• 23 สิงหาคม 2562 - 01:56 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

แรงงานข้ามชาติเสนอปฏิรูปประกันสังคมคลุมภาคเกษตร-ทำงานในบ้าน

 วันที่ 18 ธันวาคม 2557 - 18:48 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 3,313 ครั้ง พิมพ์

 

เชียงใหม่/แรงงานข้ามชาติหลายสาขาอาชีพรวมตัวจัดงานวันแรงงานข้ามชาติสากล ชูประเด็นประกันสังคม แจงปัญหานายจ้างบ่ายเบี่ยงไม่นำลูกจ้างเข้าประกันสังคม ลูกจ้างไม่รู้สิทธิประโยชน์ แนะหน่วยงานท้องถิ่นเข้มงวดเรื่องการละเมิดสิทธิแรงงาน พร้อมภาครัฐควรปรับปรุงกฎหมายให



เชียงใหม่/แรงงานข้ามชาติหลายสาขาอาชีพรวมตัวจัดงานวันแรงงานข้ามชาติสากล ชูประเด็นประกันสังคม แจงปัญหานายจ้างบ่ายเบี่ยงไม่นำลูกจ้างเข้าประกันสังคม ลูกจ้างไม่รู้สิทธิประโยชน์ แนะหน่วยงานท้องถิ่นเข้มงวดเรื่องการละเมิดสิทธิแรงงาน พร้อมภาครัฐควรปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับการแรงงานข้ามชาติ

 

เนื่องในวันแรงงานข้ามชาติสากล ที่จัดขึ้นในวันที่ 18 ธันวาคมของทุกปี สำหรับจ.เชียงใหม่ เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านส่งเสริมสิทธิแรงงานข้ามชาติ และกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ร่วมกันจัดงานวันแรงงานข้ามชาติสากล โดยปีนี้ชูหัวข้อประกันสังคม ทั้งนี้ภายในงานประกอบด้วยเวทีสะท้อนปัญหาการเข้าถึงระบบประกันสังคม เวทีหารือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และการยื่นข้อเสนอ ข้อเรียกร้องเพื่อการปฏิรูประบบประกันสังคมต่อภาครัฐ และคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย โดยมีแรงงานข้ามชาติจากหลายสาขาอาชีพเข้าร่วมกิจกรรมอย่างเนืองแน่น

ซีซี แรงงานข้ามชาติจากภาคอุตสาหกรรมในอ.แม่สอด จ.ตาก สะท้อนประสบการณ์ของการใช้ประโยชน์จากประกันสังคมว่า แรงงานในแม่สอดมีทั้งที่ถือหนังสือเดินทาง และเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายซึ่งกรณีหลังไม่สามารถเข้าระบบประกันสังคมอยู่แล้ว แต่โดยภาพรวมคนงานส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าการเข้าประกันสังคมคืออะไร หรือจะได้รับสิทธิประโยชน์อย่างไร

 

จายจาย แรงงานข้ามชาติในภาคเกษตรกรรม ในพื้นที่ ต.โป่งแยง กล่าวว่า แรงงานข้ามชาติในพื้นที่ทั้งที่ถือพาสตปอร์ต บางคนก็มีใบบัตรสี (บัตรประจำตัวบุคคลบนพื้นที่สูง) การใช้บริการรักษาพยาบาลส่วนก็ขึ้นอยู่กับสิทธิของเขามีทั้งประกันสังคม บัตรประกันสุขภาพ (30 บาท) แต่คนนิยมไปคลีนิคมากกว่าเพราะว่ารวดเร็วกว่าบัตรประกันสุขภาพ (30 บาท) และมีประสิทธิภาพมากกว่า อย่างไรก็ตามหลายคนอยากเข้าระบบประกันสังคมแต่นายหน้าไม่พาไปขึ้นทะเบียน

 

จายจาย แรงงานข้ามชาติในภาคก่อสร้าง กล่าวว่า การทำงานของแรงงานในกลุ่มนี้เสี่ยงอันตราย ถึงแม้จะมีประกันสังคมแต่ระยะเวลาในการตรวจ ใช้เวลานานมาก หลายครั้งก็ไม่สามารถใช้สิทธิ เช่น ค่าคลอดบุตร เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่าต้องมีทะเบียนสมรส หรือต้องมีหลักฐานบุคคลที่น่าเชื่อถือในพื้นที่ซึ่งสามารถยืนยันว่าเป็นสามีภรรยากันจริง แต่พอท้ายสุดหาไปทางประกันสังคมก็ขอทะเบียนสมรสอยู่ดี หรือกรณีที่ชื่อในหนังสือเดินทางกับ ทร.38 ไม่ตรงกัน (ทะเบียนราษฎรที่ใช้สำหรับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร) ก็ทำให้ไม่ได้รับสิทธิ

