• 29 มีนาคม 2563 - 00:34 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

คนต่อสู้ทางการเมืองผ่าน “โลกออนไลน์” มากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา

 วันที่ 25 ธันวาคม 2557 - 16:50 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 3,375 ครั้ง พิมพ์

 

25 ธันวาคม 2557

 

แปลและเรียบเรียงโดย สิริลักษณ์ ศรีประสิทธิ์

 

จาก (บางส่วน) Many in Emerging and Developing Nations Disconnected from Politics

(December 18, 2014). Pew Research Global Attitudes Project

www.pewglobal.org/2014/12/18/many-in-emerging-and-developing-nations-disconnected-from-politics/

 

 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนสำคัญๆ ได้ก่อตัวและปะทุขึ้นในหลายประเทศกำลังพัฒนา บางกลุ่มยังคงเคลื่อนไหวอยู่ บางขบวนนั้นถึงขั้นโค่นล้มอำนาจเก่าไปได้เลยทีเดียว อาทิ ในตูนิเซีย อียิปต์ ตุรกี ยูเครน บราซิล ไทย และในอีกหลายประเทศ นอกจากนี้ ผู้ชุมนุมประท้วงหลายล้านคน นักกิจกรรมเคลื่อนไหวเหล่านี ยังได้คิดค้นเครื่องมือและรูปแบบของการมีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านโลกออนไลน์ขึ้นอีกด้วย

 

อย่างไรก็ดี จากผลสำรวจของ Pew Research Center องค์กรวิจัยอิสระของสหรัฐอเมริกา (ในช่วงวันที่ 17 มีนาคม ถึง 5 มิถุนายน 2557) ในจำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 37,620 คน พบว่า คนส่วนใหญ่ในประเทศดังกล่าวข้างต้นนั้น ยังคงใช้ชีวิตห่างไกลจากการเมือง และความเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่มาก แม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง แต่นอกเหนือจากการไปหย่อนใบเลือกตั้งแล้ว การมีส่วนร่วมทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ ประชาชนส่วนใหญ่กลับไม่ได้มีส่วนร่วมมากนั้น

 

ใน 33 กลุ่มประเทศทั่วโลก ที่ทำการสำรวจ พบว่า ค่ามัธยฐานอยู่ที่ร้อยละ 15 ของผู้ตอบแบบสอบถาม เคยไปร่วมในการประท้วงทางการเมือง และค่ามัธยฐานอยู่ที่ร้อยละ 9 สำหรับผู้ที่เคยเข้าชื่อในการรณรงค์ทางการเมือง (sign a petition) แต่จากการสำรวจ ยังพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่นั้นไม่เคย และแสดงความประสงค์ที่จะไม่มีส่วนร่วมทางการเมืองไม่ว่าจะในรูปแบบใด หรือเมื่ดใดก็ตาม

 

จริงๆ แล้ว การมีส่วนร่วมการเมืองน้ันแตกต่างกันไปตามลักษณะของกลุ่มประชากรที่แตกต่าง ทั้งเพศ อายุ ระดับการศึกษา ความเชื่อมั่นต่อระบบทางการเมือง หรือต่อรัฐบาล และโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี หรืออินเตอร์เน็ตฯลฯ ด้วย อาทิ กลุ่มคนที่มีส่วนร่วมการเมืองบ่อยครั้ง มักจะเป็นกลุ่มคนที่มีการศึกษาและมีฐานะทางการเงินดี, ส่วนกลุ่มคนที่อายุมากมักจะไปเลือกตั้ง แต่คนหนุ่มสาวมักจะมีส่วนร่วมในรูปแบบอื่นๆ รวมถึงการมีส่วนร่วมผ่านโลกออนไลน์ เป็นต้น แม้ว่าคนส่วนใหญ่โดยรวมมักไม่นิยมโพสต์ข่าวสาร ข้อความ หรือความคิดเห็นทางการเมืองใดๆ ออนไลน์ แต่พฤติกรรมเหล่านี้กลับเป็นเรื่องปกติธรรมดาของกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม ในช่วงอายุระหว่าง 18-29 ปี

 

