• 16 มิถุนายน 2562 - 15:07 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

“ทิเบต” ในมุมมองของคนกินจิ้นลาบ

 วันที่ 12 ธันวาคม 2557 - 11:40 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 5,778 ครั้ง พิมพ์

 

นำเสนอเรื่องและภาพโดย วีรฉัตร แก้วประดิษฐ์ เรียบเรียงโดย ทีมงาน iMekong.org หมายเหตุ: ถอดความจากเทปบันทึกเสียง การสนทนาเรื่อง “Tibet in the eyes of Laab Eater: มองทิเบตจากมุมมองคนกินจิ้นลาบ” ที่ ร้านเล่า ถ.นิมมานเหมินทร์, อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 1



นำเสนอเรื่องและภาพโดย วีรฉัตร แก้วประดิษฐ์ เรียบเรียงโดย ทีมงาน iMekong.org

 

หมายเหตุ: ถอดความจากเทปบันทึกเสียง การสนทนาเรื่อง “Tibet in the eyes of Laab Eater: มองทิเบตจากมุมมองคนกินจิ้นลาบ ที่ ร้านเล่า ถ.นิมมานเหมินทร์, อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2557

 

คำบอกกล่าว: บทสนทนาดั้งเดิมเป็นภาษาเหนือล้านนาปนภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ภาษาไทยกลาง ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย หากการเรียบเรียง ใช้คำไม่ตรงความดั้งเดิมอย่างถ้วนถี่ หรือท่วงทำนองของภาษาตกหล่นไปกับการแปลความที่ไม่ถี่ถ้วน

 

 

บทนำ

ภูเขาสูง นำ้สวย ผู้คนสมรรถะ

 

สำหรับผมแล้ว ไม่คิดไม่ฝันว่าวันหนึ่งจะได้ไปทิเบต รู้สึกทิเบตเป็นดินแดนลี้ลับและเดินทางไปได้ลำบาก ฉะนั้นจึงรู้สึกตื่นเต้นมากกับการเดินทางไปทิเบตครั้งนี้ ช่วงเตรียมตัว เก็บข้าวของ ทำให้ผมนอนไม่หลับเลยทีเดียว

 

หลายคนมองและรู้สึกว่าทิเบตเป็นดินแดนที่โรแมนติกมาก ทางภูมิศาสตร์หรือกายภาพนั้น ทิเบตเป็นดัง ‘หลังคาของโลก’ ทางด้านศาสนาก็พูดกันถึง ‘ความเชื่อ ความบริสุทธิ์’ และอื่นๆ อีกมาก

 

ดั้งนั้น เรื่องที่ผมจะมาบอกเล่าในวันนี้ ก็คงจะถูกถ่ายทอดโดยเคลือบความโรแมนติก และการตีความที่ผสมผสานไปกับความเป็นตัวผมเอง ประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตของผม ที่หอบหิ้วไปกับการเดินทางในครั้งนี้ด้วย

 

ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่า ผมเองเป็นคนอำเภอแม่แตง ใช้ชีวิตอยู่ระหว่างดอยหลวงเชียงดาว กับดอยอินทนนท์มานาน ว่าด้วย ‘ทิเบต ในมุมมองของคนกินจิ้นลาบ: มองทิเบต จากยอดดอยอินทนนท์’ - ผม คนเมือง (คนเหนือ) นั้นชอบกินลาบ ก็เป็นที่มาของชื่อเรื่องชื่อเล่าของวันนี้นั่นเอง

 

[จามรีกลางทุ่งหญ้า กับกระโจมธงมนต์]

 

 

บทแรก ว่าด้วยภูมิศาสตร์กายภาพ

รู้ได้อย่างไรว่าเข้าสู่ดินแดนทิเบตแล้ว... ก็ให้ดูที่ธงมนต์

 

เมืองที่ผมไปเยือนเมืองแรกๆ คือ เมืองเซกู ตั้งอยู่ทางตะวันออกของที่ราบสูงทิเบต อยู่ที่ประมาณ 4,00 เมตร สูงจากระดับน้ำทะเล  หรือถ้าว่า เหมือนเอาดอยอินทนท์สองยอดดอยมาต่อกัน ที่ราบสูงทิเบตเป็นที่ราบที่กว้างและสูงที่สุดในโลก และยังเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำหลายสาขาที่สำคัญของโลก รวมถึงแม่น้ำโขงที่ไหลมายังไทยด้วย (แม่น้ำสามสาย: สาละวิน, แม่โขง, และแยงซี)
 