 

“ถึงอย่างไรคิดว่าแรงงานก่อสร้างทุกคนควรอยู่ในระบบประกันสังคม และช่วยผลักดันให้เราได้รับสิทธิประโยชน์ทั้ง 7 กรณี เพราะถ้าเทียบกับบัตรประกันสุขภาพ ถือว่ารวดเร็วกว่า มีการแบ่งประเภทผู้ป่วยอย่างชัดเจน”

 

น้องฝน ตัวแทนแรงงานข้ามชาติในอาชีพแม่บ้าน กล่าวว่า กลุ่มแรงงานแม่บ้านนั้นเห็นความจำเป็นของการเข้าประกันสังคมมาก เพราะแม่บ้านก็เจ็บป่วย และมีสิทธิที่จะท้องเหมือนกัน แต่ประกันสังคมยังไม่ครอบคลุมแรงงานในกลุ่มนี้

 

ด้านนางกาญจนา ดีอุต ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้ของแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ หรือมูลนิธิแมพ กล่าวว่า จากผลการศึกษาภายใต้โครงการกฎหมายไม่กดสิทธิ์ ที่มุ่งศึกษาว่าการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติทำให้คุณภาพชีวิตของตัวแรงงานดีขึ้นหรือไม่ โดยในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับประกันสังคม พบว่าจำนวนแรงงานข้ามชาติที่เข้าถึงประกันสังคมมีจำนวนน้อย เนื่องจากมีข้อจำกัดทั้งสภาพการจ้างงาน และการออกแบบของประกันสังคมที่ไม่สอดคล้องกับแรงงานข้ามชาติ หรือลักษณะการจ้างงานในปัจจุบัน ได้แก่ การระบุให้นายจ้างคือบุคคลที่รับผิดชอบนำแรงงานเข้าสู่ระบบประกันสังคม แต่ในทางปฏิบัติแล้วนายจ้างมันไม่นำแรงงานเข้าประกันสังคม หรือกระบวนการนายหน้า ทำให้นายจ้างที่กำลังอยู่ไม่ตรงกับชื่อนายจ้างในสัญญา ที่สำคัญพบว่าการจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมแพงกว่าการทำประกันสุขภาพ หรือยังไม่มีระบบส่งต่อสิทธิประโยชน์และแรงจูงใจในการทำประกันสังคมก็มีค่อนข้างน้อย รวมถึงแรงงานเกษตรและแรงงานทำงานบ้านไม่สามารถเข้าระบบประกันสังคม

 

ผู้จัดการมูลนิธิแมพ เสนอว่า ประกันสังคมควรจัดทำข้อมูลในภาษาแรงงานข้ามชาติเพื่อให้แรงงานเข้าใจระบบประกันสังคมและสิทธิประโยชน์ต่างๆ รวมทั้งข้อมูลเรื่องแรงงานข้ามชาติจะสามารถเข้าระบบนี้ได้อย่างไร โดยสามารถได้รับความร่วมมือจากองค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อการเข้าถึงชุมชนแรงงาน นอกจากนี้ควรขจัดขบวนการแรงงานนายหน้าที่เข้ามาแสวงหาประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติ และทำให้เกิดการขึ้นทะเบียนแรงงานโดยไม่มีกิจการจริง จึงไม่นำลูกจ้างไปขึ้นทะเบียนกับสำนักประกันสังคม บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

 

ด้านนายธาตรี วีรเดชะ นิติกรชำนาญการ สำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่ ชี้แจงว่า การเข้าสู่ประกันสังคมอย่างแรกคือต้องพิสูจน์สัญชาติก่อนเพราะมันมีผลผูกพันธ์สิทธิประโยชน์กับทายาท ตัวแรงงานอาจมีความเข้าใจผิดในเรื่องการเสียเงินบางส่วนในการเข้าสู่ระบบประกันสังคม หรือต้องใช้ระยะในการจะได้รับสิทธินั้นก็เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกันต่อไป สำหรับเรื่องสิทธิประโยชน์สำนักงานประกันสังคมมีสองกองทุนในการดูแล อาจจะติดปัญหาเรื่องชราภาพ หรือบำนาญซึ่งจะได้รับตอนอายุ 55 ปี ส่วนกรณีคลอดบุตรการมีหรือไม่มีทะเบียนสมรสนั้นไม่ใช่เงื่อนไขในการเบิกจ่าย

