• 28 มีนาคม 2563 - 23:42 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

“ท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2” กับความท้าทายการเป็นเมืองเศรษฐกิจบนความเป็นเมืองประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม (1)

 วันที่ 26 มกราคม 2558 - 10:57 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 7,463 ครั้ง พิมพ์

 

นายทศพล ศรีนุช



การวางแนวทางการพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดนเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยแต่ละสมัยให้ความสำคัญอยู่เสมอ ล่าสุดประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาโดยพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผบ.ทอ.) รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ในฐานะผู้กำกับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ที่เห็นชอบในการผลักดันแผนพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน โดยคาดหวังว่าจะทำให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ เพราะจัดลำดับให้เป็น 1 ใน 7 โครงการเร่งด่วน ของแผนบริหารจัดการเศรษฐกิจไทย เนื่องจากในวันที่ 31 ธันวาคม 2558 สมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ประกาศจะรวมกันเป็นตลาดเศรษฐกิจเดียว สิ่งหนึ่งที่ไทยยังขาด คือ การประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน

เมืองเชียงแสนจึงได้ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเป็นหนึ่งใน 5 พื้นที่อันดับแรก ซึ่งได้แก่ ด่านอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว  ด่านแม่สอด  จังหวัดตาก ด่านสะเดา จังหวัดสงขลา ด่าน แม่สาย และด่านเชียงแสน จังหวัดเชียงราย และพิจารณาเรื่องสิทธิประโยชน์ว่าจะให้เท่ากับเขตการส่งเสริมการลงทุนเขต 2 หรือ 3 หรือจะให้พิเศษเป็นปีๆ ไป ล่าสุดก็ได้มีการพิจาณาให้พื้นที่ด่านแม่สอด  จังหวัดตากเป็นพื้นที่นำร่อง 

รัฐบาลที่ผ่านมามีความพยายามที่จะตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเชียงราย ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ คือ แม่สาย เชียงแสน และเชียงของ ซึ่งงานด้านอื่นได้ดำเนินการไปมากแล้ว แต่ประเด็นปัญหาที่สำคัญ คือ ยังไม่มีกฎหมายทางด้านนี้โดยเฉพาะ โดยเรื่องติดค้างอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา(สคก.) ที่ยังไม่สามารถทำเป็นข้อสรุปออกมาได้

แต่อย่างไรก็ตามเมืองเชียงแสนก็ยังคงดำเนินไปตามแผนที่ได้วางไว้ คือ ในทางเศรษฐกิจ ถูกจัดวางให้เป็นเมืองท่าเศรษฐกิจระหว่างประเทศเชื่อมต่อการค้าขายกับจีน พม่า และลาว ส่วนอีกทางหนึ่ง คือ เมืองประวัติศาสตร์ที่จำเป็นต้องอนุรักษ์โบราณสถาน ซึ่งจากการพัฒนาในปัจจุบัน ได้มีการเน้นประเด็นทางด้านเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น จึงมีความพยายามที่จะทำให้เชียงแสนเป็นศูนย์กลางการค้าในพื้นที่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนบน โดยการผลักดันและส่งเสริมท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนและโครงข่ายการเชื่อมโยงมายังท่าเรือ

การมองเมืองเชียงแสน ทั้งด้านความเป็นเมืองประวัติศาสตร์และเมืองที่มีศักภาพทางเศรษฐกิจ ทำให้รัฐมีนโยบายต่อเมืองเชียงแสนในหลากทิศทาง บางนโยบายก็ขัดแย้งกัน บางนโยบายก็ดูเหมือนจะไปด้วยกันได้ แต่ที่น่าสนใจ คือ นโยบายที่มาจากหลากหลายทิศทางนี้ ส่งผลต่อเมืองและคนในพื้นที่อย่างไร และนี่เป็นความพยายามตอบคำถามของงานข่าวเชิงลึกทั้งสามตอน เพื่อจะทำความเข้าใจเมืองเชียงแสนมากขึ้น โดยยกกรณีการเกิดขึ้นของท่าเรือเชียงแสนแห่งที่สองเป็นกรณีศึกษา

