• 6 เมษายน 2563 - 12:27 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

ทหารอ้างกฎอัยการศึกสั่งระงับ! ขบวนเดินเพื่อสายน้ำของชาวบ้านลุ่มน้ำชี

 วันที่ 26 ธันวาคม 2557 - 12:47 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 2,626 ครั้ง พิมพ์

 

ยโสธร/ชาวบ้านลุ่มน้ำชีตอนล่างจัดกิจกรรม "เดินเพื่อสายน้ำ" ระหว่างวันที่ 24-25 สะท้อนรัฐผูกขาดการจัดการ บริหารน้ำไม่ตรงจุด ด้านทหารอ้างอัยการศึกสั่งปรามห้ามเดิน ห้ามชูป้ายผ้า เปลี่ยนจากเดินเป็นนั่งรถแทน



รายงานข่าวแจ้งว่าระหว่างวันที่ 24-25 ที่ผ่านมาชาวบ้านลุ่มน้ำชีตอนล่าง ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม "เดินเพื่อสายน้ำ" โดยมีพระสงฆ์นำขบวนชาวบ้าน นักศึกษา และเยาวชน รวมกว่า 50 คน สวมเสื้อขาวสกรีนคำว่า "เดินเพื่อสายน้ำ น้ำไหล ใจสะอาด" พร้อมอ่านคำประกาศก่อนออกเดินเพื่อสายน้ำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด เนื่องจากชาวบ้านในพื้นที่ขาดการมีส่วนร่วม

 

สำหรับกิจกรรมเดินเพื่อสายน้ำในครั้งนี้ ได้มีหลายภาคส่วนเข้าศึกษาเส้นทางน้ำเพื่อจะได้จัดเก็บข้อมูลโดยชาวบ้าน เนื่องจากที่ผ่านเส้นทางน้ำได้ถูกกระทำจากโครงการพัฒนาแหล่งน้ำของรัฐจนทำให้การไหลของน้ำเปลี่ยนทิศทาง และไม่คำนึงถึงระบบนิเวศดั่งเดิมของธรรมชาติ โดยเฉพาะโครงการโขง ชี มูล ที่มีการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำชี แล้วทำให้น้ำไหลเปลี่ยนทิศทางในช่วงฤดูน้ำหลากส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทำการเกษตรของชาวบ้าน มิหนำซ้ำยังเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำของรัฐที่ไม่ได้ศึกษาผลกระทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

นอกจากนั้นกิจกรรมการเดินเพื่อสายน้ำเป็นการรณรงค์ปลุกจิตสำนึกของคนในท้องถิ่นให้มีความตระหนักต่อประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม และเป็นการศึกษาเส้นทางน้ำจริง พวกเราได้กำหนดระยะเวลาในการเดินเพื่อสายน้ำ 2 วัน คือวันที่ 24-25 ธันวาคม 57 ดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตามวานนี้ 25 ธันวาคม 57 ขบวนเดินเพื่อสายน้ำของชาวบ้านลุ่มน้ำชี ตอนล่าง จ.ยโสธร ประมาณ 30 กว่าคน ได้ร่วมกันทำบุญตักรบาตรแก่พระสงฆ์ และร่วมกันรับประทานอาหารเช้า ที่วัดธรรมวิเวก (วัดดงหัวชี) ต.ขุมเงิน อ.เมือง จ.ยโสธร ก่อนออกเดินเพื่อสายน้ำต่อในวันที่สอง เพื่อศึกษาเส้นทางน้ำให้เสร็จตามที่ได้กำหนดเป้าหมายไว้ หลังจากเมื่อวานเดินเท้าเป็นระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร เพื่อศึกษาเรียนรู้และศึกษาเส้นทางน้ำกุดนางช่วย ปากร่องบ่อ ฝายท่ากุ่ม ฯลฯ เพราะทางคณะอยากเห็นปัญหาการจัดการน้ำด้วยตนเองเพื่อจัดทำข้อเสนอทางเลือกในการจัดการระบบน้ำตามวิถีชาวบ้าน