 

“กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงอย่างแรงงานก่อสร้าง ควรจะเข้าสู่ระบบประกันสังคม ให้คุยกันในเบื้องต้นก่อน หากไม่ประสบความสำเร็จให้ติดต่อสปส.เพื่อไปพูดคุยกับนายจ้าง” ตัวแทนสำนักงานประกันสังคมเชียงใหม่ กล่าวย้ำ

 

นายวินัย ทองอุบล หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองคนหางานและการทำงานของคนต่างด้าว สำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงใหม่ กระบวนการขึ้นทะเบียนประกันสังคมไม่ได้อยู่ในกฎหมายที่สำนักจัดหางานดูแล หากกระบวนการขอใบอนุญาตทำงานสามารถขึ้นทะเบียนประกันสังคมไปพร้อมกันเลยน่าจะช่วยคุ้มครองแรงงานข้ามชาติได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

 

ขณะที่นายบัณฑิต แป้นวิเศษ ที่ปรึกษาอนุกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายประกันสังคม กล่าวว่า สถานการณ์ในปัจจุบันมีการจัดตั้งคณะทำงานประกันสังคมของคนทำงาน ด้วยเหตุที่กฎหมายให้การคุ้มครองแรงงานทุกคนว่าไม่ว่าจะเป็นชาติไหน แต่ทุกวันนี้ยังมีข้อยกเว้นกับคนทำงานบ้าน ประมง ภาคเกษตร สำหรับกรณีแรงงานข้ามชาติที่เข้าเมืองมาอย่างถูกกฎหมายโดยหลักการแล้วประกันสังคมต้องนำทุกคนเข้าสู่การคุ้มครองของประกันสังคม แต่ปัญหาคลาสสิคคือนายจ้างไม่ยอมนำส่ง ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับนิยามของคำว่า “ลูกจ้าง”

 

อย่างไรก็ดีความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนกฎหมายพบว่ากระทรวงแรงงานได้พยายามนำเนื้อหากฎหมายของประชาชนเข้าไปพิจารณา ทำให้เกิดการปรับแก้หลายส่วน โดยนิยามของลูกจ้างได้มีการเสนอให้ครอบคลุมลูกจ้างทุกคน

 

นายบัณฑิต กล่าวอีกว่า กรณีแรงงานข้ามชาติหลายเครือข่ายเรียกร้องมาตลอดให้ประกันสังคมสอดคล้องกับแรงงานข้ามชาติบนมิติของอาเซียน พบว่าปัญหาสำคัญคือนายจ้างไม่ยอมนำลูกจ้างเข้าระบบประกันสังคม หรือให้ข้อมูลไม่ชัดเจนถึง 7 สิทธิประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่องการประกันว่างงาน ชราภาพ คลอดบุตร และสงเคราะห์บุตร ทำให้ลูกจ้างไม่เข้าใจหรือไม่เห็นความสำคัญของประกันสังคม อย่างไรก็ตามสิทธิประโยชน์อย่างชราภาพ ที่กำหนดให้รับได้เมื่ออายุ 55 ปีนั้น เป็นเรื่องคาใจลูกจ้างโดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติมาก เพราะแรงงานข้ามชาติเมื่อครบ 4 ปีก็ต้องกลับประเทศต้นทาง แต่การจะได้รับต้องครบ ซึ่งเรื่องนี้มีความพยายามที่จะแก้ไขกันอยู่ในขณะนี้ของชั้นกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อาจเป็นรูปแบบในของบำเหน็ดแทนเงินบำนาญ  หรือกรณีผู้ประกันตนมีการเสนอเรื่องสงเคราะห์บุตรที่ให้สิทธิดูแล 6 ปี แต่ตัวแรงงานข้ามชาติอยู่ได้เพียง 4 ปี หรือยกเลิกการจำกัดจำนวนบุตรไว้ที่ 2 คน เป็นต้น

 

"โดยภาพรวมการขับเคลื่อนการแก้ไขกฎหมายในสนช. คิดว่ากว่า 70% ลูกจ้างได้ประโยชน์ แต่ปัญหาใหญ่คือ จะทำอย่างไรให้นายจ้างนำลูกจ้างเข้าสู่ระบบ” นายบัณฑิต กล่าว

