• 19 มิถุนายน 2562 - 00:56 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

เปิดผลเจรจาสกน.-ดาวพงษ์ ยันเดินหน้าแผนแม่บทป่าไม้ ผลกระทบชาวบ้านเยียวยาตามหลักมนุษยธรรม

 วันที่ 10 ธันวาคม 2557 - 00:46 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 2,264 ครั้ง พิมพ์

 

เชียงใหม่/ชาวบ้านนับ 200 ลุ้นผลแกนนำสกน. เปิดวงเจรจารมว.ทรัพยฯหารือทบทวนแผนแม่บทป่าไม้ หลายประเด็นคืบหน้าสองฝ่ายพอใจผล ประยงค์จัดหนักชูข้อสังเกต 10 ประการแนะชะลอแผนแม่บทป่าไม้ ขณะที่ดาว์พงษ์ยันต้องเดินหน้าต่อ ด้านตัวแทนสกน.ชี้การเจรจารอบนี้ไม่ใช่บทสรุปของ



วันนี้ 17 พ.ย.2557 ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ระหว่าง 10:30 น.-14:00 น. ตัวแทนแกนนำสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) จำนวน 30 คน เปิดโต๊ะเจรจากับพลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาเรื่องร้องเรียนของสกน. ตามที่มีการเจรจาเมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา และการจัดกิจกรรมรณรงค์ เดิน ก้าว แลก เพื่อปฏิรูปที่ดินไทย ตามที่นำเสนอไปก่อนหน้านั้น

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าประเด็นการเจรจาหารือหลักครั้งนี้ มีทั้งหมด 3 ประเด็น ได้แก่ หนึ่ง การพิจารณาแก้ปัญหากรณีพื้นที่ป่าภาคเหนือ 4 พื้นที่ได้ กรณีทุ่งป่าคา ต.แม่ลาหลวง อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน กรณีบ้านห้วยหก ต.เมืองแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ กรณีบ้านเลาวู ต.เมืองแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ และกรณีนายอาแม อามอ ราษฎร บ้านห้วยน้ำตื้น ต.ปงเตา อ.งาว จ.ลำปาง  สอง พิจารณาทบทวนแผนแม่บทในการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และสามพิจารณาแนวทางการดำเนินการตามมติ 3 ส.ค.2553 เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง

อย่างไรก็ตามในช่วงท้ายของการประชุม ตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายแผนแม่บทป่าไม้ และคำสั่งคสช.ฉบับที่ 64/2557 และ66/2557 ในพื้นที่ภาคอีสาน และภาคใต้ยังได้นำเสนอสรุปผลกระทบ และยื่นเอกสารข้อร้องเรียนต่างๆ ต่อพลเอก ดาว์พงษ์ รวมทั้งหมด 21 พื้นที่ สำหรับบรรยากาศนอกห้องเจรจาพบว่ามีตัวแทนสกน.กว่า 200 คน เดินทางมาร่วมติดตามรับผลการเจรจาอยู่ด้านหน้าศาลากลางเชียงใหม่ ท่ามกลางการตรึงกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจากเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ซึ่งในครั้งนี้ไม่มีการสวมเสื้อรณรงค์ หรือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์แต่ประการใด เนื่องจากได้รับการขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงไว้แล้วล่วงหน้า

สำหรับผลการเจรจาสรุปได้ดังนี้ กรณีบ้านทุ่งป่าคา อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอนจะมีการช่วยเหลือทางคดี โดยในวันที่ 20 พ.ย.จะทราบผลการช่วยเหลือเงินประกันตัวผู้ต้องหา 18 ราย กรณีบ้านห้วยหก และบ้านเลาวูอ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ กรมอุทยานจะดำเนินการตรวจสอบข้อมูลการครอบครองให้ชัดเจนอีกครั้งเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หากมีการจัดสรรพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรมตามนโยบายของรัฐบาลจะพิจารณาให้กับชาวบ้านผู้ยากไร้ในพื้นที่นี้ด้วย กรณีนายอาแม อามอ ซึ่งถูกดำเนินคดีบุกรุกปลูกยางพารา จะประสานไปยังศาลจังหวัดลำปางเพื่อให้ชี้แจงข้อมูลทางคดีที่อาจคลาดเคลื่อนต่อไป สำหรับเนื้อหาในแต่ละประเด็นโดยสังเขปสามารถอ่านเพิ่มเติมด้านล่าง

พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวภายหลังการเจรจาว่าสิ่งที่น่ายินดีจากการเจรจาครั้งนี้คือราษฎร์เห็นตรงกันว่าต้องรักษาป่า แต่วิธีการรักษาป่าวันนี้ก็ได้มาคุยให้เป็นภาษาเดียวกัน สองราษฎร์ทุกคนรวมถึงแกนนำเห็นด้วยว่ายอมไม่ได้ที่จะให้มีการตัดไม้ในป่า ไม่ว่าจะเป็นการอำพรางสร้างบ้าน หรือการค้าไม้ เป็นต้น สามที่ประชุมเห็นว่าการแก้ไขปัญหาที่ดินในรูปแบบสหกรณ์มีความเหมาะสม และคนอยู่กับป่าได้บนการบริหารจัดการ

“เมื่อรัฐและประชาชนมีแนวคิดตรงกัน แต่แล้วทำไมถึงมีปัญหานั้น ตนเห็นว่าเป็นเรื่องระหว่างรอยต่อของคำสั่งฉบับที่ 64 และ 66 เป็นความไม่เข้าใจในบางประเด็นซึ่งต้องสร้างความเข้าใจกับราษฎร์ให้มากขึ้น มันเป็นรายละเอียดของการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่ต้องคุยกัน เมื่อหลักคิดตรงกัน แนวทางที่ผมรับมา ซึ่งก็ไม่ได้รับมาร้อยเปอร์เซ็นต์ และได้ชี้แจงกับแกนนำว่ามันเป็นไม่ได้ และยินดีที่เขาเข้าใจ กล่าวโดยสรุปคือชาวบ้านที่เดือดร้อนในพื้นที่ภาคเหนือ รวมถึงตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ผมก็ได้รับปัญหากลับไปเพิ่มอีก 21 เรื่องก็ขอทำหน้าที่เป็นศูนย์ดำรงธรรมของกระทรวงทรัพยฯ ก็จะนำกลับไปตั้งทีมงานเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในกรณีที่ชาวบ้านกระทำผิด แล้วยอมรับว่ากระทำผิดแล้วก็จะดูถึงกระบวนการช่วยเหลือในทางที่ถูกต้อง ไม่ใช่ช่วยเหลือทางคดีทำผิดให้เป็นถูก คนในเป็นรายย่อย คนไหนอยู่ในขบวนการ ชาวบ้านก็เห็นดีด้วยที่จะมีการแยกแยะกลุ่มอิทธิพลจากชาวบ้าน ซึ่งก็ขอให้มีเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ คือในแง่กฎหมายทุกคนที่ทำผิดก็ถูกลงโทษในระดับเดียวกัน แต่ในด้านการดูแลทางสังคมจิตวิทยา หรือด้านมนุษยธรรมนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ต้องมีการแยกแยะออกมาก่อน”

ส่วนเรื่องแผนแม่บทป่าไม้ พลเอก ดาว์พงษ์ กล่าวว่า ทุกฝ่ายก็เห็นว่ามันมีข้อดี เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่เกิด action plan ซึ่งตรงนี้จะเปิดให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในแต่ละระดับ เพื่อให้เข้าใจตรงกันส่วนแผนแม่บทป่าไม้ก็ยังเดินหน้าปฏิบัติการได้อยู่ ประเด็นเรื่องการทบทวนมันจะเร็วไปหรือไม่ เพราะมันเพิ่งออกมาใช้เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2557 มันยังไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติเลย อย่าไปใช้คำว่าปรับปรุงเลย มันยังไม่ถึงขั้นนั้น

