• 6 เมษายน 2563 - 12:51 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

“ท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2” กับความท้าทายการเป็นเมืองเศรษฐกิจบนความเป็นเมืองประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม (จบ)

 วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 - 13:57 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 6,041 ครั้ง พิมพ์

 

ทศพล ศรีนุช



การมองเมืองเชียงแสนทั้งด้านความเป็นเมืองประวัติศาสตร์และเมืองที่มีศักภาพทางเศรษฐกิจ ทำให้รัฐมีนโยบายต่อเมืองเชียงแสนในหลากทิศทาง บางนโยบายก็ขัดแย้งกัน บางนโยบายก็ดูเหมือนจะไปด้วยกันได้ แต่ที่ดูน่าสนใจมากคือ นโยบายที่มาจากหลากหลายทิศทางนี้ ส่งผลต่อเมืองและคนในพื้นที่อย่างไร และนี่เป็นความพยายามตอบคำถามของงานข่าวเชิงลึกทั้งสามตอน เพื่อจะทำความเข้าใจพื้นที่เมืองเชียงแสนมากขึ้น โดยยกกรณีการเกิดขึ้นของท่าเรือเชียงแสนแห่งที่สองเป็นกรณีศึกษา

ในตอนสุดท้ายจะนำเสนอความเห็นและมุมมองของคนที่เกี่ยวข้องต่อกรณีการสร้างท่าเรือเชียงแสนแห่งที่สอง ได้แก่ ข้าราชการ ชาวบ้านในพื้นที่ ผู้ประกอบการทางธุรกิจ เพื่อช่วยสะท้อนภาพในแง่ที่ว่า หากจะพัฒนาเมืองที่ควบคู่กันไประหว่างความเป็นเมืองประวัติศาสตร์เพื่อการท่องเที่ยวกับความเป็นเมืองทางเศรษฐกิจ อะไรที่เป็นปัจจัยที่ควรคำนึงถึงบ้าง อันจะทำให้ไม่ซ้ำรอยกับที่เคยเกิดขึ้นกับ “ท่าเรือเชียงแสนแห่งที่สอง” ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเกิดจากความพยายามประนีประนอมเพื่อให้การเป็นเมืองทั้งสองแบบเดินคู่ไปได้ และนี่เป็นความท้าทายอันสำคัญต่อพื้นที่แห่งนี้ในอนาคต

หลากมุมมองความคาดหวังต่อท่าเรือเชียงแสนแห่งที่สอง     

ในการก่อสร้างท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนแห่งที่ 2 ภาครัฐคาดหวังว่าจะให้เป็นประตูการค้าระหว่างประเทศไทย กับประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน เพื่อส่งเสริมการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ ตามข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง ระหว่าง 4 ประเทศ คือ จีน พม่า ลาว และไทย รวมถึงเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงทาง เศรษฐกิจและการลงทุน ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

นอกจากนี้ ยังคาดหวังที่จะให้เป็นจุดเชื่อมโยงการค้ากับมณฑลทางตอนใต้ของประเทศจีน พม่า และลาว รวมทั้งการขนส่งต่อเนื่องไปยังประเทศต่าง ๆ โดยผ่านท่าเรือกรุงเทพ ท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือระนอง การก่อสร้างและพัฒนาท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 เป็นการสร้างความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและ บริการ เพื่อเตรียมความพร้อมรับการขยายตัวในอนาคต รวมถึงสามารถเชื่อมโยงการค้า จีน-อินเดีย โดยผ่านทางท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนแห่งที่ 2 ด้วยการบริการในแบบท่าเรือพาณิชย์สากล โดยการให้บริการที่มีมาตรฐาน สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัยและประหยัด

ที่มา :  http://www.chiangsaencustoms.com

 ส่วนผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองเชียงแสนมองว่า การสร้างท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนที่บริเวณปากแม่น้ำกก เป็นการลดมลภาวะภายในตัวเมืองเชียงแสนได้ แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ยังมีการใช้พื้นที่เดิมในการขนส่งสินค้าอยู่ ซึ่งอาจารย์บุญส่ง  เชื้อเจ็ดตน ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอเชียงแสน อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน กล่าวว่า