แม้ว่าดินแดนทิเบตเป็นอาณาจักรโบราณมานานหลายร้อยปีแล้ว แต่ตลอด 50 กว่าปีที่ผ่านมาตกอยู่ในการปกครองของจีน ฉะนั้นขึ้นอยู่กับอุดมการณ์ทางการเมืองของแต่ละคน แต่ละกลุ่มว่าจะนับทิเบตเป็นประเทศหรือไม่ อย่างไร เพราะว่า สำหรับคนทิเบตหลายคน ทิเบตคือดินแดนของพวกเขา ไม่ใช่ของจีน

 

ที่ราบสูงทิเบต ผมมองแล้วมอง ผ่านภูเขาและทุ่งหญ้า ดูไปเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด ลักษณะของเนินเขาไม่มีต้นไม้ใหญ่ ไม่มีป่า ดูแห้งแล้ง ผมเอาภาพที่ถ่ายมาให้เพื่อนดู “โอ้ เหมือนดอยไม่มีผม” เพื่อนของผมว่าอย่างนั้น ถนนหนทางไปมาสภาพดีมาก ก็คงต้องขอบคุณรัฐบาลจีนที่เข้ามาก่อสร้างให้ ว่าอย่างนั้น (หัวเราะ)

 

ถามว่า จะรู้ได้อย่างไรว่าเข้าสู่ดินแดนทิเบตแล้ว ก็ให้ดูที่ธงมนต์ (prayer flags) นะครับ จะเห็นธงมนต์ติดอยู่ตลอดทางที่ไปในดินแดนทิเบต แม้ว่ายอดเขาสูงมากขนาดไหน แต่พอมองขึ้นไปก็จะเห็นธงมนต์แขวนพาดอยู่ บ้างก็คาดพาดผ่าน จากยอดดอยหนึ่งไปยังอีกยอดหนึ่ง ผมก็ไม่รู้จริงๆ ว่าเขาเอาขึ้นไปติดกันได้อย่างไร บางคนเดาว่าน่าจะใช้สลิงชอตหรือก๋งยิงขึ้นไป

 

ความเชื่อเรื่องธงมนต์ของคนทิเบต คือ การเขียนคำจากคัมภีร์ทิเบตลงในธงแล้วแขวนพาดไว้ เวลาลมพัดก็จะได้พัดพาและพัดโปรยพรต่างๆ ไปยังผู้คนมากมายด้วยนั่นเอง...

 

[สายน้ำไหลผ่าน บนที่ราบสูงทิเบต]

 

 

บทสอง ว่าด้วยนำ้

ตลอดชีวิตของคนทิเบตนั้นเกิดมา อาบน้ำเพียงแค่สองครั้ง

อาบน้ำตอนเกิดกับตอนตาย

 

เมื่อเดือนกันยาที่ผมเดินทางไป อากาศที่นั่นเย็นสบาย มองทางไหน ทิวทัศน์ก็สวยสงบ เหมือนที่เขาว่ากันว่า “ภูเขาสูง น้ำสวย ผู้คนสมรรถะ” แต่แล้วผมก็มารู้ว่า คนทิเบตไม่กินสัตว์น้ำนะครับ ไม่กินปลา ไม่กินอาหารทะเลใดๆ เลย เขาบอกว่ากุ้งก็คือหนอน ตอนนี้ ผมมองกุ้ง มองไปมองมา ก็เริ่มมองมันเป็นหนอนแล้วเหมือนกัน

 

แล้วที่ว่า คนทิเบตไม่กินปลานั้น ผมคิดว่า หนึ่ง. น้ำที่เพิ่งละลายมาจากหิมะ เย็นมาก แถบจะไม่มีสิ่งมีชีวิตเลย สอง.ด้วยความเชื่อทางศาสนา ตลอดชีวิตของคนทิเบตนั้นเกิดมา อาบน้ำเพียงแค่สองครั้ง อาบนำ้ตอนเกิดกับตอนตาย เพราะอากาศหนาวมาก ไม่ต้องอาบน้ำ อีกทั้งน้ำก็มีอยู่ใช้อย่างจำกัด ในชีวิตประจำวันจึงไม่ไปสัมผัสกับน้ำมากนัก

