• 23 พฤศจิกายน 2560 - 17:54 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

สัมภาษณ์: มองหกเดือนรัฐประหารกับนักวิชาการไทยในต่างแดน 4

 วันที่ 25 ธันวาคม 2557 - 12:34 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,685 ครั้ง พิมพ์

 

กองบรรณาธิการสำนักข่าวประชาธรรม ชวนผู้รับข้อมูลข่าวสารติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ชุด นักวิชาการไทยในต่างแดน เพื่อสะท้อนย้อนคิดต่อผลพวงหลังรัฐประหารที่ผ่านมาซึ่งหวังว่าจะผ่านไปในเร็ววัน ทีมงานประชาธรรมขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดงานชุดนี้



อรัญญา ศิริผล  คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ปัจจุบันเป็น Visiting Scholar ภายใต้ทุน Harvard-Yenching Institute ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา

 

มองหกเดือนที่ผ่านมาหลังรัฐประหาร และประเทศไทยในปีหน้าอย่างไร

           

การทำงานของรัฐบาลทหารเน้น “สั่งการ” แบบบนลงล่าง “ไม่ติดตาม” จะทำให้เกิดปัญหาความรุนแรงตามมาในอนาคต เช่น คำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 และ 66/2557 เรื่องการปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ ทวงคืนผืนป่า และ การจัดทำแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้การบุกรุกที่ดินของรัฐและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน 

ภาพประกอบจากประชาไท http://www.prachatai.com/journal/2014/12/57041

 

การสั่งการนี้ แม้ว่าเจตนาจับกุมกลุ่มนายทุนรุกป่า (ซึ่งระบุในข่าวที่หน่วยงานรัฐรายงานว่า มีผลงานทวงคืนป่าได้หลายหมื่นไร่จากกลุ่มนายทุนสวนยาง สวนปาล์มรุกป่า) แต่การสั่งการจากบนลงล่างเหมารวมทำทั้งประเทศโดยที่ไม่พิจารณาบริบทปัญหาบางพื้นที่ ไม่ดูว่ามีฐานปัญหารากเหง้ามาจากความสับสนของกฎหมายหลายฉบับ (เช่น เรื่อง ปัญหาการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตลุ่มน้ำฯ ทับซ้อนกับเขตชุมชนที่เข้ามาอยู่ก่อนหน้า) อีกทั้งมีการเลือกปฏิบัติที่ระดับปฏิบัติงานกลับใช้คำสั่งนี้จับกุมกลุ่มรายย่อยมากกว่า วิธีการเช่นนี้ทำให้ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยในหลายพื้นที่เดือดร้อนจากการสั่งการดังกล่าว เพราะหน่วยงานระดับพื้นที่ไม่ได้แยกแยะประเภทของปัญหาและกลุ่มคนที่เข้าใช้พื้นที่ป่าและที่ดินเขตรัฐ จากข้อมูลของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ก็ชี้ให้เห็นชัดว่า เจ้าหน้าที่รัฐเตรียมดำเนินคดีกว่า 500 คดีในภาคอีสานและภาคเหนือ แต่ในจำนวนนี้ พีมูฟ เชื่อว่า 80 % ไม่ใช่นายทุนผู้บุกรุกป่ารายใหญ่และไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้าไม้ แต่เป็นกลุ่มชาวบ้านกว่า 1,700 ครัวเรือนที่ถูกเรียกรายงานตัวเพื่อยึดคืนพื้นที่ และคนเหล่านี้จะไม่มีโอกาสผ่านกระบวนการพิสูจน์สิทธินำเสนอข้อมูล เพราะอยู่ภายใต้การใช้กฎอัยการศึก

 

 

อันที่จริงปัญหาป่าไม้ที่ดินเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน ซึ่งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ไม่เคยแก้ปัญหาได้ แต่อย่างน้อยสมัยรัฐบาลเลือกตั้ง ชาวบ้านชุมชนก็ยังสามารถร้องเรียน ประท้วง เดินขบวน หรือจัดเวทีเสวนาที่บอกกล่าวปัญหาสามารถผลักดันเกิดการแก้ไขไปได้บ้าง แต่ภายใต้รัฐบาลทหารกับการใช้กฎอัยการศึก เพียงแค่รวมตัวเดินรณรงค์ให้รัฐบาลทหารเข้าใจความเดือดร้อน แกนนำชาวบ้านก็ถูกจับกุมเสียแล้ว

 

