• 29 มีนาคม 2563 - 00:10 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

“ท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2” กับความท้าทายการเป็นเมืองเศรษฐกิจบนความเป็นเมืองประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม (2)

 วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 - 12:32 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 8,241 ครั้ง พิมพ์

 

ทศพล ศรีนุช



การมองเมืองเชียงแสนทั้งด้านความเป็นเมืองประวัติศาสตร์และเมืองที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ ทำให้รัฐมีนโยบายต่อเมืองเชียงแสนในหลากทิศทาง บางนโยบายก็ขัดแย้งกัน บางนโยบายก็เหมือนจะไปด้วยกันได้ แต่ที่น่าสนใจ คือ นโยบายที่มาจากหลากหลายทิศทางนี้ ส่งผลต่อเมืองและคนในพื้นที่อย่างไร และนี่เป็นความพยายามตอบคำถามของงานข่าวเชิงลึกทั้งสามตอน เพื่อจะทำความเข้าใจเมืองเชียงแสนมากขึ้น โดยยกกรณีการเกิดขึ้นของท่าเรือเชียงแสนแห่งที่สองเป็นกรณีศึกษา

อ่าน “ท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2” กับความท้าทายการเป็นเมืองเศรษฐกิจบนความเป็นเมืองประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม (1)

 

ในตอนนี้จะกล่าวถึงบริบททางประวัติศาสตร์ที่ทำให้เมืองแห่งนี้มีศักยภาพของเมืองทางประวัติศาสตร์ไปพร้อมๆกับการเป็นเมืองทางเศรษฐกิจ

‘สามเหลี่ยมทองคำ’ จากพื้นที่ค้าฝิ่นสู่แลนด์มาร์กด้านการท่องเที่ยว

อำเภอเชียงแสนมีพื้นที่อาณาเขตติดกับประเทศเพื่อนบ้าน 2 ประเทศ คือ ประเทศพม่า และ สปป.ลาว โดยพื้นที่ของตำบลเวียงและตำบลบ้านแซวติดต่อกับ สปป.ลาว เป็นระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร และด้านทิศเหนือของตำบลเวียงติดต่อกับประเทศพม่าเป็นระยะทางประมาณ 17 กิโลเมตร เนื่องจากอำเภอเชียงแสนเป็นอำเภอชายแดนติดต่อกับกับประเทศเพื่อนบ้าน 2 ประเทศ ซึ่งมีแม่น้ำโขงไหลผ่าน จึงทำให้เกิดพื้นที่ที่เรียกว่า สามเหลี่ยมทองคำ

อาจารย์บุญส่ง  เชื้อเจ็ดตนได้เล่าว่า สามเหลี่ยมทองคำเกิดเป็นเชื่อเรียกกันมานานแล้ว แต่จากกระแสการส่งเสริมการท่องเที่ยวจึงทำให้ชื่อนี้กลับมาอีกครั้ง

“มีกระแสเรื่องการท่องเที่ยวโดยตั้งประเด็นให้สามเหลี่ยมทองคำมาเป็นจุดขาย  ที่จริงแล้วชื่อนี้ถูกตั้งมานานตั้งแต่ พ.ศ. 2512 2513 แต่ว่ามันหายไป ไม่มีใครกล่าวถึง จนถูกยกขึ้นมาใหม่ แล้วก็มีฝรั่งที่ชอบบุกเบิก ชอบอะไรใหม่ๆ เข้ามาท่องเที่ยว ซึ่งเป็นในลักษณะที่เป็นกลุ่มเล็กๆ สองสามคน มาแบบคนธรรมดา พอเริ่มมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา ทำให้คนเชียงแสนเกิดความรู้สึกเปลี่ยนแปลง มีความคิดที่จะประกอบอาชีพ บางกลุ่มก็หันมาจับเรื่องการค้าขาย เช่น ตั้งร้านอาหาร หรือขายสินค้า”

บริเวณพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำเคยเป็นบริเวณที่มีการปลูกฝิ่นจำนวนมาก แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของอำเภอเชียงแสน มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวล่องเรือตามลำน้ำโขง และมีบ่อนคาสิโนอยู่ทางฝั่งประเทศพม่า ประกอบกับมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆทำให้เกิดอาชีพด้านการค้าขาย บริการ และมีการจ้างแรงงานจำนวนมาก ซึ่งเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นนอกเหนือจากภาคเกษตรกรรม นอกจากนี้กำลังมีการก่อสร้างท่าเรือห้าเชียง ซึ่งเป็นท่าเรือของเอกชน เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าไปยังประเทศจีน พม่า และลาว โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ.2558

 

แม้ว่าสามเหลี่ยมทองคำจะอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงแสนไปทางทิศเหนือประมาณ 12 กิโลเมตร แต่เป็นเขตพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะคนจีนที่เดินทางมาด้วยรถยนต์

