• 29 มีนาคม 2563 - 01:27 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

รู้หรือไม่? คน “ไต” เทอดไท สร้างอัตลักษณ์อย่างไร ในภาวะที่ถูกเบียดขับให้เป็นคน “ชายขอบ”

 วันที่ 28 มกราคม 2558 - 10:53 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 4,399 ครั้ง พิมพ์

 

ภาพจากการนำเสนอของ จักรพันธ์ ขัดชุ่มแสง



เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเสวนาชุดอาเซียนเสวนครั้งที่ 9 ในหัวข้อเรื่อง ประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์นอกกรอบรัฐชาติ (De-nationalized History and Ethnicity) ณ ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารปฏิบัติการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ในหัวข้อหนึ่งของงานเสวนาได้นำเสนอเรื่อง "ไท/ไต" : สำนึกทางชาติพันธุ์และชาตินิยมในหมู่บ้านชายแดนภาคเหนือของรัฐไทย โดย จักรพันธ์ ขัดชุ่มแสง ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมแลกเปลี่ยนโดย อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประชาธรรมเก็บความนำเสนอดังนี้...

จักรพันธ์ กล่าวว่า งานชิ้นนี้ทำสมัยที่เรียนปริญญาเอกทางมานุษยวิทยา ใช้เวลาเก็บข้อมูลภาคสนามเป็นเวลาประมาณหนึ่งปีครึ่ง หากรวมระยะเวลาสำรวจพื้นที่และเก็บข้อมูลเพิ่มเติมในภายหลังก็ใช้เวลาประมาณสองปีกว่า

งานของตนนั้นเป็นการศึกษาคนไท/ไต หรือที่เรามักเรียกพวกเขาว่า “ไทยใหญ่” ที่บ้านเทอดไทย ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ในวิทยานิพนธ์ผมเรียกหมู่บ้านแห่งนี้ว่า “รวมใจ” เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ให้ข้อมูลและพื้นที่ศึกษา

บ้านเทอดไทยเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของผู้คนจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง โดยมีคนไตเป็นชาติพันธุ์กลุ่มหลักของหมู่บ้าน นอกนั้นก็มีชาวเขาเผ่าต่างๆ เช่น อาข่า ลาหู่ ปะหล่อง(มีอยู่ไม่มากนัก) มีชาวจีนเชื้อสายยูนนานอาศัยอยู่ด้วยเช่นกัน รวมทั้งคนไทยจากพื้นที่ต่างๆ สิ่งที่น่าสนใจคือหมู่บ้านแห่งนี้มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่ด้วยประมาณ2-3ครอบครัว จึงมีสุเหร่าตั้งอยู่หนึ่งแห่งกลางเมืองเลย

หมู่บ้านแห่งนี้เรียกว่า “บ้านหินแตก” อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงราย 66 กิโลเมตร และตั้งอยู่ห่างจากชายแดนไทย-พม่าประมาณ 30 กิโลเมตร มีประชากรประมาณ 8 พันกว่าคน จาก 2,300 กว่าครัวเรือน พื้นที่ส่วนใหญ่ของหมู่บ้านเป็นที่ราบเชิงเขา

บ้านหินแตกถูกทิ้งร้างจนกระทั่ง พ.ศ. 2487 มีกลุ่มชาวไตราว 12 ครัวเรือนจากเมืองสาดของรัฐฉานเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่บ้านหินแตก จากนั้นคนไตจากพื้นที่ต่างๆ ในภาคเหนือของไทยและรัฐฉานซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีสัญชาติไทยจึงเริ่มอพยพเข้ามาอยู่อาศัย และเข้ามาเป็นจำนวนมากหลังจากที่ประเทศพม่าปกครองโดยรัฐบาลทหาร กลุ่มคนไตที่อพยพมาในช่วงเวลาดังกล่าวนอกจากพลเรือนแล้ว ยังมีกองกำลังกู้ชาติไตเข้ามาใช้พื้นที่นี้เป็นที่มั่นเพื่อต่อต้านกองทัพพม่าอีกด้วย

กองกำลังไต (Shanland United Army – SUS) ภายใต้การนำของขุนส่าเข้ามาที่หินแตกเมื่อ พ.ศ. 2519 ส่งผลให้มีคนไตจากทั่วสารทิศโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากรัฐฉานอพยพเข้ามาอาศัยอยู่มากขึ้น หินแตกจึงกลายเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ มีการพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐานภายใต้การสนับสนุนเงินทุนและกำลังแรงงานจากกองทัพของขุนส่าซึ่งลองนึกภาพดูว่าประเทศไทยในช่วง 2519 อย่าว่าแต่พื้นที่ชายแดนเลย แม้แต่ต่างจังหวัดถนนบางแห่งยังเป็นลูกรัง แต่ที่หมู่บ้านนี้มีไฟฟ้า มีโรงพิมพ์ มีโรงพยาบาล ถือได้ว่าสร้างความทันสมัยให้พื้นที่ชายขอบของรัฐไทยอย่างเห็นได้ชัดเจน 

อิทธิพลของขุนส่า กอปรกับการพัวพันกับการค้ายาเสพติด ส่งผลให้รัฐไทยส่งกองกำลังมาโจมตีหินแตกในวันที่ 21 ม.ค. 2525 กองกำลังของขุนส่าพ่ายแพ้และถอยร่นไปอยู่ที่อีกฝั่งหนึ่งของพรมแดนไทย-พม่า