อีกตัวอย่าง การสั่งการแบบทหาร จากบนลงล่าง ไม่ติดตาม ภายใต้การใช้กฎอัยการศึกนำไปสู่การระเบิดของสังคมได้ง่าย เช่น คำสั่งห้ามการชุมนุมประท้วง เคลื่อนไหวทางการเมือง เมื่อสั่งการไปแล้ว หน่วยปฏิบัติในพื้นที่เกิดความงุนงง แยกแยกไม่ได้ ว่าอะไรเป็นประเด็นเคลื่อนไหวชุมนุมประท้วงทางการเมือง หรือ เรื่องทั่วๆ ไป ทำให้หน่วยปฏิบัติแก้ปัญหาง่ายๆ ด้วยการห้ามไม่ต้องมีการจัดงานอะไรทั้งสิ้น หรือหากจัดต้องไปผ่านการขออนุญาตที่ต้องใช้เวลา ทำให้สังคมมองว่า บางเรื่องเป็นเรื่องไร้สาระมาก เข้าใจไม่ได้ เช่น ในเขตรั้วมหาวิทยาลัยสะท้อนได้ชัดเจนต่อเรื่องนี้ เพราะแม้กระทั่งการตัดสินใจรณรงค์เรื่องง่ายๆ เป็นประโยชน์ เช่น เดินรณรงค์เก็บขยะ รักษาความสะอาด รักสุขภาพ กลายเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ หรือถูกสั่งห้าม เพราะความกลัวของหน่วยปฏิบัติว่า อาจจะมีปัญหากับผู้บังคับบัญชาข้างบน หากการจัดรณรงค์เหล่านั้นมีปัญหามวลชนเกิดขึ้น

ภาพข่าวจากมติชนออนไลน์

อีกประเด็นที่น่าเป็นห่วง ได้แก่ บทบาทของหนังสือพิมพ์ในปัจจุบันที่ไม่สามารถทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาร เป็นที่พึ่งให้กับประชาชนในยามนี้ได้  นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ปัจจุบันทำข่าวกันแบบง่ายๆ เน้นข่าวตามกระแส ป้อนคำถามสัมภาษณ์แหล่งข่าวรายวัน มากกว่าที่จะนำเสนอ “ข่าวสืบสวนสอบสวน” ขุดคุ้ย สืบค้นเรื่องราว ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับประชาชน เช่น ข่าวคอรัปชั่น หรือ ข้อมูลชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากคำสั่ง 64/2557, 66/2557 หากนักข่าวตามทำข่าวสืบสวนสอบสวน ตามเจาะข่าวในพื้นที่ มีหลากหลายแหล่งข่าว ไม่เน้นข้อมูลจากหน่วยงานรัฐเพียงด้านเดียว ก็จะพบว่าปัญหาความเดือดร้อนในพื้นที่มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนอย่างไร ใครอยู่เบื้องหลัง ตัวเลขของใครถูกต้อง มีการประโคมข่าว หรือการเลือกปฏิบัติหรือไม่ อย่างไร  ซึ่งจะช่วยให้ความกระจ่างกับสาธารณชนได้มากกว่าที่จะรอรับข่าวจากเจ้าหน้าที่รัฐแถลงข่าวเพียงฝ่ายเดียว

 

ตัวอย่างในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่อาจช่วยทำให้เห็นได้บ้างว่า แม้จีนอยู่ภายใต้ระบบคอมมิวนิสต์ แต่ปัจจุบันบทบาทสื่อเปิดกว้างมากขึ้น พอที่จะเป็นปากเสียงให้กับชาวบ้านเป็นที่พึ่งให้สาธารณชนได้ไม่น้อย มีข้อมูลจากนักวิชาการด้านสื่อในประเทศจีนระบุว่า สื่อหนังสือพิมพ์ทั้งออนไลน์และฉบับพิมพ์ปัจจุบันช่วยทำหน้าที่ตรวจสอบความไม่เป็นธรรมในสังคมจีนได้มากขึ้น ดัชนีชี้วัดก็อย่างเช่น การรายงานข่าวการคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐทั้งในระดับสูงและระดับท้องถิ่นเริ่มมีมากขึ้น การขุดคุ้ยปัญหาผู้ประกอบการเอาเปรียบชาวบ้าน การนำเสนอข่าวชาวบ้านถูกไล่ที่เพราะรัฐท้องถิ่นใช้อำนาจและกฎหมายบังคับไล่รื้อบ้าน/ที่ดินโดยอ้างประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจ มีมากขึ้นด้วยเช่นกัน. 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

สัมภาษณ์: มองหกเดือนรัฐประหารกับนักวิชาการไทยในต่างแดน 3 บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

สัมภาษณ์: มองหกเดือนรัฐประหารกับนักวิชาการไทยในต่างแดน 2  ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี 

สัมภาษณ์: มองหกเดือนรัฐประหารกับนักวิชาการไทยในต่างแดน 1 ยุกติ มุกดาวิจิตร

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,865 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.