“ท่าเรือแห่งที่ 1 มีผลกระทบเยอะ เช่น การจราจร กระทบเรื่องมลภาวะ กระทบเรื่องเสียง มลพิษทั้งหลายแหล่ ขยะก็เป็นปัญหาสำคัญไม่ว่าทางน้ำและทางบก พอย้ายไปอยู่ที่ท่าเรือแห่งที่ 2 ก็รู้สึกว่าเบาบางลงไป ในส่วนนี้ก็เบาใจไปเยอะที่ไม่มีรถบรรทุกหนักเข้ามาจอดตามตรอกซอกซอยในเขตเทศบาล

ถนนทางหลวงหมายเลข 1129 เลียบน้ำโขง เดิมเคยเป็นเส้นทางที่รถบรรทุกผ่านไปยังท่าเรือ

ในด้านของคนบ้านสบกกเอง ซึ่งเป็นคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับสถานที่ก่อสร้างท่าเรือแห่งใหม่ บริเวณปากแม่น้ำกก ก็ได้บอกเล่าถึงความคาดหวังผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการเข้ามาของท่าเรือแห่งนี้

“ชาวบ้านเขาก็อยากเห็นสิ่งที่ดี สิ่งที่เจริญเข้ามา ตอนที่เขาจะก่อสร้าง ก็มีการทำประชาวิจารณ์ว่า จะมีผลประโยชน์อะไร แบบไหนให้ชุมชน ถ้ามาอยู่แล้วก็จะเข้าช่วยเหลืออะไรแบบนี้ ดูแลสุขภาพ ส่งเสริมอาชีพ เป็นท่าเรือเปิดที่ใครจะเข้าไปค้าขายทำมาหากินอะไรก็ได้ ชาวบ้านคิดว่าจะมีลักษณะเป็นท่าเรือเปิด ชาวบ้านสามารถเข้าไปทำมาหากินได้ ขายของได้ มันก็จะมีความเจริญ นายนพคุณ  สุวรรณ์ ผู้ใหญ่บ้านสบกก ต.บ้านแซว ได้เล่าถึงช่วงที่มีการทำประชาพิจารณ์ก่อนที่จะมีการสร้างท่าเรือ

ด้านผู้ประกอบการมองว่า ที่ตั้งของท่าเรือแห่งใหม่นี้ อยู่ไกลจากชายแดนมากกว่าเดิม ทำให้ต้องใช้เวลาในการออกเขตแดนเพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามหากเปิดให้ใช้ก็ยินดีไปใช้

ระยะเวลาในการเดินเรือระหว่างท่าต่างๆในแม่น้ำโขง จากท่าเรือซือเหมา ถึง ท่าเรือเชียงแสน 2

“คนที่ทำงานด้านนี้รุ่นเก่าๆ ส่วนมากจะไม่เห็นด้วย เพราะ มันไกล ของแบบนี้ ควรจะเอาไปทำใกล้ๆ กับชายแดน เสร็จแล้วก็ต้องออกไปเร็วๆ สมมติว่า ถ้าไปสร้างที่สามเหลี่ยม แค่ 15 นาที ก็ออกจากประเทศเราไปแล้ว ทีนี้จะเกิดอะไรขึ้น ก็ไม่เกี่ยวกับเราแล้ว กลายเป็นเรื่องของเขา แต่ถ้าเขาให้ไปใช้ก็ต้องไปใช้เหมือนกันหมด” นายทอง  ผาจอม ผู้ประกอบอาชีพตัวแทนออกของ (Shipping) สะท้อนมุมมองจากทางผู้ประกอบการขนส่งทางเรือ

 