ด้านนายดิเรก กองเงิน ตัวแทนสกน. กล่าวว่า เบื้องต้นพึงพอใจผลการประชุมในครั้งนี้ที่รัฐมนตรีเดินทางมาพบปะพูดคุยและรับฟังข้อมูลปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านด้วยตัวเอง พร้อมรับข้อเสนอต่างๆ ไปเพื่อจะพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหาให้ด้วย การดำเนินงานขอคืนพื้นที่ป่าก่อนที่จะดำเนินการมันต้องมีกระบวนการคุยกันก่อนว่าพื้นที่มีข้อมูล มีกฎระเบียบหรือไม่ การจะเอาตามที่ขีดวงพื้นที่ป่าแต่ไปทับคนที่อยู่มาก่อนมันก็จะเกิดปัญหา

“ต่อไปจากนี้ข้างหน้า ไม่ใช่การเอากฎกระทรวง แต่ต้องถามว่าพี่น้องพร้อมหรือไม่ โดยมีการร่วมมือกัน ถ้าดำเนินการอย่างนี้ป่าไม้ก็จะเกิด น้ำใจก็จะเกิด ความผาสุขในสังคมก็จะเกิดขึ้น พร้อมกับแผนแม่บทป่าไม้ที่ชัดเจนขึ้น เราไม่ได้ขัดขวางแผนแม่บทฯ แต่บางเรื่องที่เกินเลยไปก็ขอร้องให้มีการเจรจาเพื่อสร้างความสงบสุข”

สำหรับการเคลื่อนไหวต่อไปนั้น ตัวแทนสกน. เผยว่า ทางเครือข่ายจะติดตามการดำเนินงานของหน่วยงาน และจะผลักดันเรื่องนี้ต่อไปจนกว่าปัญหาจะมีความคลี่คลาย ส่วนจะมีการเดินเท้าหรือไม่นั้นก็จะอยู่ที่การพิจารณาว่าสิ่งที่รับปากสัญญาในวันนี้จะเป็นจริงหรือไม่ เมื่อคนจนไม่มีทุนก็ต้องใช้เท้าที่มีอยู่ในการต่อสู้

ตัวแทนเครือข่ายที่ดินพื้นที่ภาคใต้ยื่นหนังสือร้องเรียนและชี้แจงผลกระทบในพื้นที่

ทุ่งป่าคาลุ้นเงินประกันตัวกองทุนยุติธรรม 20 พ.ย.นี้

กรณีบ้านทุ่งป่าคา ต.แม่ลาหลวง อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน ข้อเท็จจริงคือมีชาวบ้านถูกจับดำเนินคดีมีไม้ไว้ในครอบครอง 39 ราย โดยการข่าวของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง มีการลักลอบตัดไม้อำพรางเป็นไม้เรือนเก่า เพื่อนำไปขาย จากการสนธิกำลังเข้าตรวจค้นบ้านดังกล่าว ได้ตรวจยึดจับกุมไม้ที่อยู่ในบริเวณบ้านจำนวน 40 คดี ผู้ต้องหา 39 ราย สรุปล่าสุดคือ มีผู้ต้องหา 39 ราย ตายไป 2 ราย เหลือผู้ต้องหา 37 ราย ในจำนวนนี้แบ่งเป็นปรับรอลงอาญา 14 ราย อยู่ในห้องขัง 23 ราย โดยประกันตัวไปแล้ว 4 ราย สำหรับข้อเรียกร้องให้เน้นคดีรายใหญ่ ส่วนคดีรายเล็กขอให้ยกเว้น