 

นายศราวุฒิ ประทุมราช ตัวแทนประธานอนุการว่าด้วยสิทธิมนุษยชนอาเซียน คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) กล่าวว่า คปก.เคยเสนอความเห็นต่อเรื่องร่างกฎหมายประกันสังคมที่ภาคประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมายไปแล้ว โดยนิยามของคำว่าลูกจ้างในกฎหมายประกันสังคม ยังจำกัดวงอยู่แค่ลูกจ้างในสัญญาแรงงานเท่านั้น ทั้งที่เมืองไทยมีความพยายามจะคุ้มครองแรงงานนอกระบบที่ไม่เข้าข่ายสัญญาจ้างแรงงาน ตัวกฎหมายประกันสังคมก็ควรขยายความคุ้มครองมาถึงลูกจ้างกลุ่มนี้ด้วย

 

นอกเหนือจากการจัดเสวนาแล้วกิจกรรมในวันแรงงานข้ามชาติสากลยังประกอบด้วยการยื่นหนังสือต่อภาครัฐ ซึ่งตัวแทนแรงงานข้ามชาติประมาณ 30 คนได้เดินทางไปยังศาลากลางจ.เชียงใหม่ และยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดผ่านทางศูนย์ดำรงธรรมในเวลาประมาณ 11:00 น. โดยข้อเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาของแรงงานข้ามชาติ เพื่อการปฏิรูประบบประกันสังคมต่อภาครัฐ และคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย มีสาระสำคัญ ดังนี้ 

 

หนึ่ง ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่มีแนวทางการดำเนินการอย่างชัดเจนและเข้มงวด เพื่อขจัดขบวนการนายหน้าที่เข้ามาแสวงหาประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติ ในการขึ้นทะเบียนแรงงานโดยไม่มีกิจการจริง เพื่อแก้ไขปัญหา ลูกจ้างไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคม ทำให้แรงงานข้ามชาติเหล่านี้เสียโอกาสในการเข้าสู่ระบบประกันสังคม

 

สอง ขอให้เข้มงวดต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามชาติ โดยเน้นย้ำให้ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ และต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการดำเนินการเพื่อให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายทั้งการส่งเสริมสิทธิแรงงาน การนำแรงงานเข้าสู่ระบบประกันสังคม และให้มีการประสานงานระหว่างหน่วยงานในการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาของแรงงานข้ามชาติ

 

สาม ขอให้จังหวัดเชียงใหม่สร้างกระบวนการในการตรวจสอบการแก้ไขปัญหาของแรงงานข้ามชาติในระดับจังหวัด โดยการจัดตั้งคณะอนุกรรมการ หรือคณะกรรมการในระดับจังหวัด โดยคณะอนุกรรมการหรือคณะกรรมการชุดดังกล่าวต้องมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ องค์กรภาคประชาชสังคม นักวิชาการ ตัวแทนแรงงานข้ามชาติ องค์กรแรงงานในพื้นที่ รวมถึงตัวแทนของนายจ้างด้วย

 

สำหรับข้อเสนอต่อคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้แก่ หนึ่ง ขอให้คปก.ดำเนินการ แก้ไขปัญหากฎหมายประกันสังคมให้ครอบคลุมแรงงานในทุกภาคของการผลิต เนื่องจากกฎหมายในปัจจุบันยังมีข้อยกเว้น ส่งผลให้แรงงานในภาคเกษตรกรรม และแรงงานทำงานบ้านไม่สามารถเข้าสู่ระบบประกันสังคมได้ สอง ให้คปก.ดำเนินการแก้ไขกฎระเบียบ หรือเงื่อนไขต่างๆ เพื่อให้แรงงานข้ามชาติสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทั้ง 7 กรณี ได้อย่างครบถ้วนและเท่าเทียม

 

อนึ่ง องค์กรที่เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านส่งเสริมสิทธิแรงงานข้ามชาติ และกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ที่ร่วมจัดงานในวันนี้ ประกอบด้วย กลุ่มแรงงานสามัคคี สหพันธ์คนงานข้ามชาติ มูลนิธิเพื่อพัฒนาสุขภาพและการเรียนรู้ของแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ Shan Youth Power มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา เครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เครือข่ายปฏิบัติการสตรีไทใหญ่ และมูลนิธิส่งเสริมโอกาสผู้หญิง.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 17,964 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.