ดอกไม้ และก้อนอิฐ หลังการเปิดใช้ท่าเรือฯ

            หลังจากที่ได้มีการก่อสร้างและเปิดใช้งานท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนแห่งที่ 2 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2555 นั้น การดำเนินงานในช่วงแรก เกิดเสียงตอบรับในเชิงลบจากทางหลายฝ่าย เช่น ทางผู้ประกอบการขนส่ง เป็นต้น แต่ทางนายวีระ จินนิกร ผู้จัดการท่าเรือเชียงแสนและเชียงของกลับมองว่า การย้ายมาใช้สถานที่ในปัจจุบัน มีความเหมาะสมและมีแนวโน้มการใช้บริการที่มากขึ้นเรื่อยๆ

            “พื้นที่ตรงนี้เหมาะสมที่สุด แม้พื้นที่จะว่าง แต่ขนาดมันไม่เท่ากัน ถ้าพื้นที่น้อยกว่านี้มันขยายลำบาก ต้องเผื่ออนาคตมันโตขึ้นมา หากในอนาคตอีก 5 ปี ถ้าพื้นที่นี้มันเต็ม ข้างหลังก็ยังขยายได้

            เรื่องระดับน้ำนี่น่าจะหมดไปแล้ว มีการตรวจสอบอยู่ทุกวันๆ วันนี้ยัง 3 เมตรกว่า ซึ่งเรือก็ยังวิ่งได้สบายๆ สิ่งที่ยืนยันก็คือมีเรือขนาดใหญ่จอดอยู่ตรงที่ท่าเรือ ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องระดับน้ำ

เมื่อเปรียบเทียบกับทางท่าเรือเดิมก่อนย้ายมากับปัจจุบัน ที่นี่ดีกว่าเดิม และมีแนวโน้มน่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ ทางด้านของการขนถ่าย ปริมาณเรือสินค้ามาใช้บริการเยอะมากขึ้น”

ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงเปรียบเทียบขนาดของท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนแห่งที่ 1 กับ ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนแห่งที่ 2
(ภาพจาก Google earth)

แต่อย่างไรแล้ว เสียงสะท้อนของผู้ใช้บริการท่าเรือ ยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง เช่น เรื่องปัญหาเกี่ยวกับระบบน้ำภายในท่าเรือที่ทั้งชาวบ้านและผู้ประกอบการเห็นว่า ระบบน้ำภายในแอ่งท่าเรือมีการหมุนเวียนไม่เพียงพอ ทำให้น้ำเกิดการเน่าเสียได้

“ถ้าถามคนจีนนี่ เขาจะไม่เอาเลย เพราะน้ำที่นั่นใช้ไม่ได้ จะอาบน้ำทีหนึ่งก็ต้องเอาเรือออกมาที่ตรงกลางแม่น้ำ เพราะน้ำที่ท่าเรือ 2 มันเป็นแอ่ง ระบบน้ำมันไม่ไหลดีพอ ไม่มีน้ำเข้าข้างหน้า แต่เป็นน้ำเข้าข้างหลังแทน เนื่องจากคนจีนต้องกินนอนอยู่บนเรือ แล้วมันก็มีแต่น้ำเสีย

ที่แน่ๆ เรือจีนนี่จะไม่นอนที่นั่น  สมมติว่าถ้าจะมีของขึ้นวันพรุ่งนี้เช้า เย็นวันนี้ก็ให้อาบน้ำก่อน แล้วไปที่ท่าเรือเลย พอพรุ่งนี้เช้าก็ออกเรือเลย ถ้าไปนอนรอ 3 วัน เนื้อตัวก็จะเหนียวแล้ว เพราะมันไม่มีที่อาบน้ำ” นายทอง  ผาจอม ผู้ประกอบอาชีพตัวแทนออกของ (Shipping) สะท้อนมุมมองจากทางผู้ประกอบการขนส่งทางเรือ

บริเวณภายในท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนแห่งที่ 2

ทางด้านชาวบ้านบ้านสบกกก็รู้สึกว่า ไม่ค่อยได้รับประโยชน์จากท่าเรือเท่าใดนัก โดยผิดจากที่คาดหวังไว้ว่า หากเป็นท่าเรือเปิดที่ชาวบ้านสามารถเข้าไปค้าขาย ประกอบอาชีพได้ แต่กลับกลายเป็นท่าเรือเขตควบคุมศุลกากร ซึ่งมีการจัดระเบียบพื้นที่ภายในและควบคุมการเข้า-ออก

