• 18 ธันวาคม 2560 - 12:11 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

ผุดไอเดียฟื้นฟูคลองแม่ข่ารอบใหม่ประสานชลประทาน “สูบน้ำปิง ปิดประตูระบายน้ำ” เจือจางน้ำเสีย

 วันที่ 19 ธันวาคม 2557 - 19:27 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,753 ครั้ง พิมพ์

 

เปิดแผนฟื้นฟูคลองแม่ข่ารอบใหม่ รับฤดูกาลท่องเที่ยวเชียงใหม่ช่วงเหมันต์ฤดู ผ่านแนวทาง“สูบน้ำปิง ปิดประตูระบายน้ำ” รวมถึงเก็บขยะปรับภูมิทัศน์สองข้างทาง ลดปัญหากลิ่นเหม็น-ทัศนอุจาด ด้านชุมชนริมคลองย้ำความสำเร็จอยู่ที่ความต่อเนื่อง

 

 

เชียงใหม่/วันนี้ (19 ธ.ค.57)  เวลาประมาณ 09:00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เทศบาลนครเชียงใหม่ร่วมกับทางสำนักงานจังหวัดได้ลงเรือสำรวจผลงานจากแผนการฟื้นฟูคลองแม่ข่าโดยการสูบน้ำปิงและปิดประตูระบายน้ำบริเวณถนนท่าแพเพื่อให้น้ำปริ่มคลองเพื่อลดมลภาวะทางกลิ่น และการเน่าเหม็น โดยส่วนใหญ่พอใจกับแผนการฟื้นฟูครั้งนี้ เนื่องจากเป็นจุดเริ่มต้นที่จะพัฒนาคลองแม่ข่าในระยะยาว

 

 

 

 

วีดีโอสำรวจคลองแม่ข่าบริเวณชุมชนชมพูช้างม่อย ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

 

 

ดร.วสันต์ จอมภักดี โครงการวิศกรรมเพื่อชุมชนและการพัฒนาที่ยั่งยืน ผู้เสนอแผนฟื้นฟูคลองแม่ข่าเข้าไปสู่เทศบาลและสำนักงานจังหวัดฯ กล่าวว่า แผนฟื้นฟูคลองแม่ข่าครั้งนี้เป็นการแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานของโครงสร้างและอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้ว คือ การเติมน้ำดีเข้าไป เพราะน้ำดีเดิมของคลองแม่ข่าที่มาจากธรรมชาติถูกตัดขาดไปหมดแล้ว ฉะนั้นเพื่อให้ระบบธรรมชาติสามารถอยู่ได้ จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีเข้ามาเสริมช่วย

 

 

“ในฤดูฝนจะเอาน้ำดีมาจากคลองชลประทาน อันนี้ใช้ระบบที่สูงลงมาสู่ที่ต่ำ ไม่ต้องใช้พลังงาน โดยจะนำน้ำจากคลองชลฯ ผันลงคลองแม่ข่าผ่านเส้นทางชลประทานที่เดิมจ่ายมาเพื่อการเกษตร แต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นการเกษตร โดยจุดใหญ่ของทางส่งน้ำอยู่ที่ห้วยแม่หยวก (บริเวณต.ช้างเผือก: ประชาธรรม) ซึ่งจะรับน้ำมาจากอ่างเก็บน้ำแม่หยวก โดยขอให้ชลประทานปล่อยน้ำลงอ่างเก็บน้ำเพื่อล้นมาสู่คลองแม่ข่า ซึ่งเราได้ทดลองใช้ในช่วงฤดูฝนประมาณเดือนกันยายนที่ผ่านมา ปรากฎว่าได้ผลดีมาก"

 

 

ดร.วสันต์ ขยายความว่า ในช่วงเดือนธันวาคมจะไม่มีน้ำจากชลประทาน เพราะต้องนำน้ำไปใช้เพื่อการเกษตร จึงเปลี่ยนไปใช้วิธีให้เทศบาลนครเชียงใหม่ใช้ระบบเครื่องสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่มีอยู่แล้ว สูบน้ำปิงบริเวณสะพานรัตนโกสินทร์มาใส่คลองแม่ข่าบริเวณหมู่บ้านอุ่นอารี ซึ่งระบบนี้เดิมมีอยู่แต่ไม่ได้ใช้อย่างต่อเนื่อง จึงออกแบบให้ช่วงเดือนธันวาคม มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม และเมษายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูการท่องเที่ยว และเป็นช่วงที่คลองแม่ข่าสกปรกที่สุด เนื่องจากไม่มีน้ำดีเข้ามาเสริม มีแต่น้ำทิ้งซึ่งมีความเข้มข้นของมลภาวะสูง จนส่งกลิ่นเหม็น”