“หากนักท่องเที่ยวจีนเอารถมาทางเชียงของ ก่อนที่จะไปเชียงรายก็ส่วนมากแวะมาที่นี่ (สามเหลี่ยมทองคำ-ผู้เขียน)ก่อน มีแค่ส่วนน้อยที่จะไม่มา ส่วนใหญ่จะมาที่นี่ก่อน แล้วโดยมากก็จะมีเป้าหมายไปเที่ยววัดร่องขุ่น แล้วก็เชียงใหม่” นายประการ สุพันธ์ ผู้ประกอบการห้องพักบริเวณสามเหลี่ยมทองคำและสมาชิกสภาเทศบาลตำบลเวียง ให้ข้อมูล

 

เส้นทางสู่ความเป็นเมืองประวัติศาสตร์

 

ส่วนเขตเมืองประวัติศาสตร์เชียงแสนในปัจจุบันเป็นเมืองขนาดเล็ก มีพื้นที่ประมาณ 2.2 ตารางกิโลเมตร ในเขตเมืองยังพบโบราณสถานในตัวเมืองได้อย่างชัดเจน เช่น วัด กำแพงเมือง คูเมือง และป้อมประตูเมือง มีประชากรอาศัยอยู่กันอย่างกระจัดกระจายโดยเฉพาะบริเวณแถบริมน้ำโขงจะมีประชากรอาศัยอยู่กันอย่างหนาแน่น มีเส้นทางที่สามารถเดินทางไปยังอำเภอแม่สายและอำเภอเชียงของโดยตรงได้

หลังจากที่อำเภอเชียงแสนได้ถูกยกฐานะให้เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงรายในปี พ.ศ. 2500 ก็ได้มีการพัฒนาอนุรักษ์โบราณสถานและวัตถุโบราณที่เก่าแก่ไว้ กรมศิลปากรได้เริ่มดำเนินการปรับปรุง บูรณะ จัดสภาพแวดล้อมโบราณสถานที่ต่างๆ ขึ้นเป็นอนุสรณ์สถาน โดยในประชุมพงศาวดารภาคที่ 61 กล่าวถึงวัดในเมืองเชียงแสนว่ามีทั้งสิ้น 139 วัด แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ วัดภายในกำแพงเมือง 76 วัด และวัดนอกกำแพงเมือง 63 วัด

ในปี พ.ศ. 2530 เมืองเชียงแสนได้รับการบรรจุเป็นโครงการบูรณะและอนุรักษ์เมืองประวัติศาสตร์แห่งชาติ  ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 มีเป้าหมายที่จะวิจัยและสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับเมืองเชียงแสนและบริเวณใกล้เคียงที่เกี่ยวข้อง สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 6 เชียงใหม่ได้จัดทำแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองประวัติศาสตร์เชียงแสน พ.ศ. 2542 โดยมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับแผนการให้บริการและส่งเสริมการท่องเที่ยว และได้มีการจัดการโครงการบูรณะและพัฒนาเมืองประวัติศาสตร์เชียงแสน โดยมีกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการประมาณ 10 ปี (พ.ศ.2540 - 2549) เพื่ออนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานให้คงอยู่ และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของท้องถิ่น

โครงการบูรณะและอนุรักษ์เมืองประวัติศาสตร์เชียงแสนที่ยังคงดำเนินงาน

 

จากนโยบาย‘เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า’ ถึง การเดินเรือจากจีน : ใบเบิกทางสู่การเป็นเมืองท่าขนส่งสินค้า

แต่ในความเปลี่ยนแปลงของเมืองเชียงแสนที่เห็นได้ชัด คือ จากนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าของรัฐบาลชุดพลเอกชาติชาย  ชุณหะวัณ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเจ้าของที่ดินในบริเวณเมืองเชียงแสนกันอย่างมาก

“บ้านเมืองมาเปลี่ยนแปลงในช่วงพ.ศ. 2531 - 2533 ในยุคของพลเอกชาติชายเป็นนายกรัฐมนตรี เขามีนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ตอนเริ่มนโยบายชาวบ้านก็ไม่ค่อยรู้สึก จากนั้นที่ดินก็เริ่มมีราคา จากที่ดินที่ไม่เคยมีราคาก็เริ่มมีราคาเป็นหลักหมื่น หลักแสน ชาวบ้านที่มีที่ดินเยอะก็เลยขายไปบ้าง เพราะเห็นว่าเป็นหนทางที่จะทำให้เกิดรายได้ให้สุขสบาย ซึ่งส่วนมากก็เป็นที่ดินนอกกำแพงเมือง ไม่ว่าจะเป็นทางเหนือหรือใต้ คือ เป็นที่ไร่ที่สวนและที่นา ยุคนั้นจะมีเศรษฐีเกิดขึ้นมาก โดยจะมีนายหน้าซึ่งเป็นคนในพื้นที่คอยมาติดต่อ มาประสานให้กับผู้ซื้อ ผู้ขาย ตั้งแต่นั้นมาก็เริ่มเปลี่ยนแปลงแล้ว” นายบุญส่ง  เชื้อเจ็ดตน เล่าถึงช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงของเมืองเชียงแสน

ต่อมาเมื่อประเทศจีนและประเทศลาวร่วมมือกันการทดลองเดินเรือสำรวจลำน้ำโขงเป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน พ.ศ. 2533 มีเรือจีนขนาดใหญ่แล่นผ่านเขตอำเภอเชียงแสน หลังจากนั้นก็มีเรือในลักษณะเดียวกันเดินทางมาอีกหลายครั้ง

จากที่มีการทดลองเดินเรือหลายครั้ง ต่อมาได้มีเรือจีนท่องเที่ยวสูง 3 ชั้น แล่นมาจอดที่ท่าน้ำใกล้สถานีอนามัยข้างที่ว่าการอำเภอเชียงแสน  คณะฝ่ายจีนและคณะฝ่ายไทยจัดงานฉลองกันทั้งบนเรือและท่าน้ำ  คณะจากจีนได้ส่งบัตรเชิญข้าราชการในสมัยนั้นเข้าร่วมงานเลี้ยง  ฝ่ายเรือจีนเป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยงอาหารเย็น และมีการแสดงจากจีน อาหารจัดเลี้ยง คือ ข้าวต้ม เครื่องดื่มเป็นเบียร์จีน มีการแจกแอปเปิลเป็นครั้งแรกที่แอปเปิลจากจีนมาประเทศไทยมีลักษณะสีเหลืองนวลแกมเขียว ซึ่งคุณบุญส่ง  เชื้อเจ็ดตนได้ให้ความเห็นว่า แอปเปิลในช่วงแรกนั้น เนื้อจะเปื่อยไม่อร่อยเหมือนปัจจุบัน โดยคนเชียงแสนที่ไปร่วมงานเลี้ยงส่วนมากจะประกอบด้วยข้าราชการในอำเภอ กลุ่มพ่อค้า  และสโมสรโรตารี่

จากนั้นมีเรือจากจีนนำแอปเปิลมาขายมากขึ้นเรื่อยๆ  และมีประเภทสินค้าเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่มีการเปิดความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับจีน ก็ได้มีเรือจากประเทศจีนบรรทุกสินค้าล่องมาตามลำน้ำโขงมาขายกันจนถึงปัจจุบันนี้

บริเวณหน้าวัดผ้าขาวป้าน เดิมเคยเป็นแหล่งซื้อขายผลไม้จากจีน และเป็นตลาดการค้าที่สำคัญในการค้าขายระหว่างไทยกับจีนบนเส้นทางการค้าขายแม่น้ำโขง

ช่วงระยะแรกทางเรือจีนจะจอดขนถ่ายสินค้ากระจัดกระจายไปทั่วริมฝั่งโขง เรือเหล่านั้นใช้โซ่เหล็กล่ามเรือยึดไว้กับต้นไม้ใหญ่ที่ริมฝั่งน้ำจนตนไม้ใหญ่ๆที่มีอยู่มากมายตลอดแนวฝั่งน้ำ เช่น ต้นหางนกยูง และต้นฉำฉา  ภายหลังเมื่อมีการก่อสร้างเขื่อนริมฝั่งน้ำจึงมีการสร้างหลักเสาคอนกรีตขนาดใหญ่สำหรับล่ามยึดเรือ  เรือที่ล่องมาในระยะแรกเป็นเรือขนาดเล็กบรรทุกแอปเปิล  สาลี่ ได้ประมาณ 4,000 - 5,000 กล่อง  การขนถ่ายสินค้าต้องใช้แรงงานคนแบกของขึ้นมาบนท่า  ทำให้ประชาชนในบริเวณริมฝั่งน้ำโขงอำเภอเชียงแสน  และหมู่บ้านใกล้เคียงมารับจ้างแบกแอปเปิลกันมาก

เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะมาเดินเก็บภาษีที่ท่าน้ำ  แม่ค้าคนไทยเป็นผู้เสียภาษีทั้งหมด  แล้วจะมีพ่อค้า- แม่ค้าจากต่างอำเภอ  ต่างจังหวัดทั่วประเทศไทยมาซื้อไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง โดยนำรถมาบรรทุกสินค้าด้วยตนเอง

