• 6 เมษายน 2563 - 12:22 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

วิกฤติหมอกควัน: ถ้าปอด-หัวใจคนไทยไม่ได้แข็งแรงกว่าชนชาติใดในโลก

 วันที่ 19 มีนาคม 2558 - 10:58 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 4,946 ครั้ง พิมพ์

 

**ภาพประกอบจาก www.chinadaily.com.cn บทความ Special: Fight Air Pollution [Cartoon by Li Min]

เมื่อวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการจัดการเสวนา “รวมพลัง ร่วมพิชิตวิกฤติหมอกควัน” โดยเชิญนักวิชาการจากหลายสาขา อาทิ สุขภาพ วิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รวมถึงตัวแทนชุมชนทั้งพื้นที่ต้นแบบและปัญหา ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอข้อมูล แนวคิดในการ บรูณาการปัญหาของหมอกควันที่กระทบต่อประชาชน

เนื้อหาการพูดคุยมีหลากหลายด้าน อย่างไรก็ตามขอหยิบยกเนื้อหาการเสวนาในด้านความเสี่ยงทางสุขภาพ อันเป็นความเสี่ยงทางสังคมที่โยงใยไปยังมิติทางเศรษฐ ซึ่งกองบรรณาธิการประชาธรรมอยากไฮไลท์ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

ภาพถ่ายโดย Phuriphat Kruanopparatana ถ่ายจากอาคาร HB7 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2558 เวลา 13:33 น.

 

อะไรคือการเสี่ยง-เจ็บป่วยจากหมอกควัน?

รศ. นพ. ชายชาญ โพธิรัตน์ หัวหน้าหน่วยวิชาระบบหายใจเวชบำบัดวิกฤตและภูมิแพ้ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เกริ่นนำว่า สมาคมโลกหัวใจแห่งสหรัฐอเมริการองรับมานานแล้วว่าฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM10) เป็นปัจจัยเสี่ยงของอาการเส้นเลือดหัวใจตีบ ขณะที่การทำงานในระบบสุขภาพเชิงรับ หรือเชี่ยวชาญเฉพาะทางนั้นมีจุดอ่อน หากเป็นหวัด เจ็บคอ น้ำมูกมีสีเขียวเหลือง ไซนัสอักเสบ ปอดบวม หอบหืดกำเริบ ถุงลมโป่งพอง กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เส้นเลือดในสมองแตก เป็นมะเร็งปอด จะมีไม่มีใครบอกว่าอาการพวกนี้มาจากหมอกควัน ทั้ง ๆ ที่ปัญหาหมอกควันเริ่มขึ้น 2547 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ชาวเหนือสูดรับมลพิษเกินค่ามาตรฐานทุกปีเฉลี่ย 1-3 เดือน ขึ้นอยู่ว่าจะใช้เกณฑ์ชุดไหน ถ้าใช้มาตรฐานของกรมควบคุมมลพิษจะอยู่ที่ 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร  ขณะที่มาตรฐานขององค์การอนามัยโลกอยู่ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งการระบุว่าพื้นที่ไหนมีความเสี่ยงก็ใช้ค่าเฉลี่ยต่อวันมาพิจารณา

“ผมก็คิดว่าอากาศเชียงใหม่อากาศดีจะมาฝากผีฝากไข้เหมือนชาวต่างชาติ แต่ก็ไม่รู้จะเจอแบบนี้ ขณะเดียวกันก็คิดว่าเป็นหมอรักษาอย่างเดียวมันไม่น่าจะพอเลยทำหนังเรื่อง Smog in the city ซึ่งจินตนาการถึงปี 2020 ชาวเชียงใหม่ต้องอพยพเหมือนกับเหตุการณ์ London fog ในปี 1952 ที่มีผู้คนตายคารถ ตายคาบ้าน ตายคาที่ทำงานในช่วงอาทิตย์แรก และเสียชีวิตในอีก 2-3 เดือนต่อมา รวม 4,000 คน”

