• 6 เมษายน 2563 - 13:08 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

เหมืองแร่ทองคำ สองทศวรรษไม่เคยมีประชาชนในสายตา

 วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2558 - 10:20 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 2,463 ครั้ง พิมพ์

 

แม้นวาด กุญชร ณ อยุธยา



อ่านเนื้อหาส่วนแรกได้ที่ http://www.prachatham.com/article_detail.php?id=224

"...ถ้าการขุดแร่ทองคำนั้น ทำความเสียหายให้ทรัพย์สินอื่นๆ ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน แหล่งน้ำ และผู้คน โดยที่แลกกับผลประโยชน์ปัจจุบันเพียงน้อยนิด ผมว่า เราเก็บไว้ก่อนเถอะครับ มูลค่าสินแร่ทองคำมันไม่ลดลงหรอกครับ เหลือไว้ให้ลูกหลานของเราบ้างเถอะครับ ผมค่อนข้างเชื่อมั่นว่า เขาจะจัดการได้ดีกว่าคนรุ่นเรา แต่สิ่งที่ผมเชื่อมั่นอย่างที่สุดคือ เขาเป็นส่วนหนึ่งของเรา และเราควรจะเหลือส่วนนั้นให้กับเขาครับ"

ทบทวนตอนท้ายนี้ มีหนังสือลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2555 จากบริษัททุ่งคำ ส่งถึง จังหวัดเลย และ อบต.เขาหลวง กรณี กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน เคลื่อนขบวนไปชุมนุมและยื่นหนังสือคัดค้านการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าโคกภูเหล็ก เพื่อทำเหมืองทองคำต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2555

เนื้อหาตอนหนึ่งในหนังสือของบริษัทได้โต้แย้งการคัดค้านของชาวบ้าน ไว้ว่า ‘...บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ได้เข้ามาทำกิจการเหมืองแร่ทองคำในบริเวณพื้นที่นี้ ก็เป็นการเข้ามาตามคำเชิญชวน เชื้อเชิญ และตามนโยบายการขยายกิจการอุตสาหกรรมของรัฐบาลไทย ภายใต้การควบคุมดูแลของ กระทรวงอุตสาหกรรมที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลไทย โดย บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ก็ได้ดำเนินการขอเปิดกิจการเหมืองแร่ทองคำตามระเบียบ และขั้นตอนตามกฎหมายทุกอย่าง มิฉะนั้นรัฐบาลไทยคงไม่อนุญาตให้มีการสัมปทานการทำเหมืองแร่ทองคำให้กับ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด และคงจะไม่ยอมเข้ามาถือหุ้นเพื่อเป็นเจ้าของใน บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ด้วยอย่างแน่นอน

คำถามที่ค้างเติ่งมาเนิ่นนานสำหรับรัฐบาล โดยกระทรวงการคลังที่ถือหุ้นอยู่ในบริษัท ทุ่งคาฮาร์เบอร์ จำกัด บริษัทแม่ของทุ่งคำ ซึ่งอยู่ในตลาดหุ้น มีรายได้หลักจากผลกำไรของเหมืองทอง แต่กลับมีผลประกอบการที่ขาดทุนมานานหลายปีจนถูกฟ้องล้มละลาย ปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงทำแผนฟื้นฟูกิจการ

แล้วชาวบ้านที่ร้องทุกข์จากผลกระทบมายาวนาน จะถามหาธรรมาภิบาลของการดำเนินกิจการภายใต้ตลาดหลักทรัพย์ได้จากใคร?

กับเหมืองทองในประเทศสองแห่งสร้างความผิดพลาดร้ายแรงจน กพร. มีคำสั่งปิดมาแล้วทั้งหมด 4 ครั้ง มีคดีที่รัฐฟ้องร้องบริษัทฯ อีกหลายคดีทั้งที่ปล่อยให้หมดอายุความและคดีที่อยู่ในชั้นศาล

เหตุใดการเรียกร้องต่อสู้ของชาวบ้านยาวนานนับทศวรรษถึงถูกปฏิเสธเหมือนไม่มีความหมายในสายตา ในขณะที่นายทุน อุตสาหกรรมข้ามชาติ กลับลอยนวลและเดินหน้าทำกำไรได้ทุกครั้งไป

บทความนี้จึงขอทิ้งท้ายด้วยความคิดเห็นของ ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร “เหมืองเลย เป็นกิจการของคนไทย เป็นเหมืองที่เป็นความหวังที่จะใช้ความรู้ทางธรณีวิทยา นักธรณีวิทยาน่าจะทำได้ดีเพราะเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ แต่กระบวนการทางสิ่งแวดล้อมที่ไม่ตั้งใจทำงาน ทำให้การทำเหมืองที่เลยทำลายอนาคตของกิจการทำเหมืองด้วยกันเอง เหมืองพิจิตร เป็นการทำเหมืองที่สะท้อนให้เห็นว่า เราไม่มีความพร้อมที่จะทำเหมือง โดยรัฐบาลให้ต่างชาติเข้ามาทำนั้น เขาไม่ได้รับผิดชอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการดูแลชุมชนรอบเหมืองให้ดี รัฐบาลต้องทบทวนนโยบายการขุดทรัพยากรธรณีขึ้นมาใช้ และการขุดทรัพยากรธรณีโดยต่างชาติ เพราะทั้งสองตัวอย่างนี้เป็นตัวทำลายความน่าเชื่อถือของกิจการเหมืองแร่ในอนาคต ในประเทศไทย”

ทั้งหมดนี้รอดูเพียงว่า รัฐบาลและข้าราชการไทยในวันนี้จะแยแสใส่ใจต่อชีวิตของประชาชน และจะคำนึงถึงผลประโยชน์ที่แท้จริงของชาติแค่ไหนเท่านั้นเอง.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 18,759 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.