สภาพทั่วไปในบริเวณท่าน้ำแถบนั้นระหว่างปี พ.ศ. 2537-2541 เริ่มมีรถบรรทุกทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ชาวบ้านที่มารับจ้างแบกของก็นำรถมอเตอร์ไซค์มาจอดเป็นร้อยคันที่ท่าน้ำในบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสนเป็นจำนวนมาก กลายเป็นแหล่งที่มีคนพลุกพล่าน มีชาวบ้านบางรายทนไม่ไหวก็ต้องย้ายไปปลูกบ้านใหม่ที่อยู่นอกเมืองแทน

เรือบรรทุกสินค้าจีนที่จอดเทียบท่าเพื่อรอสินค้าในบริเวณท่าเรือเทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน

ในระยะแรกการค้าขายระหว่างไทยกับจีนเป็นไปอย่างเสรี เมืองเชียงแสนนั้นยังไม่มีท่าเรือขนส่งที่ได้มาตรฐาน ไม่มีตลาดที่แน่นอน การค้าขายมีลักษณะเป็นการค้าส่งที่ชาวเชียงแสนเป็นพ่อค้าคนกลางรับสินค้ามาแล้วขายไป ต่อมามูลค่าการซื้อขายเพิ่มมากขึ้นและตัวกลางในการขายส่งสินค้าเปลี่ยนแปลงไป กลายมาเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ซึ่งได้มีการตั้งหรือสร้างอาคารพาณิชย์เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบการค้าส่งในบริเวณริมถนนเลียบแม่น้ำโขง โดยกระจุกตัวอยู่ใกล้กับท่าเรือและด่านศุลกากร

บริเวณสองฝั่งถนนเลียบแม่น้ำโขงจึงมีอาคารพาณิชย์ คลังสินค้า และแผงลอยขายผลไม้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากไม่มีตลาดใหญ่เพื่อเป็นแหล่งในการค้าปลีก เมื่อมีการส่งสินค้าและรับสินค้าแล้วผู้ประกอบการจะนำสินค้าไปจำหน่ายหรือส่งต่อให้ผู้ประกอบการค้าส่งรายอื่นโดยทันที ในกรณีที่กระจายสินค้าไม่ทันจะนำสินค้าเก็บไว้ที่คลังสินค้า

อาจารย์บุญส่ง  เชื้อเจ็ดตนได้กล่าวถึงสภาพการจราจรบริเวณหน้าวัดผ้าขาวป้านว่า “พอการค้าขยายตัว เริ่มมีรถบรรทุกสินค้าประเภทสิบล้อ รถพ่วง ตอนที่ท่าเรือยังไม่เปิดใช้ ถนน(ซอย)หน้าบ้านของผมนี่เต็มไปด้วยรถบรรทุก รถสิบล้อจอดเพื่อจะมาขนถ่ายของที่ท่าน้ำหน้าวัดผ้าขาวป้าน ทั้งรอบรรทุกทั้งรอลง เกิดผลกระทบมาก ทั้งทางด้านการจราจรและด้านมลภาวะต่างๆ เช่น ขยะนี่เยอะมาก”

จากลักษณะเมืองเชียงแสนเป็นเมืองเก่า มีโบราณสถานมากมายภายในเขตเทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน โดยมีลักษณะถนนภายในเขตเทศบาลเป็นแบบตาราง และยังมีสภาพไม่ดีนัก เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรภายในเขตเทศบาล กรมทางหลวงได้ก่อสร้างทางเลี่ยงเมืองเชียงแสนขึ้น เพื่อแบ่งเบาภาระการจราจรภายในตัวเมืองและหลีกเลี่ยงการทำลายโบราณสถาน เนื่องจากบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสนมีเรือสินค้าจากประเทศจีนขนสินค้ามายังประเทศไทย และมีการขนถ่ายสินค้าบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสนบนทางหลวงหมายเลข 1290 (เชียงแสน – แม่สาย) ซึ่งทำให้เกิดการจราจรติดขัดอยู่เป็นประจำ

ถนนหลวงสายหมายเลข 1016 (แม่จัน – เชียงแสน) ที่ตัดผ่านตัวเมืองเชียงแสนไปบรรจบกับทางหลวงหมายเลข 1290 (เชียงแสน – แม่สาย)

 

รอยปะทะระหว่างความเป็นเมืองเศรษฐกิจกับเมืองประวัติศาสตร์

แม้ว่าจะมีความพยายามที่จะรักษาโบราณสถานในเขตเมืองเก่าไว้จากผลกระทบของการวิ่งของรถบรรทุกหนักและการบุกรุกพื้นที่โบราณสถาน แต่หากพิจารณาตามการนิยามของคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่าแล้ว พบว่าเมืองเชียงแสนถูกจัดให้เป็นเป็นเมืองโบราณขนาดเล็กไม่อยู่ในข่ายของความจำเป็นเร่งด่วนในการประกาศเป็นเมืองเก่า ซึ่งหากได้รับการประกาศเป็นเมืองเก่าแล้ว จะสามารถออกมาตรการการป้องกัน และควบคุมการกิจกรรมใดก็ตามที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในบริเวณเมืองเก่าได้

 

โบราณสถานส่วนใหญ่ในเมืองเชียงแสนตั้งอยู่ในเขตใกล้กับถนน

อย่างไรก็ตามในช่วงปี พ.ศ.2552 ก็ได้มีแนวคิดที่จะผลักดันแหล่งโบราณคดีเมืองเชียงแสน จังหวัดเชียงราย และเมืองสุวรรณโคมคำ แขวงบ่อแก้ว ประเทศลาว ขึ้นเป็นมรดกโลก ซึ่งมีลักษณะเป็นความร่วมมือกันของประเทศไทยและประเทศลาว โดยแหล่งโบราณคดีข้ามพรมแดนของสองประเทศจะมีลักษณะเป็น Trans-boundary of Archaeological Urban Complex of Chiang Saen and Suvannakhomkham

แต่เนื่องจากยังไม่มีแผนการดำเนินงานและการดูแลที่ชัดเจน นอกจากนี้เมืองเชียงแสนก็ยังมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการใช้พื้นที่โบราณสถานร่วมกับพื้นที่อยู่อาศัย กอปรกับมีบางความคิดเห็นที่จะอพยพชุมชนที่อยู่ในเขตโบราณสถานเหล่านั้นออกจากพื้นที่ ซึ่งประชาชนในพื้นที่บางส่วน ให้ความเห็นว่าเป็นเรื่องยากที่จะโยกย้ายชุมชนเหล่านั้นออกเพราะอยู่มานานและถือว่าเป็นชุมชนดั้งเดิม อีกทั้งพื้นที่บริเวณดังกล่าวถือเป็นใจกลางอำเภอ เป็นแหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญ ดังนั้นอาจเป็นเรื่องยากที่จะอพยพชุมชนออกไปอยู่ที่อื่น ด้วยสถานการณ์เหล่านี้ จึงทำให้โครงการนี้ลดบทบาทลงจากแวดวงสนทนาไป

“เรื่องเมืองมรดกโลกเราก็คงจะไปทำอะไรไม่ได้แล้ว ไปไม่ได้แล้ว เพราะเมืองมันแตกแล้ว เรื่องเศรษฐกิจนี่แหละที่มันทำให้สภาพบ้านเมือง สิ่งปลูกสร้างมันแตกกระจายไปแล้ว ผมเคยพูดกับท่านสหวัฒน์ แน่นหนา ซึ่งเป็น ผอ.เขตของศิลปากรเชียงใหม่ และท่านปองพล  อดิเรกสาร ก็มาสรุปความเห็นว่า มันคงเป็นไปได้ยาก เพราะ 1. พื้นที่มันแคบ  2. เมืองมันแตก สาเหตุเพราะว่าศิลปากรเข้ามาช้า เข้ามาพัฒนาช้า แต่สาเหตุหลักก็คือ รัฐบาลมุ่งเน้นทางด้านเศรษฐกิจและการค้าขายมากกว่าที่จะดูแลความเป็นเมืองเก่า ที่จะดำรงคงไว้ให้เป็นจุดขายทางด้านท่องเที่ยว” อาจารย์บุญส่งกล่าวเสริม

 

โบราณสถานในตัวเมืองเชียงแสนได้รับการจัดตกแต่งทัศนียภาพให้ดูสวยงาม

นอกจากที่เมืองเชียงแสนถูกกำหนดให้เป็นเมืองท่องเที่ยวทางแล้ว อีกบทบาทหนึ่งนั้นยังถูกกำหนดให้เป็นจุดเชื่อมการคมนาคม การพาณิชย์ ทางน้ำและทางบกบริเวณลุ่มน้ำโขงตอนบนภายใต้โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจตั้งแต่นโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า, ยุทธศาสตร์ 5 เชียง, สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ จนมาถึงหกเหลี่ยมเศรษฐกิจ ที่วางแผนให้เมืองเชียงแสนเป็นเขตเศรษฐกิจชายแดน

ซึ่งแนวทางการพัฒนาและบทบาทของเมืองเหล่านี้ แม้ว่าจะไม่ค่อยคืบหน้าเท่าที่ควร แต่ก็มีการถูกหยิบยกขึ้นมานำเสนอทุกครั้งที่มีการกล่าวถึงแนวทางการพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดน จากการที่เมืองเชียงแสนได้เปิดการค้าเศรษฐกิจชายแดนกับจีน ทำให้เกิดท่าเรือที่ใช้ร่วมกันระหว่างการท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้า ส่งผลให้มีการจอดเรือที่ไม่เป็นระเบียบ เกิดปัญหาการจราจรบนฝั่งและการคมนาคมทางน้ำ ซึ่งในปีพ.ศ.2545 มีท่าเรือรวมกันแล้วประมาณ 25 ท่าด้วยกัน