รศ.นพ. ชายชาญ กล่าวถึงการศึกษาทางระบาดวิทยาโดยวิจัยในเมืองใหญ่ของสหรัฐอเมริกา และโครงการวิจัยอิสระในหลายเมืองทางยุโรป สอดคล้องกันว่า ค่าของความตายประจำวันที่ไม่ใช่อุบัติเหตุมันมีความสัมพันธ์กับค่าเฉลี่ย PM10 เหมือนเงาตามตัว เดิมองค์การอนามัยโลกกำหนดค่าเฉลี่ยของ pm10 ไว้ที่ 120 ตามงานวิจัยในปี 1994 ที่พบในขณะนั้น พอมีงานวิจัยในช่วงปี 1997-1999 ท้ายสุดองค์การอนามัยโลกก็ประกาศให้ประเทศสมาชิกภาคีใช้ประกาศ WHO Guideline 2005 แต่มีหลายประเทศในเอเชียที่ดื้อแพ่งไม่ยอมเปลี่ยน จึงทำให้เกิดมาตรฐานสองแบบ ซึ่งไทยไม่มีอุปกรณ์ pm 2.5 ใช้อย่างแพร่หลายมีแค่ pm10

“ประเด็นสำคัญคือชาวเหนือ ทำไมสูดมลพิษต่างกันในสองรายงาน เวลาผมสอนลูกศิษย์หรือเมื่อหมอปอดคุยกันจะบอกมลพิษทางอากาศมันเริ่มตั้งแต่ปลายธันวาคม มกราคม ซึ่งทางการก็ชวนเชิญมาเที่ยวเชียงใหม่ๆ มันมีหมอกควันไม่กี่เท่านั้น ผมฟังแล้วก็เศร้าใจ ก็ได้พูดแต่ในวงแคบๆ ของนักวิชาการว่าต้องมีค่ากำหนดพิษภัยที่ไม่ให้ประชาชนต้องเสี่ยงเกินไป เป็นค่ามาตรฐานสากล ไม่ใช่ปอดคนไทยทนกว่าอเมริกา ยุโรป ทนกว่าพม่า”

อย่างไรก็ดีจะเห็นว่าทุก ๆ PM10 ที่เพิ่มขึ้น 1% อัตราการเสียชีวิตจะเพิ่มขึ้น 1% เช่นกัน แต่คงไม่มีหมอคนไหนที่จะบอกว่าคนตายจากหมอกควัน ดังนั้นหมอจำเป็นต้องมีความรู้ทางระบาดวิทยาด้วย แล้วก็เอาผลกระทบของ pm10 มาพิจารณาซึ่งหลายที่วิจัยกันมาแล้วไม่ใช่การสร้างสถานการณ์”

รศ.นพ. ชายชาญ กล่าวต่อไปว่า สำหรับอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่เฉพาะโรคระบบทางเดินหายใจ แต่ยังรวมถึงโรคหัวใจ และหลอดเลือดซึ่งเพิ่มขึ้น 40% หากฝุ่นขนาดเล็กซึมเข้าผนังหลอดเลือดฝอยในปอด ก็จะไหลตามระบบไหลเวียนต่าง ๆ ของร่างกาย ถ้ามีจุดอ่อนที่สมอง เส้นเลือดในสมองอาจแตกตาย หรือหากมีจุดอ่อนที่เส้นเลือดหัวใจ เส้นเลือดหัวใจตีบอาจจะตายได้ เป็นต้น

“มีคุณพ่อของคุณหมอท่านหนึ่งไปวิ่งที่สนาม 700 ปี เขาเป็นสมาชิกชมรมออกกำลังกาย วิ่งไปสักพักก็ล้มคาสนาม เกือบมาโรงพยาบาลไม่ทัน และหมดค่ารักษาไปเกือบ 2 ล้านบาท”

 

แล้วถ้าปอดคนไทยไม่ได้แข็งแรงกว่าชนชาติใดในโลก?