 

กระทั่งเวลา 09:30 น. ได้มีทหารจากกรมทหารราบที่ 16 ค่ายบดินทรเดชา 2 คันรถ ประมาณ  8 นาย ปลัดป้องกันจังหวัดยโสธร และตำรวจ ได้เข้ามาถามหาแกนนำชาวบ้านและได้เกิดการเจรจากันโดยทางทหารเสนอว่าให้หยุดการเดินเพื่อสายน้ำต่อเพราะการกระทำผิดต่อกฎอัยการศึก และทางหน่วยงานราชการจังหวัดก็ขอให้ทางคณะหยุดเดินโดยอ้างว่าบ้านเมืองอยู่ในช่วงเหตุการณ์ไม่ปกติ ซึ่งการเจรจานานกว่า 1 ชั่วโมง จึงได้ข้อสรุปว่าสามารถให้คณะเดินเพื่อสายน้ำนั่งรถไปสำรวจเส้นทางน้ำต่อ แต่ให้ชาวบ้านใช้รถได้เพียง 1 คัน และทหารห้ามชูป้ายผ้ากับธงที่เป็นสัญลักษณ์ในการเดินเพื่อสายน้ำครั้งนี้ด้วย

 

นายนิมิต หาระพันธ์ ผู้ประสานงานขบวนเดินเพื่อสายน้ำ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ทำให้ขบวนเดินเพื่อสายน้ำต้องหยุดชะงัก และไม่ได้เป็นไปตามรูปแบบที่วางไว้ ซึ่งตามกำหนดเดิมขบวนชาวบ้านจะเดินลัดเลาะตามเส้นทางน้ำ และทุ่งนา เหมือนเช่นเมื่อวานที่เราเดินมา แต่ในวันนี้ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาให้หยุดกิจกรรมการเดินเพื่อสายน้ำ ทำให้ชาวบ้านเดินได้วันเดียว ถึงแม้ว่าจะมีการเจรจาต่อรองขอเดินต่อตามกุด ห้วย ตลอดจนการลัดเลาะตามทุ่งนา ซึ่งไม่ใช่เส้นทางหลัก แต่ทางเจ้าหน้าที่ทหารก็ไม่ให้เดิน โดยอ้างว่าช่วงนี้เป็นกฎอัยการศึก และการดำเนินกิจกรรมของชาวบ้านก็ไม่ได้ทำหนังสือขอ หากว่าชาวบ้านขืนจะเดินต่อก็จะขอเชิญตัวแกนนำเข้าไปจังหวัดเพื่อพบผู้ว่าราชการยโสธร แกนนำจึงได้เจรจาต่อรองอีกเพื่อให้กิจกรรมสามารถดำเนินต่อไปได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ นั่นก็คือถ้าทหารไม่ให้ชาวบ้านเดินก็จะเปลี่ยนรูปแบบจากเดินเป็นนั่งรถแทน ซึ่งทหารเขาก็ตกลง แต่ทหารและหน่วยงานราชการจะไปด้วยพร้อมมีเงื่อนไขว่าให้ชาวบ้านนำรถไป 1 คัน ห้ามชูป้ายผ้าและธงที่เป็นสัญลักษณ์ในการไปเที่ยวนี้ด้วย

 

"ที่จริงการเดินเพื่อสายน้ำในครั้งนี้พวกเรามีความตั้งใจที่จะเรียนรู้ระบบนิเวศที่ถูกโครงการพัฒนาแหล่งน้ำกระทำจนทำให้เส้นทางน้ำเปลี่ยนทิศทาง เพราะพวกเราได้ยื่นหนังสือไปในระดับจังหวัดหลายครั้งแต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่เห็นจะให้ความสำคัญ หรือจริงใจในการแก้ไขปัญหา การเดินของพวกเราก็ไม่ได้ไปก่อความวุ่นวายให้กับใครเพราะพวกเรามีเจตนาที่จะเรียนรู้และศึกษาเส้นทางน้ำจริงๆ เพื่อจะได้จัดทำข้อเสนอหรือทางเลือกในการจัดการน้ำ" นายนิมิต กล่าว