หลังจากที่รัฐไทยยึดครองบ้านหินแตกได้อยากเบ็ดเสร็จ ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปควบคุมอย่างเข้มงวด และสถาปนาอำนาจของรัฐไทยในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษา นอกจากนี้แล้วชื่อของบ้าน “หินแตก” ยังเปลี่ยนเป็น “เทอดไทย” โดยได้รับพระราชทานชื่อดังกล่าวจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อย่างไรก็ดี คนในท้องถิ่นโดยเฉพาะผู้อาวุโสยังคงเรียกชื่อหมู่บ้านของตัวเองว่า “หินแตก”อยู่

เนื่องจากบ้านเทอดไทยมีประชากรอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ประมาณ 8 พันกว่าคน กระจัดกระจายไปตามบริเวณที่ราบของเชิงเขา จึงทำให้มีการแบ่งเขตการปกครองตามประเพณีของออกเป็น “ป๊อก” หรือหย่อมบ้าน ออกเป็น 11 ป๊อก โดยแต่ละป๊อกมักเป็นที่อยู่อาศัยของคนไตที่อพยพมาจากถิ่นฐานเดียวกัน เช่น

ป๊อก 1 ตั้งอยู่ทางทิศเหนือสุดของหมู่บ้าน เป็นที่อาศัยของคนไตที่มาจากเมืองแงน ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองเชียงตุงไปทางทิศเหนือประมาณ 114 กิโลเมตร

ป๊อก 7 เป็นคนไตมาจากเมืองท่าขี้เหล็ก เมืองโหลย เมืองยาง และเมืองอื่นๆ ของรัฐฉานตะวันออก

หรือป๊อก 10 ที่สมาชิกส่วนใหญ่มากจากเมืองปู เมืองเป็ง ในรัฐฉานตะวันออก

ปัจจุบันป๊อก 9 ได้กลายเป็นหมู่บ้านใหม่ของตำบลเทอดไทย แต่ก็ยังคงเข้าร่วมกิจกรรมของเทอดไทยอยู่เสมอและยังมีสำนึกของการเป็นคนไตบ้านเทอดไทย

เพื่อให้เห็นภาพของปรากฏการณ์ที่ศึกษาและข้อค้นพบที่ชัดเจน จะแบ่งระดับของการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับหมู่บ้าน/ชุมชน ระดับชาติ และระดับข้ามแดน แต่ละดับไม่ได้แยกออกจากกันโดยเด็ดขาด แต่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงต่อกัน

ระดับหมู่บ้าน ระดับนี้เน้นพลวัตทางชาติพันธุ์ที่เกิดขึ้นในเทอดไทยท่ามกลางปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนไตด้วยกันเอง และปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนไตกับคนกลุ่มอื่นๆ พลวัตทางชาติพันธุ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวไม่อาจแยกออกจากเงื่อนไขภายนอกชุมชน ทั้งการสร้างชาติของรัฐไทย การพัฒนาของภาครัฐ อิทธิพลของสื่อ ตลอดจนการเคลื่อนไหวของกลุ่มกิจกรรมพัฒนาจากภายนอกหมู่บ้าน

ภายใต้ชื่อกลุ่ม “ไต” หรือที่เรามักพวกเขาแบบเหมารวมว่า “ไทยใหญ่” หรือที่คนในเขตล้านนาเรียกว่า “เงี้ยว” นั้น จริงๆ แล้ว กลุ่มคนไตที่บ้านเทอดไทยมีความหลากหลาย และมีวิธีการจำแนกตัวเองและถูกจำแนกโดยคนอื่น อย่างน้อย 4 แบบ ได้แก่

รูปแบบแรก การจำแนกโดยเรียกกลุ่มย่อย (subgroup) ไต ขึน และ ลื้อ ถือเป็นกลุ่มย่อยที่คนไตที่เทอดไทยมักใช้เป็นประจำ มีหลักฐานทางวิชาการที่ระบุว่าคนขึน คนลื้อ และคนไต ไม่ได้มองว่าพวกเขาเป็นกลุ่มเดียวกัน เช่น งานอ.เสมอชัย พูลสุวรรณ ชี้ว่าในอดีตคนขึนไม่ชอบให้ใครมาเรียกว่า “ไต” เพราะพวกเขามองว่า คนไต (โหลง) ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของรัฐฉานฝั่งตะวันตก เป็นคนละกลุ่มกับพวกตน 

เป็นที่น่าสังเกตว่า กลุ่มคนไตโหลง มักเรียกตัวเองว่า “ไต” โดยไม่มีคำว่า “โหลง” ดังนั้นที่เทอดไทยซึ่งชาวไตโหลงเป็นกลุ่มย่อยของคนไตที่ใหญ่ที่สุดและภาษาไตสำเนียงไตโหลงเป็นภาษาหลักที่ใช้ในการสื่อสาร หากมีใครบอกว่าตัวเองเป็น “ไต” โดยไม่มีคำว่า “โหลง” ต่อท้าย มีความเป็นไปได้สูงมากที่คนๆ นั้นจะเป็นคนไตโหลง ในขณะที่คนขึนและคนลื้อซึ่งเป็นคนที่พูดภาษาตระกูลไทและตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่เชียงตุงและสิบสองปันนา มักจะเรียกตัวเองว่า “ขึน” หรือ “ลื้อ” โดยไม่คำว่า ไต” นำหน้า

