• 29 มีนาคม 2563 - 01:06 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

นักวิชาการ-เอ็นจีโอแนะรัฐหนุนท้องถิ่นจัดการไฟป่า-หมอกควัน

 วันที่ 24 มีนาคม 2558 - 17:32 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 2,634 ครั้ง พิมพ์

 

ยกโมเดล “จัดการร่วม” โชว์รูปธรรมความสำเร็จ



 

เชียงใหม่/วันนี้ ( 24 มี.ค.58) ณ ห้องประชุมมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ เวลาประมาณ 14:00 น. มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือร่วมกับนักวิชาการและชาวบ้าน จัดแถลงข่าว “10 ปีในหมอกควัน ถึงเวลาปฏิรูปการแก้ไขปัญหาได้หรือยัง”

ผศ.ดร.วัชรพงษ์ ธัชยพงษ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นในปีนี้รุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยปัจจัยที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ อากาศที่แปรปวนและแห้งแล้งมากกว่าทุกปี ภาวะอากาศแห้งรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา และด้วยลักษณะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่แย่ลง ทำให้ไฟป่ารุนแรงขึ้น

“ถ้าเราดูทิศทางของลม จะพบว่าปัจจุบันเริ่มมีความไม่แน่นอน สมัยก่อนจะรู้ว่าพอเดือนมีนาคม ลมร้อนจะเริ่มพัดจากทางทิศใต้เข้ามา เชื้อเพลิงจะเริ่มแห้ง แต่ปัจจุบันในเดือนมีนาคมจะเห็นว่ายังมีลมพัดจากทางทิศเหนือเข้ามาปะทะกันอยู่แถวจังหวัดเชียงใหม่ ลักษณะเช่นนี้ส่งผลต่อการจัดการไฟป่ามากพอสมควร”

“ถ้าเราจะจัดการปัญหา คำถามคือว่า ใครเป็นคนจัดการปัญหา เจ้าภาพจัดการปัญหานั้นสำคัญ เพราะถึงแม้เราจะมีเทคโนโลยีดีแค่ไหน แต่ท้ายที่สุด พอเราจะเริ่มประยกต์ใช้เทคโนโลยี คนที่อยู่ในพื้นที่ คนที่เริ่มดำเนินการยังไม่มีความพร้อม”

ด้านนายเดโช ไชยทัพ รองประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ กล่าวว่า เราเผชิญกับการแก้ปัญหาเดิมๆ มาเป็นสิบปี แต่ก็แก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้ พอผ่านพ้นช่วงเวลานี้ก็ลืมปัญหาไปดังนั้นจะแก้ปัญหาได้ต้องเริ่มปฏิรูปใหม่

ถ้าเราดูปัญหาหมอกควันจะพบว่าปัญหามีหลายสาเหตุ ทั้งในพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตร รวมถึงสภาพอากาศ โดยเฉพาะในพื้นที่ป่า ปัญหาสำคัญคือ จังหวัดเชียงใหม่มีพื้นที่ทั้งหมด 13 ล้านไร่ มีป่าประมาณ 10 ล้านไร่ มีเจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าทำโครงการแผนงาน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ดูแลประมาณสองล้านไร่ เรายังเหลือพื้นที่ป่าอีก 8 ล้านไร่ที่ไม่มีใครดูแล จึงเป็นปัญหาว่าเวลาเกิดไฟไหม้ก็ไม่มีเจ้าหน้าที่เข้าไปบริหารจัดการอย่างเพียงพอ อันนี้เป็นข้อจำกัดที่ถ้าไม่เปลี่ยน จะทำให้เวียนวนอยู่ในปัญหาเดิมๆ

นอกจากนี้ องค์ความรู้ที่จะมาใช้ในการจัดการ ภาคประชาสังคมพยายามเสนอให้มีการแยกแยะว่า ป่าแบบไหนควรบริหารจัดการแบบไหน วิธีการหนึ่งที่มีปฏิบัติการทดลองคือ การลดปริมาณเชื้อเพลิงในป่าเต็งในพื้นที่ 1 แสนไร่ โดยเผาในช่วงต้นฤดูแล้งประมาณ 300-400 กิโลกรัมต่อไร่ ผลปรากฏว่า พื้นที่บริเวณดอยอินทนนท์ (จอมทอง) สามารถจัดการไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ เวลาเกิดไฟป่าไม่ลามอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น หากสามารถเพิ่มพื้นที่มากขึ้น อาจจะลดการไหม้ในช่วงเดือนมีนาคมได้มาก