นายสิริศักดิ์ สะดวก ผู้ประสานงานศูนย์พิทักษ์สิทธิการจัดการทรัพยากรชุมชนลุ่มน้ำชี กล่าวว่า เป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเนื่องจากการเดินเพื่อสายน้ำในครั้งนี้แทนที่ทหารหรือหน่วยงานราชการจะให้ความร่วมมือในการเดินด้วยกัน เพื่อให้เห็นระบบนิเวศ ทิศทางการไหลของน้ำที่เปลี่ยนไป และปัญหาการจัดการน้ำที่ผ่านมาของรัฐ ตลอดจนนำข้อมูลการศึกษาไปแก้ไขปัญหาร่วมกัน กลับสั่งให้ชาวบ้านหยุดการเดิน ทั้งๆ ที่ผ่านมาขบวนเดินเท้าเพื่อสายน้ำก็ไม่ได้ใช้เส้นทางหลักในการเดินแต่เป็นเส้นทางเดินตามลำกุด ลำห้วย ป่าทาม ตลอดจนการลัดเลาะตามทุ่งนา ตนมองว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่หรือผู้มีอำนาจควรจะให้ความร่วมมือกับเจตจำนงของชาวบ้าน และสนใจแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องของชาวบ้านมากกว่า เพื่อทำให้ชาวบ้านไว้ใจการทำงานของรัฐ เพราะเรื่องการจัดการน้ำเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนจะต้องลงพื้นที่ศึกษาจริงและเรียนรู้ระบบน้ำทั้ง 2 ช่วงคือฤดูน้ำหลากกับฤดูน้ำแล้งเป็นการใช้เวลาในการเรียนรู้และทำความเข้าใจเป็นอย่างมาก จึงจะทำให้การกำหนดรูปแบบการจัดการน้ำออกมาในทิศทางที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ เพื่อไม่ให้บางหน่วยงานนำงบประมาณมาละลายน้ำโดยไม่เกิดประโยชน์และไม่ตอบสนองความต้องการของชาวบ้าน แต่ถึงอย่างไรผมมองว่าวันนี้ขบวนเดินเพื่อสายน้ำก็บรรลุเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ถึงแม้รูปแบบจะเปลี่ยนแปลงจากการที่ทหารไม่ให้เดิน

 

สำหรับการเดินเพื่อสายน้ำทางผู้จัดพบว่าในลำน้ำมีการสร้างสิ่งกีดขวางเป็นช่วงๆ โดยเฉพาะการสร้างคันดินปิดเส้นทางน้ำเดิม การขุดลอกเส้นทางน้ำแล้วนำดินขึ้นมาไว้ริมฝั่งทำเป็นถนนแต่ไม่มีระบบการวางท่อระบายน้ำเพื่อให้น้ำไหลได้อย่างเป็นอิสสระ ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นการแสวงหาผลประโยชน์ของหน่วยงานราชการและเอกชนบางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ  แต่ไม่เข้าใจถึงทิศทางการไหลของน้ำจริง และไม่รับฟังความคิดเห็นของชาวบ้านที่เห็นต่าง

 

นายชนินทร์ ยศบุญ นักศึกษาชมรมวรรณศิลป์ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ร่วมเดินรณรงค์เพื่อสายน้ำ กล่าวว่า ไม่มีใครที่จะเข้าใจเส้นทางเดินน้ำเท่ากับธรรมชาติ เนื่องจากเส้นทางเดินน้ำมันถูกกำหนดมาตั้งแต่ก่อนมีชุมชน ปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากมนุษย์ไปสร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำเป็นการฝืนธรรมชาติ โดยเฉพาะการสร้างเขื่อน ในการเดินครั้งนี้ผมมองว่าชาวบ้านเป้นกลุ่มคนที่อยู่ใกล้ชิดกับแม่น้ำจะเข้าใจเส้นทางเดินของน้ำดีกว่า และชาวบ้านสามารถจัดการน้ำโดยตนเองได้เพราะความเข้าใจระบบการไหลของน้ำ.