“ตอนที่เขาจะก่อสร้าง ก็มีการทำประชาวิจารณ์ว่า จะมีผลประโยชน์อะไร แบบไหนให้ชุมชน ถ้ามาอยู่แล้วก็จะเข้าช่วยเหลืออะไรแบบนี้ ดูแลสุขภาพ ส่งเสริมอาชีพ แต่มันก็เป็นโครงการลอยๆ ก็มีช่วยอยู่ แต่เป็นแบบกระจายไม่ค่อยเป็นรูปธรรมเท่าไหร่ เช่น มีโครงการส่งเสริมอาชีพ อบรมบ้าง มีการแข่งขันกีฬาอะไรแบบนี้ ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นแบบที่ชาวบ้านคาดหวังไว้

การทำประมงในแม่น้ำโขงเป็นอาชีพส่วนใหญ่ของคนในชุมชนสบกก
(ภาพจาก http://www.sobkok.com/community/index.php?topic=2229.0)

ชาวบ้านไม่รู้ว่ามันเป็นท่าเรือปิด นึกว่าเป็นท่าเรือเปิดที่ใครจะเข้าไปค้าขายทำมาหากินอะไรก็ได้ การเข้าออกมันก็ไม่สะดวกสบาย ต้องผ่านนั่น ผ่านนี่ การเข้าไปทำมาค้าขายก็ต้องประมูลพื้นที่ คนบ้านเราได้ไปเป็นยามสักคนสองคนก็มี แต่ก่อนชาวบ้านมองว่ามันจะเป็นท่าเรือ เกิดนั่น เกิดนี่ จะเจริญอะไรอย่างนี้ พอเป็นท่าเรือปิดก็จบกันเลย” กลุ่มตัวแทนชุมชนบ้านสบกกเล่าให้ฟังถึงความคาดหวังของชุมชนที่มีต่อการเข้ามาของท่าเรือฯ

ส่วนผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองเชียงแสนอย่างอาจารย์บุญส่ง  เชื้อเจ็ดตน ให้ความเห็นถึงการเปิดใช้ท่าเรือที่บริเวณสบกกในช่วงที่ผ่านมาว่า อาจจะไม่ส่งกระทบกับเวียงเชียงแสนมากนัก แต่ก็ยังมีผู้ขนส่งบางรายที่ยังคงใช้ท่าเรือแห่งที่ 1 อยู่

“ตอนนี้ก็ไม่มีผล ไม่ได้เกี่ยวกับเราเลย ไปอยู่โน่นก็ตัดไปเลย แต่ก็ยังมีสินค้าบางประเภทที่เอามาลงที่ท่าเรือหน้าวัดปงสนุก เพราะบางของอย่างมันไปที่โน่นไม่ได้ โดยเฉพาะหน้าแล้ง ตรงนี้ก็เป็นเรื่องของทางเทศบาล ทางกรมเจ้าท่า และศุลกากรไปคุยกันเอง”

ปัจจุบันยังมีการขึ้นลงสินค้าในพื้นที่ท่าเรือเทศบาลตำบลเวียงเชียงแสนอยู่  (หน้าวัดปงสนุก) ซึ่งในท่าเรือแห่งนี้จะแบ่งขาออกเป็น 2 ฟาก โดยจะใช้เป็นท่าเรือท่องเที่ยวฟากหนึ่ง และอีกฟากเป็นท่าเรือขนส่ง ซึ่งเดิมเป็นท่าเรือท่องเที่ยว แต่ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงหลังจากวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

แม้จะมีผลตอบรับไม่ค่อยดีนักจากผู้ใช้บริการและชาวบ้านในพื้นที่ แต่ผู้จัดการท่าเรือก็ยังมั่นใจว่า ท่าเรือแห่งนี้มีศักยภาพเพียงพอที่จะรองรับการเชื่อมต่อการค้าในอนาคตได้