 

 

ส่วนใหญ่แล้ว คนทิเบตอุปโภคบริโภคนำ้จากน้ำบ่อ ที่ต้องเดินทางไปซื้อและขนมาจากที่อื่นมาใส่ไว้ในแทงก์น้ำที่ขุดฝั่งไว้ใต้ดิน ใช้สำหรับปรุงอาหาร และล้างหน้าเท่านั้น

 

บางคนก็ว่า เมื่อมีคนตายจากไป ร่างกายก็จะถูกนำไปลอยนำ้เพื่อให้ร่างกายกับคืนไปอยู่กับธรรมชาติ ด้วยเหตุผลต่างๆ เหล่านี้ จึงทำให้คนทิเบตไม่นิยมกินสัตว์น้ำ หรืออาจจะเป็นด้วยความเชื่อทางศาสนาด้วย รวมถึงอาหารที่คนทิเบตกินเป็นหลักก็ไม่ใช้สัตว์น้ำ แต่ก็คือสิ่ง ที่จะเล่าต่อไป...

 

[น้ำที่ละลายมาจากหิมะ ไหลมายังแอ่งน้ำด้านล่างภูเขาสูง]

[แทงก์น้ำใต้ดินที่ใช้สำหรับอุปโภคบริโภคกลางทุ่งหญ้า]

 

 

บทสามว่าด้วย ตัวจามรี (yak)

เป็นชีวิตที่พวกเขาเลี้ยงดูแลมา กินเนื้อจามรีตัวนั้น

ก็ถือว่าเป็นการต่างตอบแทนที่ยุติธรรม

 

คนทิเบตกินเนื้อจามรีเป็นหลัก (yak meat) ภาษาอังกฤษที่เรียกกันว่า yak สำหรับคนทิเบตแล้ว เป็นชื่อเรียกจามรีตัวผู้เท่านั้น คนทิเบตมีชื่อเรียกจามรีที่แตกต่างหลายหลากสำหรับจามรีตัวแม่, จามรีที่ผสมพันธุ์กับวัว, จามรีที่เป็นลูกเกิดจากการผสมระหว่างลูกครึ่งจามรีมาผสมพันธ์ุกับจามรีก็มีอีกชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่ง ตัวผมไม่สามารถดูออกถึงความต่างเหล่านี้ได้เลย มีแต่คนเลี้ยง (herder) ที่ดูออกดูเป็นเท่านั้น

 

ผมก็เคยถามเพื่อนชาวทิเบตว่าทำไมไม่กินเนื้อไก่ หรืออื่นๆ เรื่องนั้นก็มีอยู่ว่า… ย้อนไป เพื่อนชาวทิเบตมาเที่ยวเชียงใหม่แล้วไปเที่ยวตลาดธานินท์ เห็นแม่ค้ายืนขายแมลงทอดอยู่ พอเขาเห็นก็ร้องไห้น้ำตาร่วง ผมถามว่า “ร้องไห้ทำไม” เขาตอบว่า “สงสารแม่ค้า เพราะจะตกนรก”

 

คนทิเบตนั่นเชื่อว่าสัตว์ทุกตัว ชีวิตนั้นเท่ากัน ตัวด้วงหนึ่งตัว กับจามรีหนึ่งตัว ก็มีชีวิตเท่านั้น มีคุณค่าเท่ากัน คนทิเบตจึงฆ่าจามรีหนึ่งตัวเลี้ยงได้ทั้งครอบครัว หรือทั้งหมู่บ้านเป็นเวลาหลายเดือน แทนที่จะฆ่าสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยจำนวนหลายๆ ตัว

 

พวกเขาจึงเลือกคร่าชีวิตเพียงหนึ่งตัว ซึ่งเป็นชีวิตที่พวกเขาเลี้ยงดูแลมา กินเนื้อจามรีตัวนั้น ก็ถือว่าเป็นการต่างตอบแทนที่ยุติธรรม แต่ปลา กุ้งหอย พวกเขาไม่ได้เลี้ยงดูสัตว์เหล่านั้น ความเชื่อนี้แตกต่างจากบ้านเราอย่างมาก