“ถ้าใช้มาตรฐานของ WHO หมายความว่าเราสูดควันพิษกันปีละ 3 เดือน พอสะสมนาน ๆ เข้าก็มีโอกาสเป็นมะเร็งปอด เม็ดเลือดเพี้ยน หายใจติดขัด กระดูกเพี้ยน ลูคีเมีย ปัญหาผลกระทบทางสุขภาพในระยะยาวยังไม่ค่อยมีการพูดถึงหลักฐานทางการแพทย์ที่ชี้ชัดมันก็ไม่มาก แต่เราจะเห็นได้ว่าอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งมันสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”

รศ.นพ. ชายชาญ ระบุว่า ผลกระทบมันจะมีระยะเวลาหน่วง จากตัวเลขผู้ป่วยที่มาที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ และโรงพยาบาลเชียงใหม่ราม เห็นได้ว่าจำนวนเคสมันก็ขึ้นๆ ลงๆ แต่เมื่อเอามาพล๊อตกับความสัมพันธ์กับ PM10 ที่สูงขึ้น pm10 ที่ขึ้นสูงสุด สมมติว่าในช่วงวันสองวันนี้มันสูงมากอีกประมาณ 5-7 วัน คนไข้ถึงจะมาที่ห้องฉุกเฉินเยอะขึ้น เพราะว่ามันมีระยะฟักตัวซึ่งจะทำให้เกิดการอักเสบ

จากการศึกษาในรายที่เป็นหอบหืด ถุงลมโป่งพองกำเริบ พบว่าคนไข้จะมีอาการกำเริบของโรคทุก ๆ 10 ไมโครกรัมของฝุ่นขนาดเล็กที่เพิ่มขึ้น ถ้าเพิ่มเป็น 300 ไมโครกรัม หมายความว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 30-50% เมื่อสังเกตร่วมกับข้อมูลทางระบาทวิทยาและข้อมูลที่เกิดจากการวิจัยทดลอง เราก็พบว่ามันมีผลจริง มันไม่ใช่แค่แสบตา ไม่ใช่แค่ทัศนะวิสัยไม่ดี คนไทยชอบแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มีอะไรก็แก้ ๆ ไปก่อน พอเวลาผ่านไปก็ไม่ค่อยมีอะไรยั่งยืน

“ความเข้มข้นของ pm10 ที่เพิ่มขึ้น ในแต่ละวัน มันทำให้มีผลกระทบ ที่เห็นกันง่ายคือการติดเชื่อในระบบหายใจ ไม่ว่าจะเป็น เจ็บคอ จมูกอักเสบ ปอดอักเสบ ไอเรื้อรัง ไซนัสอักเสบ หอบหืดกำเริบ เป็นโรคถุงลมโป่งพองกำเริบ อีกนัยหนึ่งคือทำให้โรคเก่ากำเริบ หลอดเลือดไปเลี้ยงสมองตีบ ทารกที่คลอดมาใหม่ตายเฉียบพลัน ปอดวายเฉียบพลัน”

ส่วนผลกระทบระยะยาวสำหรับคนที่ปกตินั้น รศ.นพ. ชายชาญ ยกผลการสำรวจ ในปี 2546 ที่มีการสำรวจที่เชียงใหม่ พบว่ามีคนที่มีหลอดลมไวเกิน 30% ต่อมาปี 2548 เพิ่มขึ้นไปเป็น 42% ซึ่งน่าสนใจมากว่าทำไมคนเชียงถึงมีอาการภูมิแพ้เยอะขึ้น ตอนนั้นก็โทษกันว่าเป็นเพราะมีการก่อสร้าง โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ อุโมงค์ทางลอดต่าง ๆ แต่ปัจจัยที่สำคัญก็คือ ปัญหาหมอกควัน หรือพบว่าเกิดหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมีความดันในเลือดสูง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินผักออร์แกนิค

“เมื่อวานซืนผมก็เจอแม่อุ๊ยคนหนึ่ง อายุ 61 แกว่า แม่ไม่เคยเป็น ไม่เคยสูบบุหรี่ ลูกหลาน พี่น้อง น้าอา ที่อยู่แถวนี้ไม่เคยมีใครเป็นแบบนี้ แม่ไปเฝ้าสวน แม่ก็เหนื่อย อ่อนเพลีย พอถามว่ามันเป็นครั้งแรกในชีวิตหรือไม่ แม่อุ๊ยก็บอกว่ามันมาเป็นเอาปีนี้แหละ เมื่อปีที่แล้วก็แค่ไอแต่มันไม่ได้มีเสียงดัง ไปหาหมอที่ไหนหมอก็ว่าเป็นหลอดลมอักเสบ มาปีนี้แม่อุ๊ยนอนไอซียู เลยครับ เป็นถุงลมโป่งพองทั้ง ๆ ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ ซึ่งองค์การอนามัยโลกระบุเช่นกันว่าในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา 30% ของโรคถุงลมโป่งพอง เกิดจากการสูดมลพิษ องค์การอนามัยโลกประกาศเป็นวาระแห่งโลกว่า PM10 มันมีผลเสียต่อร่างกายอย่างมาก และมีความเสียงต่อการเป็นมะเร็งสูงขึ้น” รศ.นพ. ชายชาญ กล่าว