อย่างไรก็ตาม  ในบางสถานการณ์พบว่าคนขึนและคนลื้ออาจเรียกตัวเองว่า “ไตขึน” “ไตลื้อ” โดยที่ไม่อาจคาดเดาเหตุผลได้อย่างแน่ชัด ในแง่นี้ อ.เสมอชัย พูลสุวรรณ ได้เสนอว่าการที่คนขึนและคนลื้อผนวกเอาคำว่า “ไต” ไปไว้หน้าชื่อเรียกกลุ่มของตนน่าจะเกี่ยวข้องกับสำนึกร่วมของการเป็น “คนไต” ซึ่งก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจนนับตั้งแต่การเกิดขึ้นของรัฐฉานหรือ “เมืองไต” ในฐานะที่เป็นหน่วยทางการเมือง และสำนึกดังกล่าวเข้มข้นมากยิ่งขึ้นภายหลังจากที่รัฐบาลทหารพม่าฉีกสัญญาปางโหลงทิ้งในปี พ.ศ. 2501

สิ่งที่น่าสนใจคือ ถึงแม้ว่าคนไต คนขึน และคนลื้อ จะรับรู้ในความต่างกันในเชิงของสำนึกชาติพันธุ์ แต่พวกเขาก็ยอมรับในความคล้ายคลึงกันระหว่างกลุ่ม เช่น ภาษาพูด

สอง การจำแนกโดยถิ่นฐานบ้านเกิด การจำแยกประเภทนี้เป็นการสร้างอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์โดยอ้างอิงกับภูมิลำเนา ไม่ว่าจะเป็น หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ หรือเมือง ที่เคยอาศัยอยู่ โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นคนไตกลุ่มย่อยใด เช่น คนที่มาจากพื้นที่ชายแดนรัฐฉาน-จีน อย่างเมืองน้ำคำ เมืองมูเจ้ ซึ่งแต่เดิมเป็นที่ตั้งของอาณาจักรมาว จะเรียกตัวเอง “ไตมาว” นอกจากนี้ยังพบว่าที่เทอดไทยคนไตที่นั่นจำนวนหนึ่งเรียกตัวเองและเรียกคนอื่นว่า “ไตแงน” “ไตแลม” “ไตเมืองปู” “ไตเมืองนาง” “ไตเมืองหนอง” “ไตเมืองโหลย” “ไตเมืองยาง” “ไตเชียงตุง” “ไตฮ่องลึก” เป็นต้น

ในกรณีของ “ไตแงน” ซึ่งอพยพมาจากเมืองแงนทางตอนเหนือของเมืองเชียงตุงนั้น ภาษาพูดของกลุ่มนี้คล้ายกับภาษาของไตโหลงแต่สำเนียงจะแปร่งกว่า

ประสบการณ์ในพื้นที่วิจัย ทำให้ตนรับรู้ว่าคนไตที่เทอดไทยจำแนก “ไตแงน” ในฐานะที่เป็น subgroup หนึ่ง เช่นเดียว กับกลุ่มไตโหลง ขึน และลื้อ จากการศึกษาหมู่บ้านใหม่หมอกจ๋ามของ อ.ฉลาดชาย รมิตานนท์ พบว่า คนไตโหลงและคนไตแงนเป็นประชากรหลักของหมู่บ้าน อาศัยอยู่รวมกัน บางครั้งประกอบพิธีกรรมร่วมกัน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองกลุ่มเป็นแบบไม่เท่าเทียม ไตแงนไม่ค่อยมีพื้นที่ในการแสดงอัตลักษณ์ของตนเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับไตโหลง ตรงกันข้ามกับบ้านเทอดไทยที่ไตแงนแม้จะไม่ใช้ไตกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดแต่กลับเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในงานปอยส่างลองของหมู่บ้าน

สาม การจำแนกโดยใช้ภูมิภาคเป็นเกณฑ์ การจำแนกกลุ่มในลักษณะนี้เริ่มต้นตั้งแต่สมัยอาณานิคม คือ ในปี 2430 อังกฤษได้แบ่งรัฐฉานออกเป็น 2 ส่วน คือ ภาคเหนือซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองล่าเสี้ยว และภาคใต้ที่มีเมืองตองกีเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ง่ายต่อการปกครอง การแบ่งออกเป็นภูมิภาคดังกล่าวส่งผลให้ผู้คนในรัฐฉานเริ่มสร้างอัตลักษณ์ของตนโดยอิงอยู่กับภูมิภาคที่อาศัยอยู่หรือที่จากมา

ตนเคยไปสัมภาษณ์นักวิชาการชาวไตอาวุโสท่านหนึ่งที่เชียงใหม่ เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งของคนไต ท่านบอกว่าก่อนที่อังกฤษจะแบ่งรัฐฉานออกเป็นภูมิภาคนั้นคนไตในรัฐฉานมักจำแนกตัวเองตามภูมิลำเนา คือเป็นคนเมืองใด มากกว่าจะบอกว่าเป็นคนภาคใด