 

“เราไม่กินสัตว์ใหญ่ เราเชื่อว่าสัตว์ใหญ่มีบุญมากกว่า” ผมบอกเพื่อนไปอย่างนั้น ตามความเชื่อพุทธแบบไทย เพื่อนของผมก็ตอบกลับมาว่า “คิดอย่างนั้นได้อย่างไร เรามีสิทธิ์ไปตัดสินชีวิตอื่นๆ ว่ามีคุณค่ามากน้อยกว่ากันได้อย่างไรกัน”...

 

นอกจากจะกินเนื้อจามรีแล้ว ขี้แกะขี้แพะ และขี้จามรีจะถูกนำไปแปะตามผนังเพื่อตากแห้ง และทำมาใช้เชื้อเพลิงในการก่อไฟ หุงต้มอาหาร หรือสร้างความอบอุ่น ถือว่าเป็นภูมิปัญญาอย่างแท้จริง เพราะสิ่งที่จามรีกินก็คือหญ้า พอถ่ายท้องออกมาก็มีแต่หญ้า พอตากแห้งแล้ว มันก็คือหญ้าแห้ง นี่คือความมหัศจรรย์ คนทิเบตเลี้ยงจามรี และใช้ประโยชน์จากจามรีได้ในหลายๆ ด้าน ขนหางจามรีก็นำมาทำไม้ปัดฝุ่นฯลฯ
 

[ฝูงจามรีกลางทุ่งหญ้า]

[เนื้อจามรีสด]

 

 

บทสี่ว่าด้วย วิถีชีวิต

นี่คือ การกินเพื่ออยู่โดยแท้

 

หลายคนเรียกชาวทิเบต ที่เป็น Nomad ว่าคนเร่ร่อน จริงๆ แล้วพวกเขาไม่ใช่คนเร่ร่อนแต่มีบ้านที่เป็นหลักแหล่ง เพียงแต่ในช่วงฤดูที่เลี้ยงสัตว์ ก็ต้อนสัตว์ไปยังบริเวณต่างๆ และตั้งเต้นท์เพื่ออยู่อาศัยดูแลฝูงจามรีเป็นช่วงๆ เท่านั้น บางคนใช้คำว่า Herder แทนคำว่า Nomad

 

ผมได้มีโอกาสไปอาศัยอยู่กับชาวทิเบต ตามเต้นท์ ที่ตั้งอยู่กลางทุ่งหญ้า ชาวทิเบตนิยมดื่ม Butter tea หรือ ชาเนย ทำจากนมจามรีและใส่เนยที่ทำจากนมจามรีลงไป หอมมากๆ แต่ใบชาที่ใช้ ไม่ได้ปลูกในแถบนี้ ด้วยสภาพภูมิอากาศที่ไม่อำนวย ตั้งแต่สมัยก่อนเส้นทางสายไหมเสียอีก ที่ชาวจีนฮั่นเดินทางค้าขาย ใช้ม้าและล่อ และนำใบชาติดมาด้วย ชาวทิเบตก็ใช้ขนแกะขนจามรีแลกกับใบชา

 

อากาศหนาวๆ ได้ดื่มชาเนย ทำให้รู้สึกดีมาก และช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นด้วย แต่ถ้าชาเนยมาขายบ้านเรา ก็คงต้องใส่มุกใส่น้ำแข็งแน่ๆ (หัวเราะ)

 

นอกจากชาเนยแล้ว ชาวทิเบต็นิยมกินเป็นอาหารเช้า คือ “ซามปา” มีแป้งบาเล่ยหรือแป้งจำพวกวีต ผสมกับเนยและชีสที่นำมาจากนมจามรี ที่ผมได้ไปลองกิน เจ้าของกระโจมที่พบไปพักก็ใส่นำ้ตาลให้ด้วยนิดหนึ่ง เพราะเขากลัวว่าเราจะกินไม่ได้ พอได้ซามปามาสักถ้วย ก่อนกินก็ต้องปั้น ปั้นส่วนผสมทั้งหมดในถ้วยแล้วจึงกินได้