ย้อนดูความเป็นมาท่าเรือเชียงแสนแห่งที่สอง

ป้ายท่าเรือเชียงแสนริมฝั่งแม่น้ำโขงบริเวณท่าเรือเทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนเป็นโครงการที่สร้างขึ้นมาทดแทนท่าเรือแห่งเดิมที่อยู่ในตัวเมืองเชียงแสน ซึ่งมีศักยภาพรองรับการขนส่งได้เพียงปีละประมาณ 3 แสนตันขณะที่มูลค่าการค้าและปริมาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะการค้าระหว่างไทยกับจีน และที่ตั้งอยู่ในตัวเมืองประวัติศาสตร์เชียงแสนทำให้ไม่สามารถขยายพื้นที่และศักยภาพได้ ก่อเกิดความแออัดในพื้นที่ กอปรด้วยแนวคิดเรื่องการอนุรักษ์เมืองประวัติศาสตร์เชียงแสนที่อาจจะเสียหายจากการเดินทางของรถบรรทุกขนส่ง จึงได้มีการสำรวจและก่อสร้างท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนแห่งที่ 2 ขึ้นนายวีระ จินนิกร ผู้จัดการท่าเรือเชียงแสนและเชียงของ กล่าวถึงท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนว่า

“ เรารับนโยบายรัฐมาบริหาร ท่าเรือที่เชียงแสนนี้เป็นท่าเรือขนาดเล็กก็จริง แต่เป็นการค้าระหว่างประเทศ การที่จะให้ท้องถิ่นดูแลเองเลยคงไม่ได้ ต้องใช้ผู้ชำนาญมาบริหาร แล้วท่าเรือก็มารับภาระเรื่องนี้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมาส่งเสริมการค้า เรื่องของค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นก็อยู่ในอัตราที่ต่ำ เพื่อเป็นการส่งเสริมการค้าที่จะเกิดขึ้น”

พื้นที่สร้างท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนแห่งที่ 2 บริเวณบ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

การสร้างท่าเรือแห่งนี้ได้มีการสำรวจและเลือกพื้นที่บริเวณปากแม่น้ำกก บ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2550 เห็นชอบและอนุมัติในหลักการให้กรมเจ้าท่า ดำเนินการก่อสร้าง เพื่อใช้ทดแทนท่าเรือเชียงแสนแห่งแรก ซึ่งได้เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2552 ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2554 ให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เป็นผู้บริหารท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 และมีการเปิดใช้งานวันแรกเมื่อ 1 เมษายน 2555

แผนผังแสดงระบบโครงสร้างองค์กรของท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน

หลังจากที่มีการเปิดใช้งานมาแล้วประมาณ 2 ปี สามารถรองรับการขนถ่ายสินค้าได้เพิ่มมากขึ้นก็จริง แต่ก็ยังมีผู้ประกอบการหลายรายที่ยังคงไม่สะดวกในการใช้บริการ โดย พ่อค้าตัวแทนในการขนส่งทางเรือ (Shipping) ท่านหนึ่งที่ทำหน้าที่จัดการเรื่องขนส่งสินค้าลงเรือจีน ได้ให้ความเห็นว่า

“ไม่มีใครบังคับใครไปลง แต่ถ้าใครไปลงก็เป็นผลประโยชน์ของเขา แต่กว่าจะไปลงได้ก็เหนื่อยเหมือนกัน  คือ มันไกลเกินไป ข้อผิดพลาดอะไรมันก็มีเยอะที่ตรงนั้น  หาที่กินลำบาก จะจอดแวะซื้อที่ในอำเภอก็ไม่ได้

ถ้าถาม คนที่ทำงานด้านนี้รุ่นเก่าๆ ส่วนมากจะไม่เห็นด้วย เพราะ มันไกล ของแบบนี้ ควรจะเอาไปทำใกล้ๆ กับชายแดน เสร็จแล้วก็ต้องออกไปเร็วๆ ถ้าเกิดแจ้งเรือออกไปแล้ว และเรือพังไปต่อไม่ได้ จะไปอยู่ไหน ซึ่งยังไม่ได้ออกเขตแดนประเทศไทย ใครจะรับผิดชอบ แม้ว่าตอนนี้จะมีการแก้ปัญหาแบบคุยกันได้ แต่อนาคตข้างหน้ามันจะเป็นอย่างไร มันคงไม่เหมือนกับปัจจุบัน

ท่าเรือห้าเชียงบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ

เนื่องจากยังมีผู้ที่ไม่สะดวกใช้บริการท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน จึงได้ไปใช้บริการท่าเรือห้าเชียงของเอกชน ซึ่งส่วนมากจะเป็นการขนถ่ายน้ำมันเพื่อส่งไปจำหน่ายยังประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้แล้วยังมีผู้ประกอบการบางรายที่ยังคงใช้บริการที่ท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 1 ซึ่งปัจจุบันท่าเรือแห่งนี้เป็นท่าเรือโดยสารและท่องเที่ยว โดยมีการผ่อนปรนขนถ่ายสินค้าได้บ้าง

ท่าเรือเทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน จังหวัดเชียงราย (ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน แห่งที่ 1)

แม้ว่าท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 1 ทางกรมเจ้าท่าได้มอบอำนาจในการบริหารจัดการให้กับเทศบาลเวียงเชียงแสนแล้ว แต่ไม่ได้มอบให้ทั้งหมด โดยคุณบุญส่ง  เชื้อเจ็ดตน ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอเชียงแสน และอดีตนายกเทศมนตรีเวียงแสนเชียงแสน ได้ให้ข้อมูลว่า สิ่งที่กรมเจ้าท่ามอบหมายให้จัดการ คือ การหาคนมาเช่าดูแลต่อเพื่อจัดทำเป็นท่าเรือท่องเที่ยว ทางเทศบาลไม่ได้มีอำนาจดูแลทั้งหมด

“ท่าเรือแห่งที่ 1 นั้น เขาก็พยายามหาคนมาบริหารจัดการ บอกเทศบาลเข้าไปดูแล เทศบาลก็ไปหาคนมาดูแล รับช่วง ลักษณะที่เขาให้เราดูแล คือ เราจะต้องเช่า เพียงแค่มอบอำนาจบริหารการจัดการ แต่ไม่ได้โอนมาอยู่ในความดูแลของเทศบาลฯ

เราก็อยากจะสร้างศูนย์สินค้าปลอดภาษีขึ้นมา แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะสินค้าเชียงแสนมันไม่เหมือนที่อื่น ตอนนี้ก็ยังเป็นท่าเรือท่องเที่ยว ตอนนี้เห็นว่าให้ทางบริษัทแม่โขงเดลต้าเข้ามาเช่าบริหารจัดการอยู่ก็ แต่คิดว่าอนาคตก็คงค่อยเป็นค่อยไป”

 

ปรับโลจิสติกรับท่าเรือฯ

โครงข่ายทางถนนสนับสนุนท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน

            แม้ว่าการดำเนินการต่างๆ จะมีการพื้นที่ของท้องถิ่นและส่วนกลางบ้าง แต่การดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลก็เป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องปฏิบัติตามให้สำเร็จ นอกจากการสร้างท่าเรือแห่งใหม่เพื่อรองรับการขนส่งระหว่างประเทศแล้ว ยังมีการปรับปรุงระบบคมนาคมขนส่งภายในประเทศเพื่อเชื่อมโยงเส้นทางต่างๆ มายังท่าเรือแห่งนี้ เช่น การปรับปรุงถนนจากสองช่องทางจราจรเป็นสี่ช่องทางในเส้นทางแม่จัน – เชียงแสน, เชียงแสน – แม่สาย, เชียงแสน – เชียงของ, และ มีการตัดถนนเส้นใหม่ เพื่อเชื่อมโยงการคมนาคมจากท่าเรือมายังเส้นเลี่ยงเมืองทางด้านตะวันออกของเมืองเชียงรายอีกด้วย

ปัจจุบัน การปรับปรุงถนนให้เป็นสี่เลนส์ในเส้นทางแม่จัน – เชียงแสน, เชียงแสน – แม่สาย ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพียงแต่เส้นทางเชียงแสน – เชียงของ ที่กำลังดำเนินการอยู่ ส่วนเส้นตัดถนนเส้นใหม่ โดยมีจุดเริ่มต้นบริเวณแยกจากทางหลวงหมายเลข 1129 กม.ที่ บริเวณบ้านสันทรายกองงาม ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย แนวถนนไปทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ไปบรรจบกับทางหลวงหมายเลข 1098 กม.ที่ บริเวณบ้านท่าข้าวเปลือก ตำบลท่าข้าวเปลือก อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ.2558

จากโครงการและการพัฒนาต่างๆ ที่ผ่านมา รัฐบาลได้วางบทบาทของเมืองชายแดนส่วนใหญ่เป็นด้านโลจิสติกส์ และด้านการค้าข้ามพรมแดนที่เชื่อมโยงกับฐานผลิตในภาคกลางของประเทศ แต่ยังไม่มีฐานการผลิตหลักในพื้นที่ โดยล่าสุด นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกนอ.(บอร์ด) ได้เห็นชอบให้ กนอ. ร่วมดำเนินงานกับเอกชนจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมใหม่ 2 แห่ง คือ พื้นที่ ต.โพนสว่าง อ.เมือง จ.หนองคาย และพื้นที่ ต.สถาน อ.เชียงของ จ.เชียงราย รวมพื้นที่ทั้งสองแห่ง 3,422 ไร่ ซึ่งเอกชนจะเป็นผู้ลงทุน พัฒนา และให้บริการระบบสาธารณูปโภค

ปั้น ‘เชียงแสน’ สู่เขตเศรษฐกิจชายแดน กับรอยปะทะในพื้นที่

นอกจากรัฐจะดำเนินการการกำหนดเขตเศรษฐกิจชายแดนของเชียงแสน(ตามภาพ)แล้ว กรมโยธาธิการและผังเมืองกำลังเร่งออกแบบผังเมืองรวมบริเวณชุมชน รองรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ 12 พื้นที่ 10 จังหวัด โดยในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงรายประกอบด้วย

  • บริเวณ ต.สถาน อ.เชียงของ ติดสะพานมิตรภาพแห่งที่ 4 เชียงของ-ห้วยทราย พื้นที่ 500 ไร่   
  • บริเวณท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 ติดแม่น้ำโขงและถนนสาย 1,129 ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน พื้นที่ 752 ไร่
  • บริเวณด้านตะวันออกของเมือง อ.แม่สาย พื้นที่ 500 ไร่

 

 

แม้รัฐบาลจะมีการวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจไว้อย่างไร แต่ในสายตาของคนท้องถิ่นแล้ว กลับมองว่า คนท้องถิ่นจะได้รับประโยชน์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“ใครจะได้ประโยชน์จากเขตเศรษฐกิจชายแดนนั้น คนเชียงแสนคงจะได้น้อย คนเชียงแสนจะได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวมากกว่า พอนักท่องเที่ยวเข้ามา คนที่จะมีรายได้คือ คนที่เปิดร้านค้าขาย พวกเกษตรกร คนที่ทำงานบริการทั้งทางเรือและทางรถ และที่พักต่างๆ พวกรีสอร์ต เอาความเป็นเมืองโบราณ ความเป็นเมืองเก่ามาเป็นจุดขาย เอาวัฒนธรรมมาเป็นจุดขายจะดีกว่า คุณบุญส่ง  เชื้อเจ็ดตนแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม

จะเห็นได้ว่ามีการผลักดันด้านการส่งเสริมทางด้านเศรษฐกิจชายแดนอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาล แต่เมื่อมองกลับไปในท้องถิ่นแล้ว การบริหารจัดการของหน่วยงานในท้องถิ่นกลับทำได้อย่างจำกัด เนื่องจากปัญหาพื้นที่ในเขตเมืองเก่าส่วนมากต้องขึ้นอยู่กับกรมศิลปากร เพราะ เป็นพื้นที่โบราณสถาน ขณะเดียวกันงบประมาณที่ได้รับจัดสรรในการพัฒนาและจัดการพื้นที่มีอย่างจำกัด ที่สำคัญรัฐไม่ได้เข้ามาหรือมีการวางแผนและผังเมืองที่ชัดเจนตั้งแต่แรก จนทำให้ปัจจุบันการจัดการพื้นที่เมืองเชียงแสนเป็นไปได้ยาก ซึ่งคุณบุญส่ง  เชื้อเจ็ดตน ผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองเชียงแสนมาตั้งแต่เกิดสะท้อนให้เห็นว่า