จากผลการสำรวจ พบว่า ประชาชนคิดว่า “การไปเลือกตั้ง” ถือว่าเป็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่มีประโยชน์มากที่สุด มากกว่าการเดินประท้วง รณรงค์ หรือการเป็นสมาชิกองค์กรหรือพรรคการเมืองต่างๆ โดยค่ามัธยฐานอยู่ที่ร้อยละ 75 ของผู้ตอบแบบสอบถามที่เห็นว่าการไปเลือกตั้งเป็นรูปแบบที่มีประสิทธิภาพในการแทรกแซงการตัดสินใจของรัฐบาล แต่สำหรับคนหนุ่มสาวแล้ว พวกเขาเห็นว่า “การเดินประท้วง” ถือเป็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพในการแทรกแซงกดดันรัฐบาล

 

แต่โดยรวมแล้ว หากไม่รวมการออกไปสิทธิ์เลือกตั้ง ประชาชนในแถบตะวันออกกลางมีส่วนร่วมทางการเมืองมากที่สุดหากเทียบกับประชาชนในทวีปต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอียิปต์ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่ชาวอียิปต์ออกไปเดินประท้วงขับไล่ผู้นำทางการเมืองถึง 2 ครั้งด้วยกัน คือ ขับไล่ประธานาธิบดี ฮอสนี มูบารัคในปี 2554 และประธานาธิบดี โมฮัมเหม็ด มอร์ซีในปี 2556 โดยที่ร้อยละ 47 ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวอียิปต์ กล่าวว่าเคยเข้าร่วมประท้วงอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่ทำการสำรวจ

 

นอกจากนี้แล้ว ประเทศอย่างชิลี คนหนุ่มสาวหรือนักเรียนนักศึกษายังไปประท้วงเพื่อเรียกร้องการปฏิรูปทางการศึกษาด้วย โดย 2 ใน 3 ของชาวชิเลียนวัย 18-29 ปี ยังเชื่อว่าการประท้วงอย่างเป็นระบบนั้น สร้างผลกระทบทางการเมืองได้จริง แต่สำหรับคนอายุ 50 ปีหรือมากกว่า มีไม่ถึงครึ่ง ที่เชื่อว่าการประท้วงชุมนุมนั้นมีประสิทธิภาพในการกดดันรัฐบาล แตกต่างจากคนในบราซิล ที่โดยรวมแล้ว ไม่เกี่ยงวัยเกี่ยงอายุ ต่างออกไปบนถนนเรียกร้อง และประท้วงประเด็นทางสังคมต่างๆ มากมายอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่เรื่องขึ้นค่ารถบัส จนไปถึงการที่รัฐใช้เงินสาธารณะไปกับการจัดงานฟุตบอลโลกเมื่อไม่นานมานี้

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การมีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านโลกออนไลน์ เช่น การโพสต์ข่าว บทความทางการเมือง และแลกเปลี่ยนถกเถียงฯลฯ แม้สิ่งเหล่านี้จะเร่ิมมีบทบาทมากขึ้นในทางการเมืองในหลายๆประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีผู้เข้าถึงอินเตอร์ได้มาก (ทั้งผ่านคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟน)

 

แต่จากการสำรวจ ประเทศในแถบเอเซีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา การมีส่วนร่วมทางการเมืองในโลกออนไลต์นับว่ายังอยู่ในระดับที่ตำ่กว่าประเทศในแถบตะวันออกกลาง ที่ผู้ตอบแบบสอบถาม มีค่ามัธยฐานที่ร้อยละ 13 กล่าวว่ามักโพสต์ข้อความคิดเห็นส่วนตัว หรือคอมเม้นต์ และร้อยละ 14 กล่าวว่ามักโพสต์ลิงค์ไปยังข่าวหรือบทความ ที่เกี่ยวกับการเมือง

 

คนหนุ่มสาวนั้นมีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านรูปแบบเดิมๆ น้อยลงทุกที ทั้งการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง และการเข้าพบเจ้าหน้าที่รัฐ แต่พวกเขากลับมีแนวโน้มที่จะแสดงออกและมีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านโลกออนไลน์ ด้วยกิจกรรมออนไลน์มากขึ้น แต่นั้นก็เนื่องมาจากพวกเขาเป็นกลุ่มอายุที่มีปฏิสัมพันธ์ หรือใช้อินเตอร์เน็ตมากกว่ากลุ่มคนในระดับอายุอื่นๆ ด้วยนั่นเอง

 