 

พอได้กิน ถามผมว่ารสชาติเป็นอย่างไร ผมก็บอกได้อย่างเดียวว่า เป็นรสชาติที่ผมไม่รู้จักและก็ไม่เข้าใจ แต่ถ้าจะให้ตัดสินจากคนที่อาศัยอยู่ระหว่างดอยอินทนนท์ กับดอยหลวงเชียงดาว ก็ต้องบอกว่า ไม่มีรสชาติเลย เหมือนเรากำลังกินกระดาษ

 

ทำให้ผมคิดว่า นี่คือ ‘การกินเพื่ออยู่’ โดยแท้ คือไม่ได้สนใจเรื่องรสชาติใดๆ เลย พุทธแบบไทย พระบำเพ็ญเพียรภาวะทางศาสนา ต้องพยายามตัดรสชาติ ตัดกิเลส แต่ที่ทิเบตนี่เหนือว่า คือไม่ต้องมีรสชาติเลยตั้งแต่ต้น

 

สิ่งที่ผมชอบมาก คือ โยเกิร์ตนมจามรี รสอร่อยเป็นธรรมชาติ ไม่มีสารปรุงแต่ง ไม่มีสารเจือปน สุดยอดความอร่อย ขอบอก (ผู้อ่าน) ว่าต้องเดินทางไปกินด้วยตัวเอง แต่สำหรับผมแล้ว ได้กินเนื้อจามรีทีไร ก็อยากจะนำมาลาบ คงจะอร่อยมาก

 

[Butter tea หรือ ชานม]

[ซามปา อาหารเช้าของคนทิเบต ทำจากเนย, นม, ชีสที่ได้มากจากนมจามรี]

 

 

บทห้าว่าด้วย ความเชื่อ ศาสนาและศิลปะ

คนทิเบตนั้นสวดมนต์ไหว้พระ เพื่อให้คนทั้งโลกมีสันติสุข...”

 

ชาวทิเบตบูชาพระในพุทธศาสนา แต่ก็บูชาไหว้เทพเจ้าแห่งภูเขาด้วย บทเพลงและการร้องเพลงส่วนใหญ่ก็เป็นไปด้วยและเพื่อความเชื่อทางศาสนา ระหว่างการเดินทาง คณะของพวกผมเดินทางไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่กำลังจัดงานแข่งขันการร้องเพลง ร้องเสียงสด ไม่มีดนตรีประกอบใดๆ คนทิเบตชอบการร้องเพลงมาก งานประกวดร้องเพลงครั้งนี้ จัดร้องกันตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็นทีเดียว

 

คนทิเบตนั้นสวดมนต์ไหว้พระ เพื่อให้คนทั้งโลกมีสันติสุข ไม่ใช่การไหว้เพื่อประโยชน์สุขส่วนบุคคลหรือของตนเอง ของครอบครัวตัวเองเท่านั้น แต่คนทิเบตไหว้เพื่อมนุษยชาติทั้งหมด อีกสิ่งหนี่ง คือการไหว้พระแบบอัษฎางคประดิษฐ์ (ไหว้ 8 จุด) ของคนทิเบต เป็นการไหว้ด้วยศรัทธาอันแรงกล้า

 

ผมยังสังเกตเห็นว่า คนทิเบตต้อนจามรีทีเดียว ทีละหลายร้อยตัวได้เพียงแค่เป่าปาก ที่ผมประสบมา คนทิเบตเดินในทุ่งหญ้า ต้อนจามรีไป ก็นับลูกประคำได้ด้วย สวดมนต์ไปด้วยตลอด

 

การบวชเป็นพระของคนทิเบตนั้น เป็นการบวชตลอดชีวิต ไม่มีการสึก หากว่าได้ตัดสินใจบวชแล้ว ก็ถือว่าได้อุทิศตนให้ศาสนาแล้ว จะบวช 3 เดือน 7 วันอย่างไทยเราไม่ได้ แต่นั่นก็นำมาซึ่งปัญหาเช่นกัน บางคนอยู่ภายใต้แรงกดดันมาก เมื่อวันหนึ่งเขาไม่สามารถประคับประคองศรัทธาของเขาได้ และไม่อยากเป็นพระ แต่ก็ไม่มีทางเลือกใดๆ เลย มีเพื่อนคนหนึ่งแอบลาสิกขาด้วยตนเอง ออกมาจากวัดได้ แต่สังคมไม่ยอมรับเลย พ่อแม่ก็ไม่ยอมรับ

