• 29 มีนาคม 2563 - 00:20 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

อรรถจักร์วิจารณ์งานศึกษา “ไต” เสนอมองกระบวนการโต้กลับ

 วันที่ 28 มกราคม 2558 - 11:00 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 2,681 ครั้ง พิมพ์

 

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเสวนาชุดอาเซียนเสวนาครั้งที่ 9 ในหัวข้อเรื่อง ประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์นอกกรอบรัฐชาติ (De-nationalized History and Ethnicity) ณ ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารปฏิบัติการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ในหัวข้อหนึ่งของงานเสวนาได้นำเสนอเรื่อง "ไท/ไต" : สำนึกทางชาติพันธุ์และชาตินิยมในหมู่บ้านชายแดนภาคเหนือของรัฐไทย โดย จักรพันธ์ ขัดชุ่มแสง ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น(อ่านที่ "รู้หรือไม่? คน “ไต” เทอดไท สร้างอัตลักษณ์อย่างไร ในภาวะที่ถูกเบียดขับให้เป็นคน “ชายขอบ”

ในช่วงท้ายการเสวนาในหัวข้อนี้ อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์  ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้นำเสนอข้อวิจารณ์/ข้อเสนอแนะ ว่า หลังจากฟังแล้ว รู้สึกว่าทำไมอัตลักษณ์คงที่ ทั้งที่ในตอนต้นพยายามนำเสนอว่าเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด

“เมื่อดูตั้งแต่อพยพมา ถึงขุนส่าในช่วงสั้นๆ 2518-2525 และอยู่กับรัฐไทยตั้งแต่ 2525-ปัจจุบัน แปลว่า อัตลักษณ์ทั้งหมดที่อาจารย์พูดมันถูกสร้างและคงที่จนถึงปัจจุบันซึ่งไม่จริง ผมยืนยันว่ามันไม่จริง”

ในความเห็นส่วนตัว เห็นว่า มีวิธีที่จะทำให้เราเห็นอัตลักษณ์ของกลุ่มไตหลากหลายกว่านี้ คือ การจำแนกแต่ละกลุ่มว่าเข้ามาเมื่อไหร่ และแต่ละกลุ่มที่เข้ามา เข้ามาสัมพันธ์กับใคร ถ้าเป็นตนจะจำแนกกลุ่มสองอย่าง คือ พื้นที่กับภาษาพูด ในการจำแนกพื้นที่ก็มีชนชั้นอยู่ในการจำแนก เช่น มาจากพื้นที่ป่าเป็นชาวป่า และในกระบวนการอพยพเข้ามาของแต่ละกลุ่มในแต่ละพื้นที่ และที่สำคัญมาในเวลาที่ไม่เท่ากัน จะทำให้เกิดอัตลักษณ์ไตที่ยังไม่กลืนกัน และขณะเดียวกันก็มีลำดับชั้น 

“ผมนึกถึงพื้นที่เคยไปทำงานกับอาจารย์เรณู ที่บ้านต้นฮุง ฯลฯ เราแบ่งออกเป็นไตเก่า ไตกลางเก่า ไตกลางใหม่ และไตใหม่ ไตใหม่เป็นผู้ที่ถูกขูดรีดมากที่สุด และจะถูกเหยียดหยามจากไตด้วยกันเอง ผมคิดว่าในหมู่บ้านที่อาจารย์ศึกษาการขูดรีดอาจจะไม่ชัดนักแต่มันมีลำดับชั้นแน่ๆ ดังนั้นถ้าหากเราจำแนกเวลาแต่ละพื้นที่ที่อพยพมาเราจะพบว่ามีความ Fragmented หรือการแตกแยกย่อยในกลุ่มอัตลักษณ์ไตในหมู่บ้าน ทำให้เขาจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาอะไรบางอย่างมากขึ้น และอะไรบางอย่างนั้นมีทั้ง ทหารไทย ทหารเจ้ายอดศึก และ/หรือพระมหากษัตริย์ไทย”

ในกรณีป๊อก 10 ค่อนข้างน่าสนใจ เดาว่าจะเป็นป๊อกที่มาทีหลัง และเป็นป๊อกที่ยังสามารถอ้างตัวเองว่า ตัวเป็น “ไตแท้” เหมือนกรณีไตใหม่ที่แม่ฮ่องสอน กลุ่มไตใหม่ที่แม่ฮ่องสอนถูกขูดรีดก็จริง แต่เวลามีงานเมื่อไหร่กลุ่มไตใหม่จะถูกกลุ่มไตเก่าหยิบเอามาใช้

ความอ่อนด้อยในการเรียนภาษาไทย ฯลฯ ทั้งหมดชี้ให้เห็นว่ามัน Fragmented แยกย่อยมากๆในแต่ละกลุ่ม พร้อมๆกับสิ่งที่แยกย่อย จากปี 2525 ถึงปัจจุบัน กระบวนการทางเศรษฐกิจดึงให้คนเหล่านี้เข้ามาอยู่ในเมือง กระบวนการดึงเข้ามาอยู่ในเมืองทำให้การรักษาอัตลักษณ์แบบเดิมที่คนรุ่นพ่อมี ไม่มีความหมาย ดังนั้นการเรียกร้องภาษาจึงไม่มี จนกระทั่งตอนหลัง(หลังมากๆ) มีความพยายามจะทำให้เกิดพิธีกรรมหรือประเพณีไทใหญ่มากขึ้น ด้วยเหตุผลที่คิดว่าไม่ใช่แค่อยากได้บัตรประชาชน แต่ด้วยความอยากขายความเป็น “ไทยใหญ่” เหมือนกับที่ไทยใหญ่แม่ฮ่องสอนหรือไทยใหญ่เมืองฝาง

ตั้งแต่ปี 2525-ปัจจุบัน ถ้าแยกระหว่างอัตลักษณ์สองแบบ(ซึ่งจริงๆแล้วมีหลายแบบ) คือเขาอยากจะเป็น “ไทย” ใน Public space หรือใน Political space แต่ในขณะเดียวกันเขาพยายามจะเรียกร้องความเป็น “ไต” ในชุมชน เพื่อทำให้เขามีพลังเพื่อที่จะเข้าไปต่อรองกับ Public space

“สิ่งสำคัญ คือ กระบวนการจัดการกับพี่น้องชนเผ่า หรือชาติพันธุ์ทั้งหลายของรัฐไทย กระบวนการกีดกัน จำกัดวง และทำให้อ่อนแอ (ซึ่งก็ทำกับพี่น้องไทยใหญ่ทั่วไป) พี่น้องไทยใหญ่ได้ตอบโต้อะไรบ้าง พี่น้องไทยใหญ่ทุกแห่งตอบโต้ด้วยการอิงกับ “ในหลวง” และอิงประวัติศาสตร์ กรณีเมืองฝาง-เวียงแหงนอกจาก อิง”ในหลวง” แล้ว ก็ยังอิง “พระนเรศวรฯ” กระบวนการตอบโต้การกีดกัน จำกัดวง และทำให้อ่อนแอเป็นสิ่งที่อาจารย์พยายามทำ และอยากให้หลังจากการศึกษาในวิทยานิพนธ์นี้ อาจารย์ลองขยับขึ้นมาทำให้มันชัดขึ้น”

อีกกระบวนการหนึ่งที่การศึกษายังไม่คลอบคลุมถึง คือ ไทใหญ่ในเขต SSA ทั้งหมด(ที่ออกมาจากขุนส่า)สัมพันธ์อยู่กับทหารไทย และสัมพันธ์มากสมัยสุรยุทธ์(จุลานนท์) ตอนนั้นทหารไทใหญ่บุกไปเผาหมู่บ้านของว้าสามแห่ง ทหารไทยใหญ่ที่บุกเข้าไปทั้งหมดใส่เสื้อใหม่เอี่ยม เพราะเป็นทหารไทยเป็นพี่น้องที่อยู่ในแถบนี้ เพราะ SSA สามารถสร้างเครือข่ายของตัวเอง แล้วดึงคนเทิดไทเข้ามา มันเป็นระบบเศรษฐกิจชุดหนึ่ง ซึ่ง SSA ได้รับมาจากทหารไทย เพราะทหารไทยกังวลว้ามาก

ดังนั้นสิ่งที่เราจำเป็นต้องกลับมามอง คือ กระบวนการสัมพันธ์กับ SSA ในการสร้างอัตลักษณ์และข้ามไปทำงานต่างๆ ด้านหนึ่งทหารไทยปล่อยให้ทำ เพราะในด้านหนึ่งเจ้ายอดศึกเองก็รู้ดี(หรือทหารไทยก็รู้ดี)ว่า ถ้าไม่เล่นเกมส์การเมืองชาตินิยมการเมือง และชาตินิยมวัฒนธรรมก็จะไม่มีทหาร (ซึ่งกลุ่มนี้ทำได้อย่างมากแค่การเมืองวัฒนธรรม)  

เพราะฉะนั้น ความซับซ้อนของการเปลี่ยนอัตลักษณ์จาก 2525 จนถึงปัจจุบัน น่าจะลองกลับไปศึกษาอีกครั้งหนึ่ง แล้วลงรายละเอียด แล้วจะพบว่าในการต่อสู้เพื่อหลุดจากกระบวนการกีดกัน จำกัดวง และทำให้อ่อนแอของพี่น้องไทยใหญ่ เขาเลือกอะไรบ้างในแต่ละช่วงเวลา.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 18,719 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.