นายธัญญา เนติธรรมกุล รองอธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่า กรณีนี้เพื่อยุติการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าจำเป็นต้องจับกุมรายเล็กและรายใหญ่ สำหรับการเยียวยาได้ทางยุติธรรมเชียงใหม่ได้รับเรื่องไปประสานเพื่อขอประกันตัวผู้ต้องหา 18 ราย ส่วนอีกหนึ่งรายไม่อนุญาตให้ประกันตัว นอกจากนี้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้สั่งการให้สำนักสนองงานพระราชดำริ ดำเนินการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตจองราษฎร์ภายในเดือนพฤศจิกายน 2557

ตัวแทนสกน. กล่าวว่า ทั้ง 39 รายนี้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่รู้ดีว่าใครเป็นใคร และจากการสืบข้อมูลมีเพียง 4 รายใน 39 รายที่อาจเกี่ยวข้องกับการค้าไม้ ซึ่งถามว่าทำไมชาวบ้านปล่อยให้มีการทำไม้ในพื้นที่ขนาดนี้ และต้องสอบถามกับทางอำเภอด้วยว่าทำไมจึงมีการขออนุญาตนำไม้เรือนเก่าออกนอกพื้นที่มาโดยตลอด ซึ่งชาวบ้านก็เชื่อว่าขบวนการนี้เป็นผู้มีอิทธิพลขนาดใหญ่ สำหรับข้อเสนอของ สกน.ได้ขอให้มีการประสานงานกับกระทรวงยุติธรรม ในการขอใช้เงินจากกองทุนยุติธรรมช่วยเหลือการประกันตัวแก่ชาวบ้านที่ถูกดำเนินคดี จำนวน 18 ราย จำนวนเงินประกันตัว 5,600,000 บาท ในรายกรณีที่อาจจะไม่สามารถใช้เงินจากกองทุนยุติธรรมในการประกันตัวได้ ให้รัฐบาลมีคำสั่งอนุญาตให้ใช้บุคคลเป็นประกันหรือหลักประกันในการปล่อยชั่วคราว นอกจากนี้ระยะเวลายื่นอุทธรณ์คดีจะหมดในวันที่ 29 พ.ย.นี้ อยากให้เกิดการประสานงานกับเรือนจำแม่สะเรียง เพื่อให้ทีมทนายได้เข้าพบกับผู้ต้องขังทั้งหมดเพื่อทำความเข้าใจกับแนวทางการต่อสู้ทางคดี

ให้รัฐบาลใช้มติ ครม.3 สิงหาคม 2553 แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงเป็นแนวทางในการเยียวยา และแก้ไขปัญหา นอกจากนั้นวิถีการสร้างบ้านของชาวกะเหรี่ยงบางครอบครัวอาจใช้เวลาสะสมไม้เป็น 10 ปี ไม่ใช่การค้าไม้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องพิจารณามิติทางวัฒนธรรมนี้ด้วย

ส่วนผลดำเนินการล่าสุดพบว่า เนื่องจากการขอประกันตัวชาวบ้านจำนวน 18 รายเกินอำนาจของปลัดกระทรวง ซึ่งช่วยได้ไม่เกิน 10 ราย โดยวันที่ 19 ที่จะพยายามนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมกองทุนช่วยเหลือ ซึ่งจะรู้ผลภายในวันที่ 20 พ.ย.นี้

พลเอก ดาว์พงษ์ ชี้แจงว่า สำหรับเรื่องการดำเนินการทางคดีจะใช้แนวทางนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ควบคู่กันไปในเส้นที่ทำได้โดยไม่ให้กระบวนการยุติธรรมถูกบิดเบือน และตรวจสอบเรื่องการอนุญาตขนไม้เรือนเก่าในพื้นที่ว่าเป็นอย่างไร ไม่งั้นจะทำให้เกิดความเข้าใจว่าชาวบ้านสามารถทำผิดกฎหมายได้ โดยยุติธรรมจังหวัดรับที่จะประสานเรือนจำแม่สะเรียงให้

