• 18 ธันวาคม 2560 - 12:10 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

มุมมองเพศภาวะกับประชาคมอาเซียน ความรุนแรง และความหวัง

 วันที่ 10 ธันวาคม 2557 - 01:07 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,646 ครั้ง พิมพ์

 

ระหว่างวันที่ 23-25 พฤศจิกายน 2557 ศูนย์สตรีศึกษา ภาควิชาสตรีศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ คณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงและพัฒนากฎหมายด้านความเสมอภาคระหว่างเพศ ในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย(คปก.) องค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และเพิ่มพลังของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ (UN Women) มูลนิธิผู้หญิง กฎหมาย และการพัฒนาชนบท(FORWORD) Asia Pacific Forum on Women Law and Development(APWLD) จัดกิจกรรมเสวนาวิชาการเดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงทางเพศ “เพศภาวะในอาเซียน: ความรุนแรงและความหวัง”  ณ ห้องประชุม ศูนย์สตรีศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ในช่วงเช้าของวันที่ 25 พฤศจิกายน 2557 มีการเสวนาเรื่อง “มุมมองเพศภาวะกับประชาคมอาเซียน ความรุนแรง และความหวัง” ประชาธรรมสรุปเก็บความดังนี้

รศ.ดร.นงเยาว์ เนาวรัตน์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า  สตรีนิยมมีหลายสายมาก มีทั้งเสรีนิยม สังคมนิยม สายก้าวหน้า สายรากหญ้า สายสตรีในประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศโลกที่ 3 แต่ละสายก็มีมุมมองของตนเองเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้หญิงเผชิญอยู่ เพราะฉะนั้นเวลาพูดถึงประชาคมอาเซียน สตรีนิยมสายต่างๆย่อมมีวิธีมองที่ต่างกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่สตรีนิยมหลายๆสายมองเห็นร่วมกัน คือ ในการพัฒนาสังคมไม่ว่าในระดับชุมชน ภูมิภาค หรือรัฐประเทศ การมีส่วนร่วมของผู้หญิงนั้นสำคัญ เพราะถ้าปราศจากการมีส่วนร่วมของผู้หญิงแล้ว เราไม่สามารถมั่นใจได้ว่า จะออกแบบสถาบันต่างๆให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้หญิงได้

เมื่อพูดถึงประชาคมอาเซียนซึ่งรวมตัวกันมานานจนมาถึงจุดแห่งความหวังในอีกสองปีข้างหน้า คำถามคือผู้หญิงมีส่วนร่วมกับการสร้าง สามเสาหลักมากน้อยแค่ไหน อย่างไร และมีส่วนร่วมในประเด็นอะไรบ้าง เสาเศรษฐกิจผู้หญิงมีส่วนร่วมอย่างไร หรือมีเพียงแค่ได้ประโยชน์จากการที่ผู้อื่นออกแบบมา รวมไปถึงด้านวัฒนธรรมด้วยว่า เรามีส่วนร่วมในการออกแบบให้เคารพความหลากหลายแค่ไหน

“การที่เราพูดถึงเรื่องการมีส่วนร่วมของผู้หญิง หรือการที่ผู้หญิงไม่มีส่วนร่วมในการออกแบบ เราอาจจะพูดได้ว่านี่เป็นความรุนแรงรูปแบบหนึ่ง และความรุนแรงตรงนี้เป็นรากที่จะนำไปสู่ความรุนแรงในรูปแบบอื่นๆ เช่น ความรุนแรงต่อแรงงานประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่ได้เคารพเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นในฐานะผู้ทำงาน ในฐานะมนุษย์ และในฐานะผู้หญิง”

ในประเด็นเรื่องวัฒนธรรม ประชาคมอาเซียนได้พูดในประเด็นเรื่องของอัตลักษณ์ ว่า “เราจะต้องเป็นประชาคมหนึ่งเดียวในเชิงอัตลักษณ์” ซึ่งสมาชิกประชาคมอาเซียนประกอบไปด้วยคนหลายชาติพันธุ์ หลายเพศภาวะ หลายภาษา หลายวิถีชีวิต ดังนั้นประชาคมอาเซียนจะมีความเข้มแข็งและเอื้อประโยชน์ทุกกลุ่ม ความเป็นหนึ่งเดียวจะต้องเกิดขึ้นมาจากการยอมรับความหลากหลายอยู่ภายใน เพราะถ้ามองว่ามีอัตลักษณ์เดียว อัตลักษณ์อื่นๆที่เป็นอัตลักษณ์รองก็จะหดหายไปในที่สุด เช่น ภาษากลางที่เราจะใช้สื่อสารคือภาษาอังกฤษ ภาษารองคือภาษารัฐชาติต่างๆ แต่ในรัฐชาตินั้นก็มีภาษาพื้นถิ่นอีกหลากหลายมาก  ซึ่งอาเซียนจะเข้าไปดูแลประเด็นเหล่านี้อย่างไร ถ้าเอาแค่อย่างที่กล่าวมา เราจะไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาได้ เนื่องจากว่าวัฒนธรรมของเราจะดูแคบ น้อยเกินไป