ในจำนวน 31 ประเทศ, กลุ่มคนหนุ่มสาวอายุระหว่าง 18-29 ปี ใน 22 ประเทศ การสำรวจพบว่า พวกเขามักจะแสดงความคิดเห็นทางการเมืองผ่านโลกออนไลน์ รวมไปถึงโพสต์ข่าวหรือข้อความต่างๆ เกี่ยวกับการเมืองด้วย ความต่างระหว่างกลุ่มอายุ เป็นได้อย่างชัดเจนในกลุ่มที่สำรวจ ในปาเลสไตน์ ซึ่งพบว่า ประมาณร้อยละ 35 ที่มีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านโลกออนไลน์เป็นคนหนุ่มสาว ส่วนวัย 50 ปีหรือมากกว่าที่มีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านโลกออนไลน์ มีเพียงแค่ร้อยละ 9

 

หากดูที่ตัวเลขร้อยละที่ไม่ใช่กลุ่มอายุ แต่เป็นกลุ่มผู้ใช้และไม่ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นประจำนั้น จะพบว่า กลุ่มคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นประจำมีแนวโน้มจะเห็นด้วยว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านโลกออนไลน์มีประสิทธิภาพ สร้างผลสะเทือนได้จริง เช่น ผลสำรวจในประเทศตูนิเซีย พบว่า ร้อยละ 40 ของผู้ตอบแบบสอบถาม กล่าวว่าการโพสต์บทความ หรือข่าวสารทางการเมือง เป็นรูปแบบการแสดงออกทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพ-สร้างผลสะเทือนจริง ในขณะที่เพียงร้อยละ 13 ของผู้ตอบแบบสอบถามที่ไม่ใช้อินเตอร์เน็ต เชื่อว่าการแสดงออกผ่านโลกออนไลน์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

 

กระนั้นก็ดี จากภาพรวมแล้ว​ (ในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหมด) การสำรวจพบว่า ประมาณร้อยละ 7 ที่โพสต์บทความหรือข่าวทางการเมืองให้ผู้อื่นได้อ่าน โดยร้อยละ 9 โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับการเมือง หรือประเด็นทางสังคมต่างๆ ตัวเลขนี้ยิ่งลดลงมากในประเทศที่สำรวจ ที่มีการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตอย่างจำกัดในประเทศ (เช่น ประเทศในแถบแอฟริกา)

 

โดยสรุปแล้ว ผลการสำรวจในประเทศต่างๆ ก็แตกต่างกันไปด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งโอกาสที่ประชาชนมีที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองในประเทศนั้นๆ ก็แตกต่างกัน มีจำนวนการจัดการเลือกตั้งที่ไม่เหมือนกันในช่วงปีที่ผ่านมา ระดับและประวัติศาสตร์การพัฒนาของภาคการเมือง ภาคประชาชน-ประชาสังคมก็ไม่เท่ากัน และที่สำคัญบรรยากาศทางการเมืองของแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะบรรยากาศที่เอื้อให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียง และเสรีภาพในการแสดงออกนั้นก็ต่างกัน (อาทิ นโยบาย กฎหมาย สภาวะการทำงานของสื่อฯลฯ) นั่นเอง.

 

อ่านผลการสำรวจเพิ่มเติม (ภาษาอังกฤษ) ได้ที่นี่

 

จากผู้แปล: แม้ว่าในการสำรวจนี้ มักใช้คำว่า political engagement = political participation สองคำนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงในวงวิชาการทางด้านพฤติกรรม และจิตวิทยาทางการเมือง รวมไปถึงการวงวิชาการด้านสื่อกับการเมือง บางกลุ่มเชื่อว่า engagement นั้น มีความหมายที่มากไปกว่า participation คือการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่เข้มข้นกว่า ในระดับที่สร้างผลกระทบมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น การอ่านบทความหรือข่าวการเมือง ก็ถือเป็น participation ทางการเมืองรูปแบบหนึ่ง, ในขณะที่การลงชื่อรณรงค์ประเด็นใดประเด็นหนึ่งผ่านโลกออนไลน์ การเดินขบวนรณรงค์หรือประท้วงบนท้องถนนถือเป็น engagement ทางการเมือง แต่หลายครั้ง เราจะพบว่าสองคำนี้ใช้เสมือนเป็นคำเดียวกัน ซึ่งบางครั้งก็ไม่แตกต่างกันมากนัก เพียงแค่ผู้อ่านต้องอ่านบริบทโดยรวมของข้อถกเถียงที่เป็นกรณีเฉพาะไป (ยังมีอีกหลายคำที่นิยมใช้กัน คือ civic engagement, political involvement, political participation, social participation). 

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 18,719 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.