ท่าเรือเชียงแสนและเชียงของ ซึ่งบริหารงานโดยการท่าเรือแห่งประเทศไทย

 

ด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว ทางกรมโยธาธิการจึงได้ก่อสร้างท่าเทียบเรือแห่งใหม่ในพื้นที่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงห่างจากบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสนไปทางทิศใต้ประมาณ 900 เมตรใกล้กับกำแพงเมืองเชียงแสนทางทิศใต้ มีพื้นที่ประมาณ 9 ไร่ ด้านหลังติดถนนเชื่อมระหว่างอำเภอเชียงแสนและอำเภอเชียงของ เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าและวัตถุดิบจากภายในจังหวัดภาคเหนือ และกรุงเทพฯ เชื่อมโยงการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน ตามนโยบายของรัฐบาล ในการปรับปรุงโครงข่ายการคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การท่องเที่ยว การค้าและการลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางหรือประตูการพัฒนาภูมิภาคอินโดจีน รวมทั้งโครงการพัฒนาเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง หรือ หกเหลี่ยมเศรษฐกิจ

ต่อมาคณะรัฐมนตรีของไทยจึงมีมติเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2546 ให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นผู้บริหารและประกอบการ โดยได้เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2546

ด้านศักยภาพการรองรับของท่าเรือเชียงแสนในขณะนั้น สามารถรับเรือเทียบท่าได้ไม่เกิน 200 ตันกรอส[1] ยาว 50 เมตร กินน้ำลึกประมาณ 2 เมตร  มีลานจอดรถบรรทุกซึ่งสามารถรองรับรถบรรทุก 8 - 10 ล้อได้ประมาณ 50 คัน พร้อมทั้งมีทุ่นเทียบเรือความยาวทุ่นละ 50 เมตร จำนวน 2 ทุ่น เทียบเรือได้ 4 ลำ รถบรรทุกสามารถลงไปรับ - ส่งสินค้าข้างเรือได้ทุ่นละ  6 - 9 ลำ นอกจากนี้ยังมีเขื่อนเทียบเรือความยาว 250 เมตร รับเรือพร้อมกันได้ 3 ลำ เหมาะสำหรับการบรรทุกขนถ่ายสินค้าขนาดใหญ่ น้ำหนักมากโดยใช้ปั้นจั่นเคลื่อนที่ยกขนถ่ายสินค้า

นับตั้งแต่ปี 2547 ท่าเรือเชียงแสนมีเรือสินค้าที่เข้าเทียบเพื่อให้บริการขนส่งสินค้าจำนวน 1,700 เที่ยวและมีปริมาณสินค้าผ่านท่าเท่ากับ 74,414 เมตริกตัน ขณะที่ปี 2549 มีเรือสินค้าที่เข้าเทียบท่าเพื่อให้บริการขนส่งสินค้าจำนวน 2,378 เที่ยว และมีปริมาณสินค้าผ่านท่าเท่ากับ 171,537 เมตริกตันคิดเป็นร้อยละที่เพิ่มขึ้นเท่ากับ 28.51 และ 56.61 ตามลำดับ ซึ่งมีแนวโน้มในการเพิ่มขึ้นทุกปี

แต่ด้วยสถานที่ตั้งของท่าเรือแห่งนี้ยังอยู่ในเขตเมืองประวัติศาสตร์เชียงแสน และมูลค่าการค้าขายผ่านท่าเรือมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทำให้มีรถบรรทุกขนส่งสินค้าวิ่งผ่านเข้าออกเมืองเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดความกังวลในเรื่อง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับแหล่งโบราณสถานต่างๆ รวมถึงความแออัดของพื้นที่ท่าเรือไม่สามารถรองรับการขนถ่ายสินค้าได้อย่างเต็มที่ และไม่สามารถขยายศักยภาพเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้บริการเหล่านั้นได้ เนื่องจากอยู่ในเขตเมืองประวัติศาสตร์และพื้นที่มีจำนวนไม่เพียงพอ

รถบรรทุกที่จอดรอเพื่อนำสินค้าลงเรือบริเวณท่าเรือเทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน (ท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 1)