“การไม่พูดถึงความหลากหลายเชิงอัตลักษณ์อาจจะส่งผลให้ประชากรหรือพลเมืองในอาเซียนบางกลุ่มอยู่ในสถานะพลเมืองที่ไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาจะมีเพียงอัตลักษณ์แต่ขาดสิทธิความเป็นพลเมืองของชาติใดชาติหนึ่ง ซึ่งตอนนี้พวกเขาก็ไม่มีสิทธิอยู่แล้ว เช่นกลุ่มที่ไม่ได้เป็นพลเมืองไทย และก็ไม่ได้เป็นพลเมืองพม่า ไม่ได้เป็นพลเมืองลาว ซึ่งคนเหล่านี้มีอยู่จำนวนมากมาย คนเหล่านี้จะสร้างอัตลักษณ์ของตัวเองเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียนอย่างไร ส่วนประชาคมอาเซียนที่เน้นความเป็นหนึ่งเดียว มองแต่พลเมืองของตัวเองในแต่ละรัฐจะเข้าไปดูแลผู้หญิงหรือผู้อ่อนแอจำนวนหนึ่งอย่างไร”

มุมมองหนึ่งที่สตรีนิยมเสนอ คือ เรื่องความหลากหลายของตัวผู้หญิงเอง และมองประชากรกลุ่มอื่นๆบนพื้นฐานที่ว่ามันมีความแตกต่างหลากหลาย ด้วยมุมมองนี้อาจจะทำให้เรามองเห็นว่าในประชาคมอาเซียนมีใครอยู่ตรงไหนบ้าง นอกจากนี้สตรีนิยมยังมองไปไกลอีกว่า ลำพังแค่ความหลากหลายคงไม่พอ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงเรื่องความไม่เท่าเทียมทางอำนาจและโอกาสต่างๆ และตรงนี้เองความหลากหลายจึงไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะความสวยงาม ซึ่งเปรียบเหมือนดอกไม้ ซึ่งมีบางดอกที่ไม่สวยงามเพราะถูกกดทับอยู่ ซึ่งถ้าไม่คลี่ออกมาเราก็จะไม่เห็น มันจึงเป็นเรื่องของโอกาสและความเท่าเทียม

“ถ้าเราใช้มุมมองตรงนี้จะเห็นว่า สิทธิพลเมืองของผู้หญิงในประชาคมอาเซียนมันไม่ใช่แค่ไม่หลากหลาย แต่มันยังมีเรื่องของความไม่เท่าเทียม ซึ่งนำไปสู่การเข้าไม่ถึงสิ่งต่างๆอย่างเท่าเทียมกันด้วย”

รากเหง้าของประชาคมอาเซียนในประเด็นเพศสภาวะมีหลากหลายมาก รากเหง้าอันหนึ่งที่หลายคนเข้าใจว่า ความสัมพันธ์ระหว่างหญิงชายในประชาคมอาเซียนมีความเหลื่อมล้ำน้อย ไม่มีการกดทับกันมากนัก มีลักษณะของการพึ่งพาอาศัย เช่น หลังแต่งงานฝ่ายชายต้องย้ายมาบ้านฝ่ายหญิง ทำให้ผู้หญิงมีหลักประกันทางสังคมมากขึ้นเพราะอยู่ในเครือญาติของตน หรือเรื่องของการที่ผู้หญิงมีสิทธิเลือกคู่ครองของตนเอง หรือเรื่องการส่งผ่านมรดกระหว่างหญิงชายในภูมิภาคนี้ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เป็นต้น  สิ่งเหล่านี้เชื่อกันว่าเป็นสิ่งที่ทำให้สถานภาพของผู้หญิงไม่เสียเปรียบฝ่ายชายมากนัก แต่นั้นเป็นเพียงรากร่วมในอดีต ในปัจจุบันเราควรมาคุยกันว่า ความสัมพันธ์แบบนี้ถูกรัฐสมัยใหม่จัดการอย่างไร รัฐมีกฎหมายที่ไปปกป้องรากร่วมที่เคยคุ้มครองผู้หญิงมากน้อยแค่ไหน เช่น หญิงสาวไทใหญ่ที่ต้องออกจากชุมชนดั้งเดิมมาทำงาน ซึ่งแต่เดิมอยู่ในชุมชนมีกลไกคุ้มครอง และภายใต้ความสัมพันธ์แบบใหม่ เกียรติและความสัมพันธ์แบบเดิมที่เขาเคยได้รับยังมีอยู่มากน้อยแค่ไหน ได้รับการประคับประคองอย่างไร