ที่เทอดไทย คนไต โดยเฉพาะผู้อาวุโสที่ยังผูกพันกับมาตุภูมิอยู่ ซึ่งอาจเป็นไตมาว ไตโหลง ไตแสนหวี ไตยองห้วย ไตขึน ไตเชียงตุง หรืออื่นๆ ตามการจำแนกในประเภทที่ 1 และ 2 ก็อาจจะเรียกตัวเองว่าเป็นคน “ไตป้อดห่อง” ซึ่งหมายถึงคนไตภาคเหนือ หรือ “ไตป้อดจาน” ซึ่งหมายถึงคนไตจากภาคใต้ ในกรณีของบ้านเทอดไทย คนไตที่นี่รวมเอาคนที่อยู่ในรัฐฉานฝั่งตะวันออกที่มีเชียงตุงเป็นศูนย์กลาง ไว้เป็นส่วนหนึ่งของ “ไตป้อดจาน” ด้วย

น่าสนใจว่า คนไตที่เทอดไทย (หรืออาจที่อื่นๆ ด้วย) สร้างอัตลักษณ์ให้กับตัวเองโดยการเชื่อมโยงกับภูมิภาคที่ไม่ได้ถูกแบ่งโดยอังกฤษ มีผู้ให้ข้อมูลรายหนึ่งบอกว่าเป็น “ไตป้อดก๋าง” หรือคนไตจากภาคกลาง เพราะว่ามาจากเมืองลายค่า ทั้งๆ ที่ลายค่าตั้งอยู่ในภาคเหนือ

เมื่อเทียบกับการจำแนกแบบอื่นๆ การจำแนกโดยอิงกับภูมิภาคถือว่าพบได้น้อยในบ้านเทอดไทย ดังที่ได้กล่าวมาแล้วมาคนที่จะจำแนกตัวเองหรือจำแนกผู้อื่นด้วยวิธีการแบบนี้มักเป็นผู้อาวุโส

ประเภทสุดท้าย เป็นการจำแนกโดยใช้แม่น้ำคง หรือที่เรารู้จักในนามของแม่น้ำสาละวินเป็นเกณฑ์ การจำแนกประเภทนี้น่าสนใจมากที่สุดเพราะมันสะท้อนให้เห็นถึงการสร้างอัตลักษณ์ของคนไตผ่านวาทกรรมระหว่างคนที่อยู่สองฟากฝั่งของแม่น้ำคงรวมทั้งคนไตที่เทอดไทยด้วย

ในเชิงภูมิศาสตร์รัฐฉานถูกแบ่งเป็นสองฝั่งโดยแม่น้ำคงที่ไหลจากทิศเหนือลงสู่ทิศใต้ และในเชิงวัฒนธรรม คนไตทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำคงที่เรียกตัวเองว่า “ไตตางตกคง” และคนไตทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำคงที่เรียกว่า “ไตตางออกคง” ต่างฝ่ายต่างมองว่าคนที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามเป็นคนละกลุ่มกัน หรือแม้แต่คนพม่าในอดีตก็มองอาณาบริเวณทั้งสองนี้เป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่ต่างกันโดยเรียกดินแดนของไตทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำคงซึ่งมีชาวไตโหลงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากว่า "กัมบอซ่า" (Kamboza) และเรียกดินแดนไตฝั่งตะวันออกซึ่งได้รับอิทธิพลของวัฒนธรรมของชาวขึนว่า "เขมรัฐ"

การใช้แม่น้ำคงเป็นเกณฑ์ นอกจากจะก่อให้เกิด "ไตตางตกคง" และ "ไตตางออกคง" แล้ว คนไตยังใช้ลักษณะภูมิศาสตร์ดังกล่าวในการสร้างอัตลักษณ์ในรูปแบบอื่นๆ เช่น ผู้ให้ข้อมูลรายหนึ่งมีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่เมืองนางซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำคง มักเรียกคนไตทางฝั่งตะวันตกว่า "ไตฝั่งโน้น" และเรียกคนไตที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกว่า "ไตฝั่งนี้"

เนื่องจากทัศนะของการมองว่าคนไตทั้งสองฝั่งมีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์และรากทางวัฒนธรรมที่ต่างกัน คนไตของทั้งสองฝั่งจึงมีวาทกรรมเพื่อบ่งบอกอัตลักษณ์ของผู้คนในฝั่งของตนและของผู้คนในฝั่งตรงกันข้าม เช่น คนไตตางตกคงแม้จะยอมรับว่าวัฒนธรรมหลายๆ ส่วนจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมองว่าพวกของตนยังคงยึดมั่นอยู่ในความเชื่อทางศาสนาและแนวปฏิบัติเดิมของไต โดยมองคนไตตางออกคงว่าเป็นพวก "ทันสมัย" วัตถุนิยม และห่างไกลจากคำสอนทางศาสนา เช่น การแยก "คนบาป" ออกจาก "คนบุญ" ในหมู่บ้าน คือถ้าใครมีอาชีพฆ่าหมู ทำเนื้อ ชาวประมงจะถูกแยกไปอยู่ในอีกส่วนหนึ่งของหมู่บ้าน ไม่ได้อยู่ปะปนกับคนทั่วไป หรือแม้การไปทำบุญที่วัดก็ไม่สามารถเข้าไปนั่งรวมกับคนที่เป็นคนบุญได้ ต้องไปอยู่ส่วนหลังของพื้นที่

ในขณะเดียวกัน คนไตที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำคงก็มองคนไตทางฝั่งตะวันตกว่าถึงแม้จะรักษาประเพณีดั้งเดิมเอาไว้ได้ แต่วัฒนธรรมของคนไตในฝั่งดังกล่าวก็ถูกครอบงำโดยวัฒนธรรมพม่าไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ภาษา การแต่งกาย หรือแม้แต่การตั้งชื่อก็ล้วนได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมพม่าทั้งสิ้น

การจำแนกกลุ่มของคนไตทั้งสี่รูปแบบที่กล่าวมานั้นสะท้อนถึงการเลื่อนไหลของอัตลักษณ์ของคนไต ซึ่งถึงแม้ว่าวิธีการจำแนกแยกแยะของพวกเขาจะไม่ได้วางอยู่บนตรรกะเช่นเดียวกับนักวิชาการ แต่คนไตที่เทอดไทยมีระบบการจำแนกที่เป็นเหตุเป็นผล ในมุมมองของพวกเขา คนไตจากทุกกลุ่มย่อยเหมือนกันและยึดโยงเข้าด้วยกันทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ตระหนักถึงความต่างกันของสำเนียงพูดและอัตลักษณ์อื่นๆ ของแต่ละกลุ่ม

เราจะเห็นว่าระบบการจำแนกแยกแยะของคนไตนั้นไม่ตายตัว และวิธีการจำแนกทั้งสี่แบบที่กล่าวมานั้นจริงๆ แล้วมีความเกี่ยวข้องกัน สิ่งนี้นำไปสู่อัตลักษณ์ไตที่ซ้อนกันอยู่หลายชั้น เช่น ผู้ให้ข้อมูลรายหนึ่งบอกว่าเขาเป็น "ไตโหลง" ในสถานการณ์อื่นๆ เขาอาจใช้ "ไตเมืองปู" ซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดิมเป็นอัตลักษณ์ และเขาก็อาจถูกคนอื่นเรียกว่าเป็น "ไตตางออกคง" ในอีกสถานการณ์หนึ่งเพราะเมืองปูตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของน้ำคง หรือผู้ให้ข้อมูลอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้หญิงสูงวัยที่อพยพมาจากเมืองใย๋ เธออาจเรียกตัวเองว่าเป็น "ไตโหลง" "ไตเมืองใย่" "ไตป้อดห่อง" หรือ "ไตออกคง" ก็ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และบริบท

หลังจากที่เราได้นำเสนอข้อมูลในระดับหมู่บ้านกันแล้ว เรามาดูในระดับชาติกันบ้างว่าความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐไทยกับคนไตซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่มีสถานะเป็นคนไทยตามกฎหมายส่งผลต่อสำนึกทางชาติพันธุ์และความเป็นชาติอย่างไร

ในกระบวนการสร้างชาติของรัฐไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่สมัย จอมพล ป. เป็นต้นมา ได้เน้นการใช้อุดมการณ์ "ความเป็นไทย" เป็นเครื่องมือสำคัญในการหลอมรวมคนในชาติให้มีสำนึกอันหนึ่งอันเดียวกัน ขณะเดียวกันก็ใช้อุดมการณ์ "ความเป็นไทย" ควบคุมและจำแนกแยะแยะคนที่มิใช่คนไทยออกจากคนไทยด้วย

ในสมัยจอมพล ป. ซึ่งไทยเราอยู่ในภาวะของสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐไทยได้พยายามใช้อุดมการณ์ความเป็นไทยสร้าง "มหาอาณาจักรไทย" ขึ้น โดยทำให้คนเกิดจินตนาการว่า “เชื้อชาติไทย” ซึ่งมีภาษาและวัฒนธรรมที่คล้ายกันไม่ว่าอยู่ที่ตอนใต้ของจีน ตอนเหนือของเวียดนาม รัฐฉานของพม่า หรือที่อื่นๆ ล้วนเป็น "คนไทย"ทั้งสิ้น

เมื่อเวลาผ่านไป รัฐไทยในช่วงหลังใช้อุดมการณ์ "ความเป็นไทย" ต่างไปจากสมัยจอมพล ป.คือใช้แยกคนแทนที่จะใช้รวมคน ส่งผลให้ผู้คนที่เคยถูกมองว่าเป็น “เชื้อชาติไทย” ถึงแม้จะอยู่ในอาณาเขตรัฐไทย แต่ถูกมองหรือจำแนกแยะแยะให้ “เป็นอื่น” ซึ่งต้องถูกผลักออกไปจากอาณาเขตของรัฐไทย 

มุมมองดังกล่าวส่งผลให้รัฐไทยได้จำแนกคนที่มิใช่คนไทยภายใต้ชื่อ "ชนกลุ่มน้อย" กลุ่มต่างๆ หลายกลุ่ม

ที่บ้านเทอดไทยคนไตที่ยังไม่ได้สัญชาติ ถูกจำแนกเป็นชนกลุ่มน้อย 4 กลุ่มตามระยะเวลาที่หน่วยราชการเข้ามาทำการสำรวจและขึ้นทะเบียน กลุ่มทั้ง 4 ได้แก่ ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า บุคคลบนพื้นที่สูง ชุมชนบนพื้นที่สูง และผู้หลบหนีเข้าเมืองจากพม่า โดยผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของหมู่บ้าน เกณฑ์ที่รัฐไทยใช้ในการกำหนดคือบุคคลใดก็ตามจากประเทศพม่า ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ใดก็ตาม หากเข้ามาในราชอาณาจักรไทยก่อนวันที่ 9 มีนาคม 2519 จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มของผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า

ด้วยเหตุนี้ คนไตจึงถูกครอบคำว่า "ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า" ลงไป ทั้งๆ ที่ลึกๆ แล้วไม่ชอบที่มีคำว่า "พม่า" มาเกี่ยวข้องเนื่องจากมองว่าที่พวกตนต้องพลัดถิ่นมาอยู่ในไทยก็เพราะหนีการกดขี่จากรัฐบาลพม่า วิธีการหนึ่งที่ทำให้พวกเขาลดทอนความรู้สึกนี้ก็คือ การเรียกตัวเองว่า "ผู้พลัดถิ่น" หรือ "ผู้ถือบัตรสีชมพู" ซึ่งเป็นสีของบัตรสำหรับบุคคลที่มีสถานะดังกล่าวแทน

ลูกหลานของคนไตที่เทอดไทยทั้งที่เป็นผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า บุคคลบนพื้นที่สูง ชุมชนบนพื้นที่สูง ยกเว้นผู้หลบหนีเข้าเมืองจากพม่า ต่างพยายามยื่นขอมีสัญชาติไทยซึ่งใช้เวลาในการดำเนินการนานหลายปี จึงทำให้ระหว่างที่ยังไม่มีสัญชาติต้องได้รับความเดือดร้อนและมักถูกเอารัดเอาเปรียบต่างๆ นาน

ในที่สุดช่วงต้นปี 2549 คนไตที่เทอดไทยกลุ่มใหญ่ได้รับสัญชาติไทย ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของเทอดไทย ต่อจากนั้นคนไตกลุ่มใหญ่ก็ทยอยได้รับสัญชาติกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่มีการแก้ไข พรบ. สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ซึ่งช่วยลดขั้นตอนลง รวมทั้งการช่วยเหลือจากองค์กรต่างๆ ก็ช่วยให้คนไตมีความรู้ในสิทธิของตนเพิ่มมากขึ้น

ถึงแม้ว่าสถานการณ์การไร้สัญชาติที่เทอดไทยที่เริ่มดีขึ้น แต่ก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีคุณสมบัติสามารถยื่นขอมีสัญชาติไทยได้ ส่วนหนึ่งยอมแพ้ต่อโชคชะตาดังกล่าว ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็ใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทย วิธีการดังกล่าว ได้แก่ การสวมรอย คือการไปสวมชื่อของชาวเขาที่มีสถานะเป็นบุคคลพื้นที่สูงซึ่งมีสิทธิในการขอสัญชาติไทยและเสียชีวิตแต่หัวหน้าครอบครัวยังไม่ได้ไปแจ้งตาย หลังจากนั้นจึงไปขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน วิธีการนี้ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก และมักได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่น

อีกวิธีหนึ่งคือ การเปลี่ยนอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของตน ในช่วงที่มีการสำรวจเพื่อกำหนดสถานะ แทนที่จะบอกว่าตนเองเป็นชนกลุ่มไหน กลับบอกว่าเป็นกลุ่มของชาวเขาซึ่งมีสิทธิในการขอสัญชาติไทยแทน เช่น เป็นคนไต แต่บอกว่า เป็นอาข่าหรือล่าหู่ เป็นต้น

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ในความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างคนไตกับรัฐไทย จะมีการใช้วาทกรรม "ไทยใหญ่" ทั้งจากรัฐไทยและคนไต

คำว่า "ไทยใหญ่" ถูกสร้างขึ้นในไทย คนไตที่เคยพูดคุยด้วยต่างบอกว่าสมัยที่อยู่ในรัฐฉาน พวกเขาไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน เพิ่งจะมาได้ยินตอนที่มาอยู่ในเมืองไทย

รัฐไทยและสังคมไทยโดยทั่วไปมักใช้คำว่า “ไทยใหญ่” เรียกคนไตที่อาศัยในรัฐฉานและในประเทศไทยซึ่งบรรพบุรุษอพยพมาจากรัฐฉานตั้งแต่อดีต

การที่รัฐไทยและสังคมไทยใช้คำดังกล่าว ทำให้คำดังกล่าวมีความเป็นทางการและมีลักษณะที่เป็นสถาบันและดูเหมือนว่าจะได้รับการยอมรับจากทางการ จึงทำให้คนไตส่วนใหญ่ในไทยรับเอาคำว่า “ไทยใหญ่” มาใช้เป็นชื่อเรียกกลุ่มของตนโดยไม่แยกว่าเป็นคนไตกลุ่มย่อยใด

ในส่วนของรัฐไทยนั้น ได้ใช้ประโยชน์ของ "วาทกรรม" ไทยใหญ่ในสองลักษณะ คือ

หนึ่ง ใช้ผนวกหรือดึงคนไตเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทย วิธีการนี้ให้ความสำคัญกับการมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างไทยใหญ่ (ไต) และ ไทยน้อย (สยาม) มีการสร้างเรื่องราวของเชื้อชาติไทยที่สะท้อนถึงสายสัมพันธ์ทางเครือญาติระหว่างไทยใหญ่และไทยน้อย นอกจากนี้ ในยุคที่รัฐไทยเริ่มให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมของกลุ่มชนมากขึ้นนั้น วัฒนธรรมไทยใหญ่ถูกส่งเสริมและได้รับการเผยแพร่เนื่องจากมีความตื่นตาและสวยงาม เช่น ปอยส่างลอง และจองพารา ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ไทยใหญ่จึงมิใช่สิ่งแปลกปลอมในสังคมไทย