 

คำประกาศ

“มหกรรมเดินเพื่อสายน้ำ”

น้ำไหล น้ำใจ ครั้งที่ 1

            “สายน้ำพึงเดินทางไกลเพื่อให้คน คนจำเป็นจะต้องเดินทางไกลเพื่อให้แม่น้ำ” จากสถานการณ์ปัญหาทางระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อมด้านดิน น้ำ ป่า ซึ่งยังหาทางออกกันไม่ได้ในการแก้ไขปัญหาทั้งน้ำท่วม และน้ำแล้ง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ชุนชนได้เกิดความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะฐานทรัพยากรดิน น้ำ ป่า เป็นทั้งปัจจัยหลักและห่วงโซ่อาหารที่สำคัญ ในการกำหนดวิถีชีวิตชุมชนที่มีผลต่อการดำรงชีวิตก่อให้เกิดอาชีพที่หลากหลาย และเหมาะสมกับพื้นที่ผ่านการกระทำซ้ำจนกลายเป็นภูมิปัญญาและองค์ความรู้ของ ชุมชน ทำให้คนในชุมชนไม่เคยคิดที่จะละทิ้งบ้านเรือนของตนเองเพื่อไปเสาะแสวงหา ชีวิตใหม่ในเมือง เพราะว่าสายรกของพวกเราเกิดอยู่ที่นี้

ในเมื่อ สถานการณ์ปัญหาทางสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ไม่เป็นไปตามเจตจำนงของชุมชนที่มีความต้องการแตกต่างกัน โดยไม่ยึดหลักการและข้อมูลของชุมชนเป็นตัวตั้ง หรือบางครั้งนำข้อมูลของชุมชนไปบิดเบือน จนนำมาสู่คำกล่าวที่ว่า “มีเจตนาดี แต่ประสงค์ร้าย” ทำให้ชุมชนต้องกลับมาตั้งคำถามว่า “การจัดการทรัพยากรน้ำด้านใดดีที่สุดล่ะ?” คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่พวกเราหรือชุมชนต้องร่วมกันหาคำตอบ เพราะว่าคนที่อยู่ในพื้นที่ คนที่เกิดในพื้นที่ จะเป็นคนที่กำหนดแนวทางได้ดีที่สุด

วันนี้ 24 ธันวาคม 57 คงเป็นอีกห้วงระยะเวลาที่หลายภาคส่วนจะมาทำกิจกรรมและหาคำตอบร่วมกันผ่านการ เดินศึกษาระบบนิเวศในชื่อ “มหกรรมเดินเพื่อสายน้ำ” น้ำไหล น้ำใจ น้ำกิน น้ำใช้ น้ำคำ ครั้งที่ 1 เป็นการเดินยาตราเพื่อสายน้ำ สร้างความรัก สามัคคี สร้างพลังของคนทุกวัย สร้างสำนึกของชุมชน และคน ให้ร่วมกันอนุรักษ์ หวงแหนไว้ให้ลูกหลาน ไม่ทำลายระบบนิเวศแหล่งน้ำที่มีอยู่เดิมเพื่อให้คงสภาพจากที่ปู่ ย่า ตา ยาย เราเคยอาศัยทรัพยากรเหล่านี้ในการชุบชีวิตเราเติบโตมา ตลอดจนร่วมหาทางออกในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน  การเดินเพื่อสายน้ำในครั้งนี้ทางคณะจะใช้ระยะเวลา 2 วัน และเราจะก้าวเดินไปพร้อมกันจนถึงเป้าหมายที่เราวางไว้

“ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์จงคุ้มครอง ขอเจ้าแม่ธรณี และแม่คงคา จงปกป้องลูกหลาน คณะเดินเพื่อสายน้ำ ด้วยเทอญ”

ศรัทธาและเชื่อมั่น

24 ธันวาคม 57

ณ วัดบ้านทรายงาม

 

 

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 18,759 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.