ในขณะที่รากร่วมด้านเพศภาวะอีกด้านหนึ่งซึ่งมีลักษณะกดทับ ไม่ใช่แบบพึงพาอาศัยที่เกิดขึ้นในหลายชาติพันธุ์  กรณีแบบนี้เมื่อเราเข้ามาอยู่ในประชาคมเดียวกัน ประชาคมอาเซียนจะทำความเข้าใจกับมันได้อย่างไร ประชาคมใหม่จะออกแบบความสัมพันธ์ให้กับผู้หญิงที่อยู่ในรากร่วมแบบนี้สามารถเข้าถึงความเป็นมนุษย์ให้มากขึ้นได้อย่างไร

“รากร่วมสองด้านที่แตกต่างกัน ความสัมพันธ์อันนี้เป็นต้นตอก้าวมาสู่การมีส่วนร่วมในประชาคมอาเซียนในระดับที่แตกต่างกัน ซึ่งตรงนี้เราคงต้องกลับไปวิเคราะห์ว่าจะทำความเข้าใจอย่างไร และช่วยผู้หญิงในแต่รากร่วมคลี่คลายวัฒนธรรมทั้งเก่าและใหม่ที่รัดรึงพวกเขาไว้ด้วยวิธีการไหนและอย่างไรบ้าง”

รศ.ดร.นงเยาว์ กล่าวอีกว่า หากมองในเรื่องผู้หญิงกับความหวังในการรวมเป็นประชาคมอาเซียนนอกเหนือจากประโยชน์ในการงานบางอย่างที่ได้รับแล้ว ส่วนตนมองว่า มันเป็นโอกาสของการขยายเครือข่ายกลุ่มผู้หญิงที่กว้างออกไปในระดับภูมิภาค เราสามารถขยายเครือข่ายไปยังผู้หญิงกลุ่มต่างๆ รวมทั้งผู้ชายด้วย เพื่อให้ช่วยขับเคลื่อนเรื่องนี้ ทั้งในกลุ่มของผู้ใช้แรงงาน สตรีรากหญ้า กลุ่มชนชั้นกลาง ฯลฯ  

“ถ้าสร้างเครือข่ายเหล่านี้และไปปฏิสัมพันธ์กับรัฐในประชาคมอาเซียนก็จะทำให้รัฐเหล่านี้มีความเป็นประชาธิปไตยในมุมมองเพศภาวะมากขึ้น ผู้หญิงในประชาคมอาเซียนก็จะสว่างไสวมากขึ้นด้วย”

สุนี ไชยรส รองประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย และรองประธานกรรมการพิจารณาปรับปรุงและพัฒนากฎหมายด้านความเสมอภาคทางเพศ  กล่าวว่า การลุกขึ้นสู้ของพี่น้องที่ทวายเพื่อต่อต้านการเข้าไปทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ และการต่อสู้ของแรงงานที่เขมร ลาว พม่า ฯลฯ ตัวอย่างการต่อสู้เหล่านี้ยกมาเพื่อให้เห็นว่าเวลาเราพูดถึงเรื่องเพศภาวะไม่ได้หมายถึงเฉพาะเรื่องความรุนแรงทางเพศ มันหมายความมากกว่านั้น ทุกเรื่อง ทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านการจัดการทรัพยากร การจัดการด้านแรงงาน ที่จะต้องมีมิติความเสมอภาคระหว่างเพศ

ประชาคมอาเซียนถูกบิดเบือนมาตั้งแต่ต้นทาง เพราะคนมักจะพูดแต่ด้านเศรษฐกิจ ด้านการลงทุน การเติบโต การแก้ไขกฎหมายเพื่อทำให้ทุนไปลงทุนในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น เราจึงได้ยินแต่เรื่องการสร้างเขื่อนน้ำโขงที่ลาว กัมพูชา สร้างเขื่อนที่พม่า การกว๊านซื้อที่ดินหรือเช่าที่ดินมหาศาลแล้วไปเบียดขับพี่น้องจำนวนมากทั้งหญิงชาย

“คุณลืมเจตนารมณ์ของอาเซียน เพราะกฎบัตรได้ระบุให้เอาประชาชนอาเซียนเป็นศูนย์กลาง คุณต้องสร้างความอยู่ดีกินดีให้ประชาคมอาเซียน แล้วต้องทำให้อาเซียนผนึกกำลัง และเติบโตไปด้วยกัน รวยไปด้วยกัน อยู่ดีไปด้วยกัน ไปสู้กับตะวันตกกับมหาอำนาจอื่นๆ เพื่อทำให้ประเทศในอาเซียนไม่ถูกเอาเปรียบ จึงกลายมาเป็นสามเสาหลัก แต่ ณ ตอนนี้มันถูกเบี่ยงเบน”