“ในโครงการใหญ่เขาจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมานั่งคุยกัน จะเห็นว่าถนนที่เชียงแสนนี้จะพุ่งมาที่ท่าเรือทั้งหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นสายเชียงแสน – แม่จัน,  เชียงแสน  -เชียงของ หรือว่าเชียงแสน-เชียงรายเส้นใหม่ ถนนทั้งสี่ห้าเส้นที่ทำจะพุ่งมาที่ท่าเรือทั้งหมดเลย”

เส้นทางถนนที่เชื่อมโยงมายังท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนแห่งที่ 2

ทั้งยังเปรียบเทียบว่า ในการบริหารท่าเรือก็เหมือนกับร้านข้าวแกงในโรงอาหาร ทำอย่างไรถึงจะดึงดูดลูกค้าให้มาใช้บริการของเราให้ได้

“เปรียบเสมือนกับร้านข้าวแกง หากลูกค้าเดินผ่านหน้าร้าน เราไม่ได้ไปจับเขา แล้วบอกว่า คุณต้องมากินร้านผม ห้ามกินร้านคนอื่น แต่ผมพยายามบอกว่าสินค้าร้านผม คือของคุณภาพ มีบริการอำนวยความสะดวกร้านเรากว้างขวางสะอาด

แต่การที่ใครจะไปเลือกลงตรงไหนนั้น เราคงไปบังคับเค้าไม่ได้ แต่ถ้าคุณมาใช้บริการที่เรา เรากล้ารับประกัน สามารถอำนวยความสะดวกสบายให้คุณได้เต็มที่”

อย่างไรก็ตามทางผู้จัดการท่าเรือเชียงแสนก็ยังเห็นว่า แม้จะมีการเติบโตขึ้นของท่าเรือ แต่ก็ยังไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังไว้

 มันมีแนวโน้มดี แต่ก็ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ทางผู้ก่อสร้างได้ตั้งไว้ ไม่โตก้าวกระโดดไป 15-20 เปอร์เซ็นต์”  “แนวทางไปได้ตามที่ตั้งใจไว้ แต่ควรจะไปได้เร็วกว่านี้ ได้ดีกว่านี้

การปรับตัวของ รัฐ-ผู้ใช้ท่าเรือฯ และชาวบ้านในพื้นที่

จากผลกระทบที่เกิดขึ้นผู้ประกอบการบางรายก็ยังคงใช้พื้นที่ท่าเรือแห่งที่ 1 ในการขนส่งสินค้าอยู่ โดยยอมเสียค่าปรับในกรณีที่เรือสินค้าไปจอดนอกท่า ซึ่งส่วนมากจะไปอยู่ตรงบริเวณหน้าวัดผ้าขาวป้านในตัวเมืองเชียงแสนอีกครั้ง แต่หลังจากที่มีการทำรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ทหารจึงได้ขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเปิดใช้ท่าเรือในตัวเมืองเชียงแสนสำหรับการขนส่งสินค้าชั่วคราว และให้ผู้ประกอบการที่จอดเรือนอกท่าบริเวณหน้าวัดผ้าขาวป้านมาใช้ท่าเรือแห่งเดิมแทน

ทำให้ปัจจุบันเมืองเชียงแสนมีท่าเรือสำหรับขนส่งสินค้าค้าขายระหว่างประเทศ จำนวน 3 แห่งด้วยกัน คือ ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ณ บ้านสบกก,  ท่าเรือเทศบาลตำบลเวียงเชียงแสนที่แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งสำหรับการขนถ่ายสินค้าลงเรือ และอีกส่วนหนึ่งให้เอกชนเช่าพื้นที่เป็นท่าเรือท่องเที่ยว และท่าเรือห้าเชียง ซึ่งเป็นท่าเรือของเอกชน ที่จะเปิดใช้บริการเต็มรูปแบบในปี 2558