ห้วยหก-เลาวู เผยจะช่วยเหลือ ชดเชยตามหลักมนุษยธรรมก่อนตรวจสอบสิทธิ์ใหม่

กรณีบ้านห้วยหก เรื่องเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง รื้อถอนไร่ข้าวโพดของชาวบ้าน จากเอกสารของหน่วยงานระบุว่า ชาวบ้านห้วยหกมีการประชุมประชาคม และเชิญหน่วยงานอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง ทหารกองพันทหารม้าที่ 3 รักษาพระองค์เข้าร่วมประชุม โดยมติประชาคมบ้านห้วยหก ได้กำหนดให้ป่าดอยห้วยเมี่ยงสงวนไว้เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารของหมู่บ้าน ซึ่งสถานะของพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าสงวนอยู่ระหว่างเตรียมการผนวกเป็นอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง โดยมีข้อตกลงห้ามบุกรุกแผ้วถาง หากผู้ใดละเมิดต้องดำเนินการรื้อถอนพืชผลออก จากนั้นประชาคมบ้านห้วยหกร้องเรียนว่ามีชาวบ้านกระทำผิดข้อตกลงขยายที่ทำกินจึงขอให้เจ้าหน้าที่อุทยานเข้ารื้อถอน

ตัวแทนสกน. ชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2557 เวลา 9.00-10.30เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังเข้าพืชผลของชาวบ้านจำนวน 3 แปลง ของนายประมาณ(ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน)1 ไร่ นางจัน 2 ไร่ และของนายเอกชน ฉั่วจา ถูกตัดฟัน 2 แปลง ไร่ข้าว 1 แปลง ข้าวโพด 1 แปลง แต่เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2557 กลับมีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังก็ได้เข้ามาตัดฟันไร่ข้าวและข้าวโพดออกชาวบ้านอีกครั้ง โดยไม่ได้มีการเข้ามาพูดคุยกับชาวบ้าน มีเพียงการกล่าวอ้างคำสั่ง คสช.ที่ 64/2557 ชาวบ้านได้ทำหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับยุติธรรมอำเภอแต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ และพื้นที่ทำกินชาวบ้านที่ถูกตัดฟันโดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง จำนวน 7 แปลง ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเชียงดาว ซึ่งไม่ได้อยู่ในเขตอุทยานห้วยน้ำดังแต่อย่างใด ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านคือ ชีวิตและการดำรงชีวิตยากลำบาก ความมั่นคงทางอาหาร เช่น ไม่มีข้าวกิน

ความมั่นคงในที่อยู่อาศัย สุขภาพ เช่น สุขภาพจิตใจเสียใจ มีหนึ่งรายที่เครียดที่อยากฆ่าตัวตาย เป็นต้น

นายประยงค์ กระบวนการที่อ้างถึงประชาคมอาจทำให้คนพื้นราบกับคนบนดอยมีความขัดแย้งกันเพิ่มขึ้น นี่ไม่เป็นไปตามประกาศคสช.66 ข้อเสนอคือให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกันระหว่างชุมชนผู้ได้รับผลกระทบ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกันพื้นที่ทำกินออกจากเขตป่าอุทยานแห่งชาติ สองรัฐต้องชดเชยเยียวยาค่าเสียหายในการตัดฟันพืชผล สามคืนพื้นที่ให้กับชุมชน โดยยึดหลักตามคำสั่งคสช.ที่ 66/2557 โดยส่วนข้อเสนอ ให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกันระหว่างชุมชนผู้ได้รับผลกระทบ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกันพื้นที่ทำกินออกจากเขตป่าอุทยานแห่งชาติ  รัฐต้องชดเชยเยียวยา ค่าเสียหายในการตัดฟันพืชผลอาสิน คืนพื้นที่ทำกินให้กับชุมชน โดยยึดหลักตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 66/2557