“ความสมบูรณ์ของบ้านเมืองก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา โบราณสถานต่างๆก็เริ่มถูกทำลายไป เพราะคนเริ่มเข้ามาอยู่มาก พอกรมศิลป์เข้ามาพยายามที่จะผลักดันออกก็ยาก บางส่วนก็ทำได้ บางส่วนก็ทำไม่ได้ อันนี้ก็ต้องโทษรัฐบาลที่ไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ในช่วงที่ผ่านมา แต่ไปมุ่งการค้า การขาย  พอเป็นอย่างนี้แล้ว บ้านเมืองก็เกิดขึ้นเป็น 2 กลุ่ม คือ กระแสหนึ่งก็ไปทางเงินทอง กระแสหนึ่งก็ไปทางวัฒนธรรม

ที่จริงถ้าพูดถึงเรื่องการค้าขายแล้ว คนเชียงแสนได้ผลประโยชน์น้อย คนต่างถิ่นมาตักตวงเอามากกว่า อย่างแม่ค้าที่ขายแอปเปิลตามฝั่ง มันไม่ได้เกิดจากย่านเศรษฐกิจ มันเกิดจากการท่องเที่ยวมากกว่า

ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน แห่งที่ 1 ตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่เขตคูเมืองเก่าเชียงแสน

การเกิดขึ้นของท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนแห่งที่ 2 และเขตเศรษฐกิจชายแดนของเชียงแสนนั้น มีประเด็นที่เป็นปัจจัยสำคัญคือ สถานที่ตั้งของท่าเรือแห่งแรกอยู่ในเขตเมืองประวัติศาสตร์เชียงแสน และมูลค่าการค้าขายผ่านท่าเรือมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น แต่ด้วยความแออัดของพื้นที่ท่าเรือที่ไม่สามารถรองรับการขนถ่ายสินค้าได้อย่างเต็มที่ และไม่สามารถขยายศักยภาพเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้บริการเหล่านั้นได้ 

การกำหนดเขตพื้นที่ ห้ามรถบรรทุกผ่านในบริเวณใกล้กับโบราณสถาน

เนื่องจากอยู่ในเขตเมืองประวัติศาสตร์ที่ต้องเกี่ยวข้องกับพื้นที่ของกรมศิลปากร ซึ่งจะก่อให้เกิดความทับซ้อนกันระหว่างพื้นที่อนุรักษ์และพื้นที่คมนาคมขนส่ง นอกจากนี้การขยายทางการค้าขายกับทางจีน ทำให้มีรถบรรทุกขนส่งสินค้าวิ่งผ่านเข้าออกเมืองเป็นจำนวนมาก จึงเกิดความกังวลในเรื่อง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับแหล่งโบราณสถานต่างๆ

แม้ว่าสถานการณ์เมืองเชียงแสนในปัจจุบันจะมีการวางแผนแยกพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษออกจากเมืองประวัติศาสตร์ แต่ก็เป็นผลมาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลส่วนกลางที่มีอำนาจในการพิจารณา เมื่อการวางทิศทางการพัฒนาเมืองที่เน้นส่งเสริมเศรษฐกิจชายแดน จึงทำให้คนในพื้นที่ชายแดนเมืองเชียงแสนยังคงสับสนต่อไปว่า การพัฒนาเมืองเชียงแสนในอนาคตนั้น ใครจะเป็นคนขีดเส้นให้เดินไป แล้วเมื่อไหร่ที่คนเชียงแสนจะได้ร่วมตัดสินใจในอนาคตของตนเอง.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 18,719 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.