดูผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเขื่อนปากมูลอย่างเดียว จะเห็นว่า 1700 ครอบครัวต้องอพยพออกจากพื้นที่ 6,200 ครอบครัวต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ สูญเสียพันธุปลาในแม่น้ำ 116 สายพันธุ์ คิดเป็นร้อยละ 44 ของสายพันธุ์ปลาในแม่น้ำมูล  

“ใครล่ะที่ต้องการพลังงานเหล่านี้”

ในขณะที่ นาง นาง จาม ตอง จากเครือข่ายผู้หญิงรัฐฉาน(Shan Women’s Action Network)ได้กล่าวถึงสถานการณ์ในพื้นที่รัฐฉานว่า ภายหลังจากการเจรจาหยุดยิงกับชาติพันธุ์กลุ่มต่างๆอันเป็นหนึ่งในกระบวนการสันติภาพของรัฐบาล เต็ง เส่ง แต่สถานการณ์กลับตรงกันข้ามเพราะ ทหารพม่ายังคงขยายกำลังเข้ามาในพื้นที่รัฐฉาน และยังเกิดการสู้รบในบริเวณพื้นที่ที่จะสร้างเขื่อนในบริเวณรัฐฉานอีกด้วย

บริเวณเขื่อนคุนลอง (Kun Long Dam) ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนจีน 25 กม.ได้ทำข้อตกลงสร้างเขื่อนกับจีนไปเมื่อวันที่ 24 พค. 57 ที่ผ่านมา ก่อสร้างโดยบริษัทของจีน ชื่อว่า China’s Hanergy Holding Group ซึ่งในพื้นที่นี้เมื่อปี 2009 ทหารพม่าได้โจมตีเขตพิเศษโกก้างซึ่งเป็นเขตปกครองตนเองทางภาคเหนือของรัฐฉานทำให้คนจำนวน 37,000 คนอพยพลี้ภัยไปจีน และตอนนี้ก็ยังมีการสู้รบในบริเวณนี้อยู่ เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วมีการวางระเบิดและสังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจไปห้านาย ซึ่งบริเวณนี้ใกล้บริเวณที่จะสร้างเขื่อน อย่างไรก็ตามก็มีการดำเนินการสร้างเขื่อนควบคู่ไปกับสงครามด้วย มีการสร้างถนน ซึ่งต้องทำให้หลายหมู่บ้านอพยพออกไป สูญเสียวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ นอกจากนี้ผู้คนยังไม่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการสร้างเขื่อนมากนัก

ในบริเวณที่จะสร้างเขื่อนหนองพา (Nawngpha) และ แมนทอง (Man Tong) ทหารพม่าก็ยังส่งทหารเข้ามาอยู่จนเกิดการสู้รบในหลายพื้นที่ใกล้กับพื้นที่สร้างเขื่อน

บริเวณเขื่อนท่าซาง ซึ่งเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุด จะก่อให้เกิดผลกระทบหลายด้านคือ คนหมื่นคนจะต้องสูญเสียบ้านและที่ดินทำกิน และพื้นที่รัฐฉานจะถูกแบ่งครึ่งด้วยน้ำจากเขื่อน

“เราอยากเรียกร้องต่อรัฐบาลพม่าให้ระงับการดึงเอาทรัพยากรผ่านโครงการพัฒนาขนาดใหญ่(เช่น เขื่อนในแม่น้ำสาละวิน) ในพื้นที่ความขัดแย้งของกลุ่มชาติพันธุ์ จนกว่าจะมีทางออกทางการเมืองในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง รวมถึงการปฏิรูปรัฐธรรมนูญเพื่อประกันสิทธิของคนในพื้นที่”

“กองทัพทหารพม่าต้องหยุดโจมตียึดครองพื้นที่ในรัฐฉานและพื้นที่ชาติพันธุ์อื่นโดยทันที และเอาทหารออกจากพื้นที่ความขัดแย้ง”

“รัฐบาลพม่าต้องเริ่มต้นเจรจาปัญหาทางการเมืองกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆที่ต่อต้าน แก้รัฐธรรมนูญปี 2008 และเริ่มต้นกระบวนการประชาธิปไตยในพม่า”

“และสุดท้ายขอเรียกร้องต่อรัฐบาลและบริษัทต่างชาติให้หยุดการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลพม่ากับชนกลุ่มน้อยทังหมด เพราะนั่นเป็นการทำลายกระบวนการสันติภาพ”.

 

 

 

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 17,964 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.