ส่วนกรณีบ้านเลาวู อ.เวียงแหงตัวแทนสกน. นำเสนอว่า ลักษณะคล้ายบ้านห้วยหกแต่ไม่มีการตัดฟันพืชผลอาสิน กล่าวโดยสรุปคือ วันที่ 15 กรกฎาคม 57 มีเฮลิคอปเตอร์ 1  ลำพร้อมกับรถยนต์อีก 20 คัน และนักข่าวช่อง 5  เข้าพื้นที่ เพื่อมารังวัดจับพิกัดพื้นที่บ้านเลาวู ซึ่งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ให้ข้อมูลเพียงว่า มีคนร้องเรียนมาว่ามีการบุกรุกป่า ประกอบกับมีคำสั่ง คสช. ให้ดำเนินการหลังจากนั้นมีการจัดเวทีแถลงข่าวจะดำเนินการยึดพื้นที่ที่ถูกบุกรุกกว่า 1,500 ไร่ ต่อมาเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม57 มีหนังสือจากอุทยานแห่งชาติผาแดง สั่งให้รื้อถอนพืชผลอาสิน และสิ่งปลูกสร้างให้เสร็จภายในวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557  ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีร่องรอยการทำกิน 115 หลังคาเรือน 150 ครอบครัว เป็นผู้ได้รับผลกระทบเกือบทุกครอบครัว ในจำนวน 135แปลงมีผู้ครอบครอง 75 ราย ส่วนข้อเสนอของชาวบ้านคือ ให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกันระหว่างชุมชนผู้ได้รับผลกระทบ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคืนพื้นที่ทำกินให้กับชุมชน โดยยึดหลักตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 66/2557

พลเอก ดาว์พงษ์ ให้ความเห็นว่า กรณีนี้เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่ยังติดพันกับประการ 64 ซึ่งตอนนี้ทุกจุดไม่มีการดำเนินการแล้ว แต่ยังจะดำเนินการกับรุกป่าของนายทุน และเริ่มกระบวนการพิสูจน์สิทธิกัน ขอให้เห็นใจเจ้าหน้าที่ด้วย ส่วนผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้นต้องมีการชดเชยกันตามหลักมนุษยธรรมต่อไป เนื่องจากเจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการตามกฎหมายไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้งชาวบ้านแต่อย่างใด ส่วนข้อเรียกร้องให้คืนพื้นที่ทำกินให้กับชุมชนขอพิจารณาในลำดับต่อไป นอกจากนี้หากมีการจัดสรรป่าเสื่อมโทรมตามนโยบายของรัฐบาล ก็จะรับชาวบ้านผู้ยากไร้ในพื้นที่เข้ามาพิจารณาตามข่ายที่คณะรัฐมนตรี

ลุงอาแม เตรียมกลับคำให้การ เบรกศาลตัดสิน 2 ธ.ค.นี้ เปิดทางหน่วยงานพิสูจน์การครอบครอง

ตัวแทนสกน.นำเสนอว่า วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เจ้าหน้าที่อุทยานถ้ำผาไท ได้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่ทำกินของนายอาแมมีการปักป้ายและประกาศห้ามเข้าทำกินในพื้นที่ วันที่ 22 กรกฎาคม2557 เจ้าหน้าที่อุทยานถ้ำผาไท ได้สนธิกำลังเข้าตัดต้นยางพารา อายุ 11 ปี จำนวน 3,200 ต้น ซึ่งเป็นต้นยางที่ทางรัฐบาลสนับสนุนให้ประชาชนปลูก พร้อมตัดฟันทุเรียนและเงาะอีกจำนวนหนึ่ง อีกทั้งยังได้แจ้งความดำเนินคดีข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติจำนวน 80 ไร่ ต่อมา เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2557 ที่ศาลจังหวัดลำปาง พนักงานอัยการจังหวัดลำปางได้ยื่นฟ้องในข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่โป่ง โดยได้แยกคำฟ้องออกเป็น 3 คดี รวมแล้วเป็นพื้นที่ 80 กว่าไร่ และเป็นค่าเสียหายต่อรัฐราว 4.6 ล้านบาท พร้อมนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 2 ธ.ค. 2557 ปัจจุบันญาติของนายอาแม ได้ใช้โฉนดที่ดินและหลักทรัพย์เช่า จำนวนรวม 300,000 บาท เป็นหลักทรัพย์ในการยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งต่อมาศาลอนุญาตให้ประกันตัว