 

หมอหม่องย้ำอย่ายกตัวเลขนักท่องเที่ยวหด มาปกปิดผลกระทบของหมอกควัน
ผลกระทบทางเศรษฐกิจมองแค่ตัวเลขการท่องเที่ยวอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองมิติทางสุขภาพด้วย

ด้านนพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ หน่วยวิชาระบบหัวใจและหลอดเลือด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือที่รู้จักกันดีในนามหมอหม่อง กล่าวเสริมว่า หากดูอัตราการเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศในกรณี London fog ในปี 1952 พบว่าอัตราการตายของคนที่เพิ่มขึ้นในช่วง 2-3 อาทิตย์แรกนั้นมากกว่าการตายของเครื่องบินทิ้งระเบิดนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียอีก หรือองค์การอนามัยโลกบอกว่าประชากรทั้งโลกที่ตายจากมลพิษเฉลี่ยเท่ากับเครื่องบิน A380 ตก 7 ลำต่อวัน ในแง่ของโรคหัวใจนั้นพบว่ามันมีความเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนที่ทำให้เกิดการฉีกขาดของลิ่มเลือด ผนังเลือดหัวใจ และมีเม็ดเลือดอุดตันในหัวใจ รวมทั้งการเต้นผิดจังหวะของหัวใจ หรือตายอย่างกระทันหัน

“มีงานศึกษาจากการตรวจเครื่องอัลตร้าซาวด์ พบว่าการสัมผัสต่อมลพิษทางอากาศในระยะยาวทำให้ผนังหลอดเลือดหนาขึ้นตามลำดับ เหมือนเราเป็นคนสูบบุหรี่มือสองอยู่ตลอดเวลา อยากชี้ให้เห็นว่าเรื่องของมลพิษไม่ใช่ความเสี่ยงที่เห็นผลทันตา แต่เป็นความเสี่ยงที่สะสม การสูญเสียทางเศรษฐกิจคงไม่ได้วัดที่การท่องเที่ยวซึ่งเป็นการมองระยะสั้นเท่านั้น คงต้องมองความสูญเสียทางเศรษฐกิจในแง่ทางสุขภาพ ซึ่งไม่ใช่เรื่องค่ารักษาพยายาล แต่รวมถึงความสามารถในการทำงานต่าง ๆ มากมาย”

“ระยะ 10 ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงของระบบการผลิต เกิดการส่งเสริมเกษตรพันธสัญญา การไปแก้ปัญหาแค่ไล่จับคนเผาก็คงไม่พอ ต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายระดับของรัฐที่จะมองผลกระทบเรื่องเกษตรพันธสัญญา หรือคนที่รับผิดชอบจะเข้ามามีส่วนร่วมคือใคร บริษัทใหญ่โตทั้งหลายอาจจะมีส่วนร่วมรับผิดชอบอย่างยิ่ง ทั้งนี้ต้องสร้างการตระหนัก ไม่ใช่การปิดข่าว หรือพยายามบอกว่ามันไม่รุนแรง ทุกคนก็รู้สึกว่ามันไม่เป็นอะไรยังดำรงชีวิตตามปกติไปได้ ทั้งหมดเพื่อให้ประชาชนได้ทำความเข้าใจและปรับตัว ซึ่งอาจจะต้องเรียกร้องกับรัฐว่ามีสิทธิที่จะมีอากาศที่สะอาดหายใจ ไม่ใช่ว่าพอมีฝนตก เราก็จะลืมเรื่องนี้กันไปในที่สุด” นพ.รังสฤษฎ์ ทิ้งท้าย.

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

Smog in the City -- สม๊อก หมอกควันสะท้านเมือง 
ฤๅอนาคตชาวเชียงใหม่จะเป็นเช่นนี้
 


คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 18,759 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.