สอง ในทางกลับกันรัฐไทยยังใช้วาทกรรมไทยใหญ่เพื่อแยกหรือผลักคนไตซึ่งถูกมองว่าไม่ใช่คนไทยออกจากคนไทย วิธีการนี้ เป็นการมองว่าผู้อพยพไทยใหญ่ที่อพยพหนีการกดขี่จากรัฐบาลพม่าเข้ามาในประเทศไทยถูกมองว่าเป็น “คนอื่น” เป็นผู้ที่มีสัญชาติพม่าที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย สร้างปัญหาให้เกิดกับรัฐไทย เป็นภัยต่อความมั่งคงของชาติ จึงจำเป็นต้องผลักดันให้ออกไป

ในฝั่งของคนไต วาทกรรม "ไทยใหญ่" ก็ถูกใช้ประโยชน์ด้วยเช่นกัน

ในแง่มุมแรก คนไตทั้งที่เทอดไทยและอาจรวมที่อื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มย่อยใดก็ตามในการมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐไทยและคนนอกกลุ่มมักใช้ “ไทยใหญ่” เป็นอัตลักษณ์สำคัญ ผมยังจำได้ว่าครั้งแรกที่ไปสำรวจพื้นที่วิจัยคนที่นั่นจะบอกว่าเขาเป็นไทยใหญ่ ไม่มีใครพูดคำว่า "ไต" เลยแม้แต่คนเดียว หรือแม่แต่ช่วงแรกๆ ของการลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนามคนในหมู่บ้านไม่ใช้คำว่า "ไต" กับผมเลย ดูเหมือนอะไรอะไรที่เกี่ยวข้องกับ "ไต" จะถูกแทนที่ด้วยคำว่า "ไทยใหญ่" ทั้งสิ้น รวมทั้งในพิธีการสำคัญๆ อย่างปอยปี๋ใหม่ ที่เชิญตัวแทนของรัฐไทยมาร่วมงาน ก็ตั้งชื่องานโดยใช้คำว่า "ไทยใหญ่" และใช้คำดังกล่าวในยามที่ต้องมีการกล่าวรายงานต่อหน้าตัวแทนของรัฐไทยที่เชิญมาร่วมงาน

นอกจากนี้แล้ว คนไตยังใช้คำว่า "ไทยใหญ่" ในการสร้างความชอบธรรมในการดำรงอยู่ในรัฐไทย โดยเชื่อมโยงกับเรื่องเล่าที่ว่า “ไทยใหญ่” และ “ไทยน้อย” เป็นพี่น้องกัน มีภาษาพูดคล้ายคลึงกัน มีวัฒนธรรมหลายๆ อย่างแบบเดียวกัน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมหรือเป็นคนอื่นในสังคมไทย

การใช้คำว่า "ไทยใหญ่" ในอีกลักษณะหนึ่งคือ คนไตที่เทอดไทยใช้คำนี้ในการสร้างอัตลักษณ์ของพวกเขาเสียใหม่ ว่าเป็น “คนไทยเชื้อสายไทยใหญ่” ถึงแม้ว่าคนไตส่วนใหญ่ของเทอดไทยจะยังไม่ได้รับสัญชาติไทยก็ตาม

การสร้างชาติของรัฐไทยผ่านอุดมการณ์ความเป็นไทย ตลอดจนการอยู่สภาพแวดล้อมที่รับเอา "ความเป็นไทย" มาจากทุกทิศทุกทางโดยเฉพาะระบบการศึกษาที่เป็นทางการของไทยและสื่อประเภทต่างๆ  ส่งผลให้สำนึก “ความเป็นไทย” ของคนไตทั้งที่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทยและที่ได้รับสัญชาติไทยเพิ่มมากขึ้น

เด็กหรือคนไตรุ่นใหม่ของเทอดไทยจำนวนไม่น้อยยอมรับว่าแม้รัฐฉานหรือเมืองไตจะเป็นแผ่นดินเกิดของพ่อแม่และตั้งอยู่ไม่ไกลจากประเทศไทย และครอบครัวยังคงติดต่อกับญาติพี่น้องในภูมิลำเนาเดิมมาตลอด แต่ดินแดนเหล่านั้นกลับ "ห่างไกลในความรู้สึก" และสำนึกบางอย่างที่เกิดขึ้นในฐานะที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาตลอดชีวิต

ขณะที่สำนึกความเป็นไทยเพิ่มมากขึ้นและคนรุ่นใหม่กลายเป็น "คนไทย" ตามกฎหมาย สำนึกของ “ความเป็นไต” ได้ก่อตัวขึ้นอย่างเข้มข้นทั้งในพื้นที่ของหมู่บ้านในเขตรัฐไทยดังที่ได้กล่าวไปแล้วในพลวัตทางชาติพันธุ์ในระดับหมู่บ้าน รวมทั้งในพื้นที่อีกฝั่งหนึ่งของเส้นเขตแดน

ในทัศนะของคนไตที่เทอดไทย คงไม่มีเหตุการณ์ใดที่จะทำให้คนไตที่มีภูมิหลังต่างๆ กันและอาศัยอยู่ในที่ต่างๆ กันทั้งในประเทศไทย รัฐฉาน และประเทศอื่นๆ มารวมตัวกันมากเท่ากับการเฉลิมฉลองวันชาติแห่งรัฐฉาน หรือวัน "เคอไต" ซึ่งจัดขึ้นที่บ้านเพียงฟ้าที่ตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของเส้นเขตแดนไทย-พม่า ซึ่งอยู่ห่างจากเทอดไทยประมาณสามสิบกิโลเมตร