ท่าเรือห้าเชียงซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง

หากท่าเรือห้าเชียงเปิดใช้บริการ ก็มีผู้ประกอบการหลายรายที่ยังรอดูว่า มีแผนจัดการอย่างไร  หมายถึง ต้องดูว่าจะเป็นพื้นที่นอกเขตหรือในเขตศุลกากร ถ้าเป็นพื้นที่นอกเขตที่ต้องขออนุญาตทุกครั้ง ก็ไม่สะดวกและคล่องตัว  ซึ่งเรื่องศุลกากรนั้นทางผู้ใช้บริการจะไม่ค่อยกังวล แต่ที่ไม่สะดวกและคล่องตัวอาจจะมีเพียงกับทหารเท่านั้น ถ้าเป็นนอกเขตศุลกากรก็ต้องขออนุญาต ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติมานานแล้ว

ที่มา : http://www.chiangsaencustoms.com

            คาดการณ์ว่า มูลค่าเศรษฐกิจชายแดนในลุ่มน้ำโขงจะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการค้าขายกับจีนที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนจำเป็นต้องมีการขยายการรองรับสินค้าเข้าและออกที่มีจำนวนมากขึ้น

“ที่นี่ท่าเรือ เราไม่ได้มานั่งบริหารอย่างเดียว เราทำการตลาดด้วย เราออกไปต่างประเทศ ตลาดจีนมีอะไรเราก็ดู จีนพัฒนาอะไรไปบ้าง เราพร้อมแล้วจีนพร้อมรึยัง เพราะต้นทางและปลายทางมันต้องคล้ายๆกัน ไม่อย่างนั้นขนของมาแล้วขึ้นไม่ได้ เพราะท่าคนละแบบ ความคาดหวังในอนาคตทางจีนขนเยอะ ส่งของขึ้นไปไม่พอกินพอใช้ เพราะฉะนั้นเราคาดว่าการเติบโตลุ่มแม่น้ำโขงจะเยอะมาก” ผู้จัดการท่าเรือกล่าว

แต่ขณะเดียวกันที่รัฐบาลไทยลงทุนเดินหน้าเรื่องเขตเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศในลุ่มน้ำโขง ชาวชุมชนบ้านสบกกก็ต้องมีการปรับตัวให้สามารถดำเนินชีวิตไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอีกหลายอย่างในอนาคต ซึ่งสะท้อนออกมาจากข้อเรียกร้องของผู้ใหญ่บ้านสบกกในเรื่องดังกล่าว

ภาพบริเวณชายฝั่งแม่น้ำโขงบ้านสบกก  ก่อนและหลังจากที่มีการปรับปรุงตลิ่ง
(ภาพจาก https://www.facebook.com/bansobkok และ http://www.sobkok.com/community/index.php?topic=3383.0)

“ไหนๆ มันก็สร้างขึ้นมาแล้ว และเราก็จะต้องอยู่กับมัน ก็อยากที่จะให้ทางเขาจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม การกำจัดสิ่งปฏิกูล เรื่องโรคภัยให้ดีขึ้น ถ้ามีเชื้อโรคเข้ามา บ้านสบกกโดน ไหนๆก็สร้างมาแล้ว เราจะไปทุบไปทำอะไรแล้วก็ไม่ได้

ก็อยากจะให้เขาออกมาดูแลหน่อย มารับรู้ข้อมูลว่า บ้านเรานี้ก็ได้รับผลกระทบมาก ก่อนสร้างท่าเรือไม่มีปัญหา แล้วหลังท่าเรือมีปัญหาอะไรบ้าง ตอนนี้ปัญหาที่ตามมาก็คือ หนึ่ง เรื่องแรงงาน สอง ปัญหาขยะ ปัญหามลพิษ น้ำเน่าเสียตามมา การประกอบอาชีพของคนในหมู่บ้าน ก็ไม่เหมือนแต่ก่อน แต่ก่อนดำรงชีวิตกันแบบพื้นบ้าน หากินกันแบบพอเพียง แต่เดี๋ยวนี้ต้องออกจากบ้านไปหากินข้างนอก ก็อยากจะให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเข้ามาดูแลชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง”.

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

“ท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2” กับความท้าทายการเป็นเมืองเศรษฐกิจบนความเป็นเมืองประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม (2)

“ท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2” กับความท้าทายการเป็นเมืองเศรษฐกิจบนความเป็นเมืองประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม (1)

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 18,759 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.