 

ในการเดินทางครั้งนี้ ผมได้ไปเยือน หมู่บ้านศิลปิน ที่เรียกว่า Reb Kong ด้วย เป็นเมืองที่ครั้งหนึ่งถูกรัฐบาลสั่งปิด ไม่ให้คนนอกเข้าไป และไม่ให้คนในเดินทางออกมา ด้วยความเชื่อทางศาสนา ยิ่งเป็นศิลปินก็มีแรงที่จะต่อต้านสูง (ผ่านงานศิลปะ) รัฐจีนก็ยิ่งต้องควบคุม แต่มาวันนี้ รัฐบาลผ่อนผันมากขึ้น ในวัดก็มีภาพองค์ดาไลลามะติดอยู่ได้ ไม่เป็นไร แตกต่างจากสมัยอดีตมาก อาจจะเป็นเพราะจีนเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลคนใหม่

 

หมู่บ้าน Reb Kong นี้ มีชื่อเสียงด้านการทำภาพ Mandala คล้ายๆ กับ ธงบทของไทยพุทธ ภาพมันดาลาเหล่านี้สวยงามและประณีตมาก ส่วนใหญ่จะเป็นพระเขียนแบบ และพระหรือชายทิเบตเป็นคนลงสี สีที่ทำมาจากธรรมชาติ ทั้งหินต่างๆ และทองคำ ต้องใช้สมาธิ ความสามารถ ความอดทนสูงมาก และมักจะลงสีตาของพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งสุดท้าย เพราะต้องใช้ความเพียรและความชำนาญสูงสุด ภาพจะสวยหรือไม่ก็อยู่ดวงตาคู่นี้

 

ชาวทิเบตเชื่อว่า มันดาลา คือ จักรวาลอันบริสุทธิ์ ที่ซึ่งสิ่งประเสริฐทั้งมวลถูกรวมไว้อยู่ภายในวงกลมศักดิ์สิทธิ์เพื่อถวายเป็นพุธบูชาและถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่เป็นมงคลยิ่ง เป็นการแสดงออกแห่งภาวะของการรู้แจ้งอย่างถ่องแท้ และบ่อยครั้งถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการทำสมาธิ[1]

 

อย่างไรก็ดี ตลอดเวลาที่ผมอยู่ที่นั่น ก็สังเกตว่า ผู้หญิงทิเบตนั้นทำงานแทบทุกอย่าง ทั้งขนของ ก่อสร้าง เลี้ยงลูก เลี้ยงสัตว์ รีดนมจามรี ทำอาหารฯลฯ การท่ีผู้ชายจะมีเวลาไปนั่นวาดภาพได้นั้น ก็มีผู้หญิงทำงานต่างๆ สนับสนุนอยู่นี่เอง ผมคิดว่า ความจริงนั้นคงซับซ้อนมากกว่าที่เราเห็น ผมคงไม่อาจไปตัดสินอะไรได้ว่านี่คือการกดขี่ผู้หญิงหรืออย่างไร แต่เมื่อเราเห็นวัดวาอารามสวยงาม ภาพวาดที่งดงาม ก็อดคิดไม่ได้ว่าผู้หญิงก็มีส่วนในความสำเร็จต่างๆ เหล่านี้ด้วย

 

[พระทิเบตนั่งฝึกซ้อมบทสวดมนต์]

[ภาพวาดมันดาลา]

[ชายทิเบตกำลังบรรจงลงสีภาพมันดาลา]

 

 

บทสุดท้ายว่าด้วย การพัฒนา

คือนโยบายการพัฒนา หรือการกลืนชาติ

 

ผมได้มีโอกาสไปเยือนเมืองหลวงซิหนิง (Xining) ของมนฑลชิงไห่ (Qinghai) ด้วย เชื่อว่าเป็นเมืองทิเบต แต่เมื่อผมลงจากเครื่องบิน เดินออกจากสนามบินไป มีตึกสูง 40-50 มากมาย ไม่รู้เลยว่าเดินทางมาถึงทิเบตแล้ว

 

ทิเบตอยู่กับจีนมานาน ถ้าให้ผมมองจากสายตาคนนอก คิดว่าทิเบตทุกวันนี้มีทุกอย่าง จีนสร้างสาธารณูปโภคทุกอย่างให้ สะดวกสบาย คือมีความเจริญทางวัตถุมาก หากเทียบกับสังคมทิเบตที่อยู่ในเขตปกครองของอินเดีย อย่างลาดัค (Ladak) เมื่อหลายร้อยปีเป็นอย่างไร ก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่

 

แต่สำหรับสังคมทิเบตที่อยู่กับจีน ถือว่าจีนเข้าไปพัฒนาเปลี่ยนแปลงมาก เข้าไปสร้างตึกสูงมากมาย และผลักดักให้คนทิเบตทิ้งถิ่นฐานและวิถีชีวิตที่เป็น herder เลี้ยงสัตว์ตามทุ่งหญ้า ให้อพยพเข้ามาอยู่ในตึกสูงที่จีนสร้างให้ รัฐบาลจีนอ้างว่า ชาวทิเบตทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้ทุ่งหญ้าเสื่อมโทรม จึงต้องให้มีโยกย้ายมาอยู่ในเมือง นี่เป็นนโยบายที่เรียกว่า Eco-resettlement ชาวจีนฮั่นจำนวนมากจาก Chengdu ก็ย้ายมาที่ Xining เหมือนกัน

 

แม้ว่าหลายคนจะชอบชีวิตที่ดีขึ้น หลายคนก็ตั้งคำถามว่านี่คือ นโยบายการกลืนชาติทิเบต เนื่องจากว่า การบังคับย้ายคนทิเบตเข้ามาในเมือง เป็นการทำลายวิถีชีวิตและองค์ความรู้ที่สะสมและถ่ายทอดมาหลายชั่วคนของชาวทิเบตทั้งหมด อาทิ วิถีการเลี้ยงสัตว์และจามรี คนทิเบตต้องละทิ้งวิถีชีวิตนั้น และต้องหางานทำใหม่ แต่แน่นอนว่า การอาศัยอยู่ในเมือง ก็ทำให้เข้าถึงโรงพยาบาล และโรงเรียนได้มากขึ้น ใกล้ขึ้น

 

ผมได้ไปเยือนโรงเรียนแห่งหนึ่งที่เมืองนี้ด้วย ที่โรงเรียนแห่งนี้ ยังมีแบบเรียนที่ใช้สอนเด็กทิเบตในภาษาทิเบตอยู่ แตกต่างจากโรงเรียนที่มณฑลยูนนานซึ่งชาวธิเบตที่นั่น ไม่สามารถพูด อ่าน เขียนภาษาทิเบตได้แล้ว ซึ่งเราก็จะเห็นว่า จีนนั้นใช้นโยบายที่แตกต่างกันในต่างพื้นที่

 

[ห้องเรียนของเด็กทิเบตในโรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองซิหนิง]

[แบบเรียนในภาษทิเบต]

 

 

บทสุดท้าย

คนฮ่องกงประท้วงแล้วเป็นวีรบุรุษ

คนทิเบตและอุยกูร์ประท้วงแล้วเป็นผู้ก่อการร้าย
 

จริงๆ แล้ว “ทิเบต” เป็นชื่อเรียกที่ภายนอกเรียก คนทิเบตเรียกตัวเองว่า “เผอป่ะ” เผอ หมายถึงแผ่นดินทิเบต ปะ คือ คน ทั้งนี้ ผมคิดว่า ความรู้สึกที่เคยเป็นชาติ มีแผ่นดินของตนเองยังคงมีอยู่ของคนทิเบต แต่ก็มีอยู่ในหลายระดับ คือ คนที่อยากให้ทิเบตเป็นประเทศอีกครั้ง และคนที่อยู่กับจีนก็ได้ แต่ขออิสระในการปกครองดูแล และสอนภาษาทิเบตได้หรือไม่

 