คำๆหนึ่งที่บัญญัติในข้อตกลงอาเซียน ที่เชื่อมโยงกับผู้หญิงทุกกลุ่มมาก คือ การพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของประชาชน คุ้มครองสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐาน แต่ตอนนี้ประเทศอาเซียนทั้งหมดกำลังละเลยสิทธิมนุษยชน กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน คือ ตอนนี้ที่ทุกอย่างดำเนินไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเขื่อน การลงทุน มันทำให้เกิดด้านตรงข้ามกับที่บัญญัติไว้ในอาเซียน

อย่างไรก็ตามมีความพยายามที่จะสร้างกลไกขึ้นมาคุ้มครอง เช่น ตั้งองค์กรคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอาเซียน ซึ่งตอนนี้กำลังทำงานกับกลุ่มผู้หญิงในอาเซียน

สิ่งที่พวกตนกำลังผลักดันให้เกิดการคุ้มครองภาพรวมของประชาชน และบางเรื่องเจาะลึกไปยังเรื่องความเสมอภาคระหว่างเพศ คือทำให้เกิดร่างข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิแรงงาน ไม่ใช่เฉพาะข้ามชาติ แต่รวมทั้งแรงงานในไทย ที่มาจากต่างประเทศ และไปทำงานที่ต่างประเทศ เพราะฉะนั้นกติกาจะมุ่งหวังให้ดูแลคนทำงานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานเกษตร แรงงานอุตสาหกรรม แรงงานรับเหมาค่าแรง ฯลฯให้มีมาตรฐานเดียวกันให้ได้ อันนี้ยกตัวอย่างเฉพาะกลุ่มแรงงาน เพราะเกี่ยวข้องกับผู้หญิงค่อนข้างมาก

“เพศภาวะในอาเซียนไม่ควรพูดแต่เฉพาะในประเทศไทย แต่ควรเคลื่อนร่วมกับพี่น้องที่อื่นด้วย ต้องสร้างเครือข่ายผู้หญิงอาเซียนที่เข้มแข็งกว่าที่ผ่านมา”

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ ประธานโครงการสตรีเยาวชนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า อันที่จริงในบัญญัติอาเซียนสามเสาหลักก็มีการพูดถึงการคุ้มครองสิทธิสตรี คนพิการ คนชรา อยู่บ้าง เพียงแต่ว่าจะถูกนำมาปฏิบัติมากน้อยแค่ไหนก็เป็นประเด็นที่เราต้องถกกัน เช่น เรื่องขจัดความรุนแรงก็ถูกพูดถึงโดยเฉพาะประเด็นความรุนแรงกับเด็กและสตรีและพึ่งทำปฏิญาณในกลุ่มอาเซียนสิบประเทศเมื่อปี 2013 ว่าจะพยายามลดความรุนแรงลง ในด้านการจัดทำภัยพิบัติก็ได้ระบุประเด็นเรื่องเพศภาวะด้วย

บทบาทสตรีในบริบทของประชาคมอาเซียนในฐานการผลิต คือเป็นผู้ผลิตเพื่อขายโดยเฉพาะสินค้าข้ามแดน และประเภทฐานผลิตในโรงงานที่จะส่งออกซึ่งต้องพึ่งพาแรงงานผู้หญิงสูง มีบทบาทในฐานะแม่  ครู หรือผู้ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับสุขภาพและอนามัย เป็นผู้ที่สร้างความมั่นคงให้กับสังคม เพราะเท่าที่ทราบ คนที่มีบทบาทในการดูเรื่องยาเสพติดและการค้าประเวณีก็คือผู้หญิง

“ตอนนี้ก็เห็นคล้ายกับอาจารย์หลายท่านที่กล่าวมา คือว่า จะช่วยจับตามองผ่านเครือข่ายระหว่างประเทศอย่างไร”

“การบริหารเครือข่าย คิดว่าต้องมีการบริหารอย่างเป็นทางการ จะจดทะเบียนหรือไม่จดก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้ทำกิจกรรมเพื่อร่วมกลุ่มกัน เพราะในอาชีพบางอาชีพอาจจะทำให้รวมกลุ่มกันได้ยาก เช่น อาชีพพนักงานหรือแม่บ้าน เป็นต้น เราอาจจะต้องรวมกลุ่มในด้านกลุ่มอาชีพต่างๆ เป็นเครือข่ายระดับอาชีพ ไม่ใช่เครือข่ายเฉพาะหมู่บ้าน หรือตัวแทนสตรีระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล เพราะจะสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยน และพัฒนาข้ามประเทศได้”

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,923 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.