ข้อเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาชะลอการดำเนินการตามแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยขอให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการ และชะลอการดำเนินการใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตอันปกติสุข รวมทั้งชะลอการดำเนินคดีกับภาคประชาชน

 

นายประยงค์ เสริมว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นพบว่าพื้นที่ทำกินของนายอาแมไม่น่าจะถึงตามฟ้อง 80 ไร่ ลักษณะการถือครองที่ดินของนายอาแมมีอยู่ 4 แปลง (ดังภาพ) หากดูจากภาพถ่ายทางอากาศพบว่ามีอยู่ 4 แปลงที่ทำประโยชน์ แปลงที่ 1 บริเวณตรงกลางมีสภาพป่าอยู่ คิดเป็นประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ ที่ดินแปลงนี้มีขนาด 22 ไร่ คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 12 ไร่เท่านั้นที่มีร่องรอยการทำประโยชน์ ส่วนหัวแปลงท้ายแปลงพบว่ามีร่องรอยการทำประโยชน์อย่างชัดเจนเมื่อดูจากภาพถ่ายทางอากาศปี 2545 รวมมีพื้นที่ทำประโยชน์ประมาณ 33 ไร่

“ทราบว่าในวันนั้นมีปฏิบัติการในพื้นที่รวมพื้นที่ 106 ไร่ โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งความลงบันทึกประจำวัน ภายหลังลุงอาแมได้เข้าพบพนักงานสอบสวนเนื่องจากแกทำกินในบริเวณนี้จริง จึงไปขอทำประโยชน์ต่อแม้จะตัดยางพาราไปแล้วก็ไม่เป็นไร แต่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนคิดว่าพบผู้กระทำความผิดที่มาแสดงตัว จึงถูกบวกพื้นที่อื่นมาด้วย ประเด็นคือ ลุงอาแมถูกฟ้องเกินความเป็นจริงที่แกครอบครอง สองหากใช้เกณฑ์ตามแผนแม่บทที่ระบุว่าพื้นที่ภาพถ่ายทางอากาศปี 2545 ถ้ามีร่องรอยอยู่ก็ให้ทำประโยชน์ต่อเป็นการชั่วคราวแล้วควบคุมไม่ให้ขยาย สำหรับพื้นที่ที่มีการบุกรุกใหม่ให้มีการยึดคืนและดำเนินคดี หากดูตามแผนที่นี้ส่วนที่จะถูกยึดคืนก็คือแปลงตรงกลางเท่านั้น นี่คือการขัดต่อหลักการของแผนแม่บทและคำสั่งคสช.ฉบับที่ 66/2557 ข้อเสนอของกรณีอาแม หลังจากแกรับสารภาพไปโดยไม่ทราบว่าถูกฟ้องเป็นพื้นที่ 80 ไร่ เนื่องจากฟัง พูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ หากไม่มีกระบวนการที่จะช่วยเหลือให้มีการแถลงข้อเท็จจริงต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้นในพื้นที่ของนายอาแมมีเอกสารสทก. 3 ฉบับในปี 2532 มาก่อน แม้สถานะทางกฎหมายสทก.นี้จะหมดอายุไปแล้ว 5 ปี แต่มันชี้ให้เห็นว่าแกไม่ได้เป็นคนบุกรุกรายแรกอย่างแน่นอน”