 

 

“เพื่อที่จะประหยัดพลังงาน เราจะไม่สูบแล้วปล่อยผ่านทิ้งไปอย่างที่ผ่านมา แต่จะใช้ประตูน้ำที่มีอยู่แล้วเป็นระยะๆ ปิดเพื่อกักน้ำไว้ให้ปริ่มตลิ่ง แม่ข่าก็จะกลายเป็นที่เก็บน้ำไว้ได้ด้วยตัวมันเอง ส่วนน้ำจะมีการเปลี่ยนทุกสัปดาห์ และจะติดตามดูคุณภาพน้ำ ถ้าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนก็จะสูบน้ำเข้ามาเป็นระยะ ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่จะลงมือเพื่อเก็บเป็นสถิติว่าจะต้องใช้ต้นทุนประมาณเท่าไหร่”

 

ดร.วสันต์ กล่าวอีกว่า ทางคณะฯได้ไอเดียมาจากคูเมืองเชียงใหม่ที่สูบน้ำมาเก็บกักไว้ พอเริ่มเสื่อมคุณภาพก็เปลี่ยนใหม่ แต่ไม่ได้ปล่อยให้เน่าแล้วปล่อยทิ้ง เพราะจะยิ่งสร้างปัญหา แต่จะเก็บไว้ในระดับที่คุณภาพน้ำยังไม่เสื่อม แล้วปล่อยทิ้งไป และในระหว่างที่น้ำปริ่ม ทางเทศบาลนครเชียงใหม่ก็จะจัดทีมทำความสะอาดเก็บขยะในคลอง ร่วมถึงพัฒนาข้างคลองให้สามารถเดินหรือปั่นจักรยานได้โดยปราศจากมลภาวะทางกลิ่น

 

 

“หากทำจริงจังต่อเนื่องไป เชื่อว่าภายในปี 58 น้ำแม่ข่าจะไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่มีพิษ ไม่มียุง ไม่มีทัศนอุจาด ไม่มีสิ่งโสโครก สามารถเดิน และปั่นจักรยานได้ ส่วนเรื่องที่จะบูรณะให้มันสวยงามมากขึ้น หรือสร้างใหม่เพิ่มก็ค่อยมาว่ากันต่อ” ดร.วสันต์ กล่าว

 

 

ด้านนายไพศาล สุรธรรมวิทย์ เลขานุการนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ กล่าวถึงงบประมาณในการดูแลคลองแม่ข่าส่วนใหญ่ใช้งบผูกพันที่มีทุกปี ซึ่งในแต่ละปีทางเทศบาลฯก็จะจัดงบจำนวนหนึ่งไว้สำหรับดูแล แต่ปัญหาของคลองแม่ข่ามีเป็นจำนวนมากจึงทำให้บางครั้งดูแลจัดการปัญหาได้ไม่หมด นอกจากนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการดูแลจัดการคลองโดยตรงไม่มี เดิมเป็นของกรมเจ้าท่าฯ แต่กรมเจ้าท่าฯดูแลไม่ไหว จึงยกให้ท้องถิ่นดูแล พอมาอยู่ที่เทศบาลฯ ปัญหามันมากกว่าเดิม เพราะเมืองมันขยายมากขึ้น และคนเข้ามาบริหารก็บริหารไม่ต่อเนื่อง หมดสี่ปีก็เลือกตั้งเปลื่ยนทีมบริหารใหม่

 

 

นายไพศาล กล่าวว่า ช่วงหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ปิดประตูน้ำบริเวณคลองแม่ข่าถนนท่าแพ เพื่อจะเก็บน้ำไว้ โดยเปิดประตูน้ำระบายไว้ประมาณ 6 นิ้ว สองบาน เพื่อไม่ให้น้ำฝั่งอีกฝั่งประตูแห้ง ซึ่งจะทำให้เกิดกลิ่นเหม็น การดำเนินการใช้ระยะเวลาสูบน้ำประมาณสองวัน เฉลี่ยปริมาณวันละประมาณเกือบ 2 ล้านลิตร โดยอัตราการสูบน้ำอยู่ที่หนึ่งล้านลิตรต่อสองชั่วโมง ค่าใช้จ่ายตกอยู่ที่ 260 บาทต่อชั่วโมง เพราะฉะนั้นในอนาคตเราจะรู้แล้วว่าต้นทุนอยู่ที่เท่าไหร่ อย่างไรก็ตามหลังสูบน้ำเข้ามาแล้วจะต้องทำความสะอาดเก็บขยะควบคู่ไปด้วย เมื่อผ่านไประยะหนึ่งจนอยู่ตัวอาจไม่ต้องสูบน้ำเข้าเท่าจำนวนเดิม เพียงแค่สองชั่วโมงก็พอแล้ว