ในการแก้ปัญหาเรื่องความแออัดในพื้นที่ท่าเรือเชียงแสน จึงได้มีการวางแผนที่จะพัฒนาพื้นที่หลังท่า โดยคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้กรมศุลกากรประสานกับกระทรวงการคลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมทางหลวง ขอใช้พื้นที่ของกรมธนารักษ์ จำนวน 26-33.1 ไร่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานยาสูบ (13-2-21.5 ไร่) ศูนย์สำรวจอุทกวิทยาเชียงแสน (4-1-72 ไร่) สถานีตำรวจน้ำ (3-3.3 ไร่) และที่สงวน กรมทางหลวง (4-1-36.6 ไร่) เป็นพื้นที่หลังท่าของท่าเรือเชียงแสน เพื่อพัฒนาเป็นจุดพักสินค้า คลังสินค้าทัณฑ์บน และอาคารสำนักงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่การดำเนินการก็ไม่คืบหน้าเท่าที่ควร จึงได้มีแนวคิดในการสร้างท่าเทียบเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 ขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจชายแดนอำเภอเชียงแสน

ภาพถ่ายทางอากาศแสดงพื้นที่บริเวณโดยรอบท่าเรือเทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน (ท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 1)

 แนวโน้มสินค้ามันโตขึ้น วันนั้นที่สร้างไว้ขนาดนี้คาดว่าจะรองรับสินค้าได้ขนาดนี้ ทิศทางมันโตขึ้น ท่าจะไม่ไหวแน่ ตรงนั้นก็ขยับขยายไม่ออก เพราอยู่ในเขตเมือง เขตโบราณสถาน เขตประวัติศาสตร์ ถ้าจะเอารถบรรทุกหนักๆไปวิ่ง มันก็ดูจะไม่เหมาะ ก็มีโครงการขยับขยาย เริ่มหาพื้นที่ในเชียงแสนนี่แหละ ก็สำรวจไปตั้งแต่สามเหลี่ยมทองคำ ไล่มา สี่ห้าจุด แล้วสุดท้ายก็มาได้ที่นี่ (ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน 2 – ผู้สัมภาษณ์)” นายวีระ จินนิกร ผู้จัดการท่าเรือเชียงแสนและเชียงของกล่าวถึงที่มาของการสร้างท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนที่บริเวณบ้านสบกก

การสร้างท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนที่บริเวณบ้านสบกก ต.บ้านแซว ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงแสนไปทางทิศใต้ประมาณ 10 กิโลเมตร นั้น ส่งผลต่อการจราจรในเขตเมืองประวัติศาสตร์เชียงแสน ทำให้มีรถบรรทุกเข้ามาในตัวเมืองน้อยลง

 

ในเส้นทางก่อนเข้าเมืองเชียงแสนจะพบวงเวียนสำหรับถนนเลี่ยงเมือง ซึ่งแต่ละเส้นทางสามารถไปยังท่าเรือแต่ละแห่งได้

“ท่าเรือแห่งที่ 1 มีผลกระทบเยอะ เช่น การจราจร กระทบเรื่องมลภาวะ กระทบเรื่องเสียง มลพิษทั้งหลาย.ยิ่ง ขยะนี่สุดยอดไม่ว่าทางน้ำและทางบก พอย้ายไปอยู่ที่ท่าเรือแห่งที่ 2 ก็รู้สึกว่าเบาบางลงไป ในส่วนนี้เทศบาลก็เบาใจไปเยอะที่ไม่มีรถบรรทุกหนักเข้ามาจอดตามตรอกซอกซอยในเขตเทศบาล” อาจารย์บุญส่งสะท้อนภาพที่เกิดขึ้นหลังจากการเปิดใช้ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนที่บ้านสบกก

สภาพภูมิประเทศของเกาะช้างตาย (สบกก) เมื่อปี 2552 ก่อนที่จะมีการก่อสร้างท่าเรือ
ภาพจาก http://www.sobkok.com/community/index.php?topic=53.0

การก่อสร้างท่าเรือบริเวณเกาะช้างตายในพื้นที่ปากแม่น้ำกกมาบรรจบกับแม่น้ำโขง (สบกก) เมื่อปี 2552
ภาพจาก http://www.sobkok.com/community/index.php?topic=847.0

แต่อย่างไรก็ตามก็มีเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่บ้านสบกก ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณที่มีการสร้างท่าเรือ โดยส่วนมากมองว่า ได้รับผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนในพื้นที่อย่างมาก

การดำรงชีวิตของชาวบ้านก็เปลี่ยนไป อย่างเช่น เมื่อก่อนนี้เคยมีปลาเยอะแยะมากมาย เดี๋ยวนี้ก็ลดลง การประกอบอาชีพทางการประมง เดี๋ยวนี้ก็น้อยลง เมื่อก่อนนี้ก็หาปลากันแบบพอกินพออยู่ เหลือจากนั้นก็เอาไปขาย ระบบนิเวศน์ที่จะสัตว์ ที่ปลาจะขึ้นมาวางไข่ เขาก็เอาไปเป็นท่าเรือกันหมดแล้ว ที่ที่เคยเป็นสวน เป็นไร่ข้าวโพด ไร่ยาสูบ ก็กลายไปเป็นท่าเรือเหมือนกัน” ผู้ใหญ่บ้านสบกกเล่าถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การสร้างท่าเรือนั้นก็ส่งผลดีต่อหมู่บ้านบ้าง