ต่อประเด็นนี้นายธัญญา เนติธรรมกุล รองอธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่า จากการตรวจสอบพื้นที่โดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศออร์โธสี ปี 2545 ปรากฏว่ายังมีสภาพเป็นพื้นที่ป่า และตรวจสอบภาพถ่ายปี 2553 พบว่ามีการบุกรุกจำนวน 4 คดี รวมพื้นที่ 106 ไร่เศษ ต่อมาอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไทสืบทราบว่า คดีที่ 1 ผู้กระทำผิดชื่อนายจันหวู่ แซ่ตั้ง จำนวน 2 แปลงเนื้อที่รวม 15 ไร่เศษ คดีที่ 2 นายอาช่า ซึ่งเป็นลูกชายของนายอาแม อามอ จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 40 ไร่ คดีที่ 3 และคดีที่ 4 ไม่ทราบผู้กระทำความผิด จำนวนเนื้อที่ประมาณ 26 ไร่ และ 23 ไร่ตามลำดับ ต่อมามีการสนธิกำลังเจ้าหน้าที่เข้ารื้อถอนต้นยางพาราและพืชอื่นๆ ทั้ง 4 คดี จากนั้นนายจันหวู่ แซ่ตั้งรับเป็นผู้ต้องหาในคดีที่ 1 ส่วนนายอาแม รับเป็นผู้ต้องหาในคดีที่ 2,3 และ 4

ด้านนายสุมิตรชัย หัตถสาร ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น และทนายเจ้าของคดี กล่าวว่า สถานะของคดีตอนนี้อยู่ในชั้นศาล ศาลจะตัดสินคดีนี้ในวันที่ 2 ธันวาคม แนวทางที่ดำเนินการได้คืออาจต้องมีการทบทวนคำให้การต่อจำเลย หรือแถลงต่อศาลจังหวัดลำปางเพื่อกลับคำให้การเพื่อที่จะชะลอการตัดสินในวันที่ 2 ออกไปก่อน เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงใหม่ แม้จะเป็นสิทธิของจำเลยในการกลับคำให้การแต่หากทางหน่วยงานทำข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเข้าไปศาลอนุญาต

 

พลเอกดาว์พงษ์ สรุปความว่า การช่วยเหลือทางกฎหมายก็จะดำเนินไป โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะประสานงานตามประเด็นที่ชี้มา อย่างไรก็ตามกฎหมายคงยังเป็นกฎหมาย แต่ยืนยันว่าจะไม่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนจนต้องตาย เป็นสิ่งที่ต้องคิดเพื่อให้คนจนมีที่ทำกินให้ได้

ประยงค์จัดหนักชี้ 10 ข้อสังเกตต่อแผนแม่บทป่าไม้ แนะชะลอการบังคับใช้ไปก่อนสร้างความขัดแย้ง

พลโทชัยยุทธ พร้อมสุข ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ชี้แจงว่า แผนแม่บทยกร่างขึ้นมาในปี 2556 ก่อนหน้าที่จะมีคสช. และผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนกว่า 10 รอบ เป็นเวลา 2 ปีเต็ม ตัวกรอบแผนแม่บทเป็นนโยบายที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับป่าไม้ของชาติ โดยเร่งรัดให้ออกเป็นคำสั่งในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ภาคประชาชนต้องการ โดยกรอบการทำงานคือการผนึกกำลังป้องกันและปราบปราม และปลุกจิตสำนึกประชาชนทุกภาคส่วนที่จะให้ความสำคัญกับป่าไม้ ปฏิรูประบบข้อมูลป่าไม้ที่มีอยู่ในการครอบครองต่างๆ

พลโทชัยยุทธ พร้อมสุข ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)

“แผนแม่บทจะมีผลในทางปฏิบัติโดยจะจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกับกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ โดยแผนนี้จะเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อทำให้มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการตัดไม้ และยับยั้งผู้มีส่วนได้สิทธิเอาที่ดินของรัฐไปเป็นของตัวเอง โ

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
ดูวิธีแบบจีนสไตล์ อยู่และจัดการปัญหาหมอกควัน
 เข้าชม: 24,346 ครั้ง  |   วันที่ : 11 มีนาคม 2559 - 11:15 น.
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 17,729 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.