 

 

“ที่ผ่านมาเราสูบน้ำมาใส่ แล้วปล่อยทิ้งอย่างเดียว ซึ่งนอกจากจะไม่คุ้มกับงบประมาณที่เสียไปแล้ว เมื่อน้ำไหลผ่านไปก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีก ตอนนี้ทางฝ่ายบริหารกำลังพิจารณาเรื่องหาคน หรือตั้งหน่วยงานมาดูแลคลองแม่ข่าโดยตรง เพื่อทำให้เกิดการดูแลด้านความสะอาดและพัฒนาสองข้างทางได้อย่างต่อเนื่อง” นายไพศาล กล่าวสรุป

 

 

ขณะที่นายมนูญ ไทยนุรักษ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรชุมชนเมืองเชียงใหม่ ตั้งข้อสังเกตว่า สำหรับตนแล้วการฟื้นฟูคลองแม่ข่าไม่อยากให้เป็นแบบชั่วครั้งชั่วคราวเหมือนที่ผ่านมา คือ ไปขอชลประทานช่วยทำแบบชั่วคราวเท่านั้น แผนต่อไปจะทำอย่างไรก็ไม่เห็น จากประสบการณ์ที่พบมาชลประทานก็ไม่ค่อยจะมีน้ำ ฉะนั้นตนจึงเห็นว่าควรเริ่มหันกลับมาเพิ่งต้นทุนน้ำที่มีอยู่ เนื่องจากการดึงน้ำมามีต้นทุน และไม่ยั่งยืน ซ้ำยังเป็นการไปดึงน้ำจากภาคเกษตร อาจส่งผลให้เกิดปัญหาหรือสร้างปัญหาในจุดอื่นๆ ก็เป็นได้

 

 

“ถ้าใช้แผนบำบัดน้ำในครัวเรือน ก่อนปล่อยลงคลองแม่ข่า น้ำมันจะมีตลอดปี และต้นทุนของการบริหารจัดการ และไม่ต้องไปพึ่งน้ำจากแหล่งอื่น ต้องมองความจริงที่ว่าทุกวันนี้คลองแม่ข่ากลายเป็นที่รับน้ำเสียของเมืองไปแล้ว”

 

 

“แผนการดังกล่าวถือว่าดีในแง่ของการปลุกกระแสเพื่อฟื้นฟูคลองแม่ข่า เป็นการเลี้ยงกระแสต่อจากกลุ่มงานที่เคยพยายามทำมาในอดีต ส่วนเรื่องที่ว่าจะได้ผลไหม จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเห็นว่าถ้าขาดความต่อเนื่อง ขาดงบ ก็คงไปไม่รอด เท่าที่สอบถามดูก็เห็นว่ายังไม่มีงบต่อเนื่อง ที่สำคัญท้องถิ่นยังไม่ให้ความสำคัญกับตรงนี้เท่าที่ควร มีแต่กลุ่มงานเอกชน กลุ่มอาสาสมัครมาทำ ซึ่งก็ทำอะไรได้ไม่มาก”

 

 

ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรชุมชนเมืองเชียงใหม่ ทิ้งท้ายว่า สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือต้องดึงชาวบ้าน โดยเฉพาะที่อยู่ริมคลองแม่ข่ามาร่วมด้วย โดยเริ่มจากทำเข้าใจการอยู่อาศัยซึ่งกันและกันระหว่างคนกับคลอง ส่วนนี้ทางเครือข่ายชุมชนเมืองฯ ก็พยายามดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะการกระจายข่าวเมื่อมีโครงการต่างๆเกี่ยวกับคลองแม่ข่าอยู่เสมอ แต่สิ่งที่ชาวบ้านตอบกลับมาส่วนใหญ่ คือมักจะบอกว่าไม่ต้องไปสนใจ แก้มา 20-30 ปีก็ไม่มีอะไรดีขึ้น

 

 

“ด้วยความคิดของชาวบ้านแบบ มันทำให้เราเห็นว่าต้องเข้าไปคุยกับชุมชนเพื่อทำความเข้าใจด้วย ถ้าขาดส่วนนี้ไป ผมเชื่อว่าจะสำเร็จยาก ส่วนของชุมชนที่อยู่ริมคลองผมว่าคุยง่าย แต่ถ้าร้านค้า ตลาดผู้ประกอบการอาจจะต้องใช้หน่วยงานของรัฐ”.

 

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,923 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.