“หลังจากก่อสร้างท่าเรือเสร็จ ทางน้ำก็เปลี่ยนไป มันก็ส่งผลดีบ้าง เมื่อก่อนนี้หมู่บ้านเป็นที่ราบลุ่ม เป็นพื้นที่ต่ำที่สุดของอำเภอเชียงแสน พอฝนตก น้ำหลากมาจะต้องท่วมที่บ้านสบกกนี้ก่อน ตั้งแต่มีการมาสร้างท่าเรือก็เปลี่ยนไป น้ำก็ไม่เคยมาท่วมเลย อาจจะมีมาท่วมบ้าง แต่ท่วมเพียงเล็กน้อย”

การก่อสร้างขยายถนนตัดผ่านหมู่บ้านสบกกเพื่อรองรับการคมนาคมขนส่งในอนาคต

 การพัฒนาเกี่ยวกับเมืองเชียงแสนที่ผ่านมา ได้สะท้อนถึงการบริหารจัดการเมืองและการวางผังเมืองที่ขาดการวางแผนอย่างรอบคอบ เช่น การสร้างท่าเรือพาณิชย์ในเขตเมืองเก่าที่ต้องใช้เส้นทางขนส่งผ่านโบราณสถาน สถานที่คับแคบไม่เพียงพอต่อการใช้บริการจนต้องมีการสร้างท่าเรือแห่งใหม่ อีกทั้งการบริหารจัดการในพื้นที่เมืองเก่าที่ท้องถิ่นไม่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง เนื่องจากเป็นพื้นที่รับผิดชอบของกรมศิลปากร

ถ้ามันไม่ไปเกี่ยวกับโบราณสถาน ท้องถิ่นมีอำนาจเต็มที่ แต่มันก็อยู่บนพื้นฐานของชาวบ้านด้วย หากไปเกี่ยวกับโบราณสถานแล้ว ทำอะไรก็ไม่ได้ ศิลปากรเขาไม่ยอม แม้แต่จะไปปลูกต้นไม้ในเขตโบราณสถานก็ไม่ได้ แต่ไปปลูกดอกที่รากไม่ลึกก็ยังพอทำได้” อาจารย์บุญส่งกล่าวถึงกรณีการจัดการที่ดินในเขตเมืองเก่าเชียงแสน และได้เสริมอีกว่า

“ก็มีการขัดแย้งกันเล็กๆ น้อยๆ เช่นการปลูกสร้างอาคาร ศิลปากรไม่อยากให้สร้างอาคารสูงในเขตเมืองเก่า แต่ผู้บริหารท้องถิ่นบางคนไม่ได้คำนึงถึงจุดนี้ ก็ปล่อยให้สร้าง เช่น อาคารสูง 3 ชั้น แต่ก็ยังมีไม่เยอะ อยู่กระจายกันไป เพราะมันไม่มีเทศบัญญัติในตรงนี้ เรื่องผังเมืองมันยังไม่ลงตัว ชาวบ้านยังไม่เข้าใจเรื่องผังเมือง ก็เลยขัดแย้งกันอยู่ เพราะถ้าผังเมืองออกมาแล้วมีการระบุว่า เขตนี้สร้างอาคารสูงได้ไม่เกินเท่านั้น เท่านี้ ชาวบ้านเขาไม่ยอม ซึ่งจริงๆ แล้วก็น่าจะมีการขอร้องกันก่อนในเรื่องการสร้างตึก”

สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของเมืองเชียงแสนที่เป็นเมืองเก่าที่ปรากฏหลักฐานทางกายภาพอันบ่งบอกถึงลักษณะอันเด่นชัดของโครงสร้างเมือง หรือโบราณวัตถุสถานในอดีต และมีการใช้สอยในลักษณะของเมืองที่ยังมีชิวิตอย่างต่อเนื่องจากอดีตจนถึงปัจจุบัน จากลักษณะดังกล่าว เมืองเชียงแสนจึงเป็นเมืองที่มีชีวิต (Living Environment) ที่มีลักษณะการใช้ที่ดินค่อนข้างสลับซับซ้อน ทำให้การบริหารจัดการไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง จำเป็นที่จะต้องมีการร่วมมือบริหารจัดการด้วยกันหลายฝ่ายทั้งฝ่ายภาครัฐส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชน

เราอาจจะเห็นภูมิทัศน์ของเมืองและการจัดการที่ต่างออกไปจากกการกำหนดทิศทางเมืองจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียวอย่างที่ผ่านมา.

 

 

[1] 1 ตันกรอสส์ = 2.83 ลูกบาศก์เมตร หรือ = 100 ลูกบาศก์ฟุต

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 18,719 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.