ในช่วงของการเฉลิมฉลองวันชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ของทุกปี คนไตที่เทอดไทยจะข้ามเขตแดนไปยังบ้านเพียงฟ้า โดยจะขึ้นไปช่วยเตรียมงานและร่วมงานตั้งแต่ต้นจนงานเสร็จ

การเดินทางข้ามเขตแดนที่มีสีสันและเป็นการข้ามเขตแดนของคนจำนวนมากจากเทอดไทยไปยังเพียงฟ้าที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ การข้ามเขตแดนในช่วงเฉลิมฉลองวันชาติแห่งรัฐฉาน ส่วนใหญ่จะข้ามเขตแดนตรงจุดทางการที่มีทหารไทยตั้งด่านอยู่ ในขณะที่บางส่วนที่รู้จักคุ้นเคยกับพื้นที่และทหารของ Shan State Army มักข้ามแดนที่ไม่เป็นทางการเพราะไม่ต้องแสดงบัตรหรือถูกตรวจค้น

การเฉลิมฉลองวันชาติที่เกิดขึ้น ณ อีกฝั่งหนึ่งของเส้นเขตแดนนำไปสู่การปลุกสำนึกทางชาติพันธุ์และความเป็นชาติ ตลอดจนตอกย้ำ "ความเป็นไต" ให้เกิดขึ้นทั้งในเทอดไทยและเพียงฟ้า

ในส่วนของบ้านเทอดไทย เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดการตื่นตัวและผนึกกำลังของคนทั้งหมู่บ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มไตหนุ่ม และกลุ่มแม่บ้าน ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดเตรียมงาน  เช่น กลุ่มไตหนุ่ม ช่วยขายเสื้อโปโล(รูปด้านล่าง)ที่จัดทำโดยองค์กรของคนไตเพื่อนำรายได้มาช่วยในการจัดงาน รวมทั้งเข้าร่วมกิจกรรมแข่งกีฬาระหว่างคนไตเทอดไทยกับคนไตที่เพียงฟ้า จัดการแสดง เข้าร่วมขบวนแห่ รวมทั้งเป็นพิธีกรในงาน

ภาพเสื้อโปโลที่จัดทำโดยองค์กรของคนไตเพื่อนำรายได้มาช่วยในการจัดงาน     

 

ในขณะที่กลุ่มแม่บ้าน ซึ่งเป็นการรวมตัวของสตรีชาวไตและจีนยูนนานจากป๊อกต่างๆ เพื่อดูแลเรื่องอาหารในงานหรือผู้อาวุโสไตของเทอดไทยก็มีบทบาทในเรื่องของพิธีกรรมเสี่ยงทายที่สถานศักดิ์สิทธิ์ คือทำพิธีที่เทอดไทยเพื่อให้งานวันชาติที่เพียงฟ้าเป็นไปอย่างราบรื่น

สิ่งที่น่าสนใจนอกจากนี้ ได้แก่ การใช้สัญลักษณ์ของความเป็นไทยมาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสำนึกและความเป็นชาติของไตให้ชัดเจนและเข้มข้นขึ้น ด้วยการบอกเล่าเรื่องราวและประดับภาพของของสมเด็จพระนเรศวรซึ่งช่วยคนไตในการสู้รบกับพม่าในอดีต พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งคนไตเรียกด้วยความเทอดทูนว่า "ขุนหอคำ" และพระบรมวงศานุวงศ์ ไว้ที่ซุ้มจัดนิทรรศการภายในงาน

สิ่งนี้เห็นได้ชัดเจนมากในการจัดงานวันชาติแห่งรัฐฉานในปี 2550 ซึ่งใกล้เคียงกับปีที่คนไทยเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครองราชย์ครบ 60 ปี

ที่กล่าวมาทั้งหมด ขอสรุปว่า สำนึกทางชาติพันธุ์และความเป็นชาติของคนไตถูกสร้างขึ้นในท่ามกลางความสัมพันธ์เชิงอำนาจในหมู่ของคนไตกลุ่มต่าง ระหว่างคนไตกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น และระหว่างคนไตกับรัฐไทย ในบริบทของการสร้างชาติของรัฐไทยและเงื่อนไขทางสังคม-การเมือง

และในการสร้างสำนึกทางชาติพันธุ์และชาตินิยมของคนไตดังกล่าว คนไตไม่เพียงแต่ใช้เถ้าถ่านทางประวัติศาสตร์และรากเหง้าทางวัฒนธรรมเท่านั้น หากยังใช้ประโยชน์จากอุดมการณ์ "ความเป็นไทย" ในการสร้างสำนึกทางชาติพันธุ์และความเป็นชาติให้มีความชอบธรรมและเข้มแข็งยิ่งขึ้น

และที่สุดแล้วสำนึกทางชาติพันธุ์และความเป็นชาติดังกล่าวไม่เคยเป็นอิสระหรือหลุดพ้นจากอำนาจรัฐอย่างเบ็ดเสร็จ

ในช่วงท้ายการเสวนาในห้วข้อนี้ อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์  ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้นำเสนอข้อวิจารณ์/ข้อเสนอแนะ ติดตามได้จาก....อรรถจักร์วิจารณ์งาน “ไต” เสนอมองกระบวนการโต้กลับ”

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 18,719 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.