ยังมีการแต่งกลอน เขียนบทเพลงในภาษาทิเบต และการจดบันทึกความเป็นมาของชาติพันธุ์ทิเบตอยู่โดยใช้ภาษาทิเบตแท้ๆ แบบไม่เคิบ (ไม่ครึ่งๆ กลางๆ) ไม่เหมือนกับ ภาษากำเมืองเหนือของเรา

 

คนทิเบตยังดำรงความเชื่อทางศาสนาและวัฒนธรรมอยู่ แม้ว่าเหมา เจ๋อ ตุงจะได้ทำลายวัดทิเบตไปมากมายหลายแห่งในยุคปฎิวัติวัฒนธรรม ช่วงปี ค.ศ. 1960 แต่คนทิเบตก็สร้างวัดขึ้นใหม่ ทุกวัดจะติดป้ายบอกถึงปีที่ถูกทำลาย และปีที่วัดนั้นถูกสร้างขึ้นใหม่ คนทิเบตยังคงต่อสู้ต่อไป

 

ช่วงที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า คนฮ่องกงประท้วงแล้วเป็นวีรบุรุษ ในขณะที่คนทิเบตและอุยกูร์ประท้วงต่อสู่มานานแล้ว แต่พวกเขาถูกมองว่าเป็นผู้ก่อการร้าย นี่ก็คือความแตกต่างแม้ว่าจะถูกปกครองโดยจีนเหมือนกัน นี่ก็สะท้อนที่อคติทางเชื้อชาติบางอย่างที่ยังคงมีอยู่มาก

 

อย่างไรก็ดี ผมคิดว่า รัฐบาลจีนเองก็พยายามปรับตัวเหมือนกัน เช่น ที่ว่ามีการผ่อนปรนให้มีการติดรูปขององค์ดาไลลามะที่วัดได้ หรือ ที่ว่าจีนกำลังและได้สร้างเขื่อนกั้นนำ้จำนวนมากมาย แต่ที่ผมเห็นมา ก็มีพื้นที่จำนวนมากติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ มีความพยายามในการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เยอะด้วยเหมือนกันตามหมู่บ้านต่างๆ ผมก็พยายามมองโลกในแง่ดี

 

จากที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ผมจึงเกิดคำถามขึ้นในใจ ว่าสำหรับคนเมืองล้านนานั้น เราจะสร้างอนาคตต่อไปของเราอย่างไร รุ่นลูกหลายของเรายังจะคงพูดกำเมือง หรือยังกินจิ้นลาบอยู่ไหม ผมเองก็ตอบไม่ได้

 

ผมจึงอยากขอสรุปตรงนี้ว่า “ด้วยภูมิลักษณ์ที่ต่างกัน ทิเบตจึงไม่มีจิ้นลาบเหมือนล้านนา สุนทรียภาพการกินเนื้อดำรงอยู่อย่างไร้เครื่องเทศผักกับ แต่สิ่งที่ทิเบตเหมือนกับล้านนาคือความเป็นชาติที่ไร้รัฐ ทิเบตคงมีภาษาที่ยังมีลมหายใจ เขียนประวัติศาตร์ด้วยตัวเอง มีบทเพลงที่ไม่เคิบ ศาสนา วัฒนธรรมที่เป็นตัวของตัวเอง และสำนึกที่จะพิทักษ์ปกป้องแผ่นดินถิ่นเกิดของตน ในฐานะคนล้านนาเราคงต้องถามตัวเองว่า เราจะถักทออนาคตของเราอย่างไร?”

 

[ตึกสูงละลานตาในเมืองซิหนิง]

[ครอบครัวที่ผมเดินทางไปพักด้วย แต่งตัวแบบดั้งเดิมมาลาส่งผมกลับเมืองเชียงใหม่]

[ภาพหญิงสาวอุ้มลูกกลางทุ่งหญ้าที่ราบสูงหิมาลัย]

 

 

--/--/--

 

[1] http://www.portfolios.net/profiles/blogs/incredible-mandalas-created-by-tibetan-monks-3

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
ดูวิธีแบบจีนสไตล์ อยู่และจัดการปัญหาหมอกควัน
 เข้าชม: 24,263 ครั้ง  |   วันที่ : 11 มีนาคม 2559 - 11:15 น.
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 17,719 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.