ข้อค้นพบที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ ชุมชนที่อยู่ในเขตป่ามีความสามารถที่จะจัดการปัญหาได้ และเท่าที่จัดการร่วมกับชาวบ้านในหลายพื้นที่ก็พบว่าได้ผลเป็นไปตามเป้า ทว่า ยังมีชุมชนเข้าร่วมน้อยเกินไป จากการสำรวจ พบว่า ในจังหวัดเชียงใหม่มีหมู่บ้านที่อยู่ในเขตป่าจำนวน 1,600 ชุมชน แต่มีหมู่บ้านที่ดูแลและจัดการป่าเพียงแค่ 300 หมู่บ้าน ดังนั้นปัญหาจึงอยู่ที่ว่า จะขยายผลให้หมู่บ้านที่ยังไม่ได้ลุกขึ้นมาจัดการป่าได้อย่างไร

นายเดโช  กล่าวอีกว่า ปัญหาในพื้นที่เกษตร กำลังเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในขณะนี้ หลายฝ่ายบอกว่า เป็นการขยายตัวของเกษตรพันธะสัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการการปลูกข้าวโพดเป็นปัจจัยสำคัญของการเกิดหมอกควันเพราะต้องเผาถึงจะทำไร่ใหม่ได้ ตนไม่ปฏิเสธว่าในภาพรวมมันเป็นสาเหตุหนึ่ง แต่ก็ยังไม่มีใครพยายามหาคำตอบที่จะแก้ปัญหานี้ ซึ่งตนเห็นว่า การควบคุมพื้นที่การเพาะปลูกไม่ให้ขยายตัวน่าจะสำคัญกว่า

“การขยายพื้นที่ทำให้มีชีวมวลค่อนข้างมากประมาณสองหมื่นกิโลกรัมต่อไร่ มีตอซังข้าวโพดประมาณ 200 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งอันนี้ถือว่าไม่มากเท่าไหร่ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญ คือจะทำอย่างไรที่จะหยุดการบุกรุกพื้นที่ป่า มันเป็นโจทย์สำคัญที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

“ผมคิดว่าถึงเวลาแล้ว ที่เราจะจัดการพื้นที่ป่า จัดการพื้นที่การเกษตร จัดองค์กรจัดการ แบบใหม่ โดยมีตัวบทกฎหมายใหม่ๆ เพื่อปฏิรูปแก้ไข”

ด้านนายพฤ โอ่โดเชา เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ กล่าวว่า ชาวบ้านในพื้นที่พยายามรวมกันเป็นเครือข่ายทำเรื่องการจัดการป่ามาตั้งแต่สมัยพ.ร.บ.ป่าชุมชน มีทั้งเรื่องการจัดการไฟป่า แนวกันไฟ และดูแลไฟ แต่ถึงแม้จะจัดการตัวเองอย่างไร เรื่องหมอกควันก็กระทบต่อตนและชุมชนอยู่ดี

การจัดการไฟป่าควรจะร่วมมือกับชาวบ้านหรือชุมชนในพื้นที่ เพราะชำนาญเส้นทาง และอยู่กับป่ามานาน ลำพังแค่เจ้าหน้าที่รัฐเพียงอย่างเดียวไม่สามารถจัดการกับไฟป่าได้ ดังนั้นปัญหาเรื่องการจัดการไฟป่าจึงอยู่ที่การเป็นเจ้าภาพร่วมกัน ระหว่างรัฐและชุมชนที่หายไป หมู่บ้านที่จัดการไฟได้ดีเริ่มหายไปเรื่อยๆ โดยมีเหตุสำคัญคือ ป่าถูกจัดให้รับผิดชอบโดยเจ้าที่รัฐ โดยที่ตัดเรื่องความเป็นเจ้าของป่าของคนออกไป

“รัฐคิดว่ารัฐทำได้ หยุดไฟได้ แต่เมื่อทำแล้วหยุดไม่ได้ พอเกิดปัญหาบานปลายก็พุ่งเป้าไปที่ชุมชนที่อยู่อาศัยและทำกินในเขตป่า เมื่อเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ บางทีชาวบ้านก็กดดัน บางคนท้าทายก็มี”

“การจัดการป่ากลายเป็นว่า คนกรุงเทพที่ไม่มีป่ามีดอย มีอำนาจสั่งลงมาจัดการป่า จัดการดอย ซึ่งไม่น่าจะใช่ มันต้องให้ท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งเข้าใจดีเข้ามาจัดการ หรือให้อำนาจเขา อันนี้น่าจะเป็นเรื่องใหม่ ความรู้มีอยู่ นักวิชาการก็มี ก่อนที่มันจะสายไป”

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในช่วงท้ายการแถลงข่าวมีการอ่านแถลงการณ์เพื่อเสนอการปฏิรูประบบแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควันสี่ประการได้แก่ หนึ่ง หนุนเสริมชุมชนให้มีความสามารถ มีแผนการจัดการทุกๆ ชุมชน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปส่งเสริมให้มีการจัดทำแผนการจัดการร่วม ทั้งแผนในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดประสานแผนงานเพื่อให้เกิดระบบการสนับสนุนงบประมาณและการจัดการไปยังพื้นที่โดยตรง  ตามมติสมัชชาสุขภาพ ครั้งที่ 5 ปี 2555

สอง ปฏิรูประบบกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการเสริมสร้างสมรรถนะ ความสามารถของชุมชน หนุนเสริมกฎหมายที่เป็นเครื่องมือในการรองรับสิทธิของชุมชน รองรับกระบวนการแก้ไขปัญหาด้วยมิติใหม่ ๆ เช่น พ.ร.บ. ป่าชุมชน พ.ร.บ. สิทธิชุมชน พ.ร.บ.ส่งเสริมสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ พ.ร.บ. ธนาคารต้นไม้ พ.ร.บ.การเกษตรที่เป็นธรรม

สาม พัฒนาความร่วมมือชุมชนในเมือง  ผู้ประกอบการธุรกิจ ห้างร้าน ด้วยแนวคิด “ความรับผิดชอบร่วม” และ “การพัฒนาระบบสนับสนุน”  เช่น รูปแบบการระดมทุนเพื่อสนับสนุนชุมชนในเขตป่าจัดการป่า เป็นต้น

และสี่ ยอมรับการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่เสี่ยงแนวทางใหม่ในทางวิชาการ โดยรัฐและสื่อมวลชลเป็นผู้นำเสนอสู่สังคม (สามารถอ่านรายละเอียดได้ในแถลงการณ์ฉบับเต็ม)

 

 

แถลงการณ์

“10 ปี ในหมอกควัน ถึงเวลาปฏิรูปการแก้ไขปัญหาได้หรือยัง”

 

สิทธิในการได้รับอากาศบริสุทธิ์เป็นสิทธิโดยชอบของคนไทยทุกคน ที่รัฐไทยต้องบริหารจัดการให้เกิดขึ้น  หากแต่ระบบการบริหารจัดการที่เป็นอยู่ในปัจจุบันกลับไม่มีประสิทธิภาพมากพอ  ทำให้ปัญหาหมอกควันไฟป่าในห้วง 10 ปีที่ผ่านมายังคงวนเวียนอยู่ในแบบเดิม และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มวิกฤติปัญหามากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ  รวมทั้งในปัจจุบันกลับยังมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนในเมืองกับคนชนบทหรือเกษตรกรมากขึ้น โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ในเขตป่าที่กลายเป็นโจทก์ของสังคมในเมืองและถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำการให้เกิดสถานการณ์ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และมีการจับกุมชาวบ้านจำนวนมาก

แม้ว่าหน่วยงานราชการหลายหน่วยงาน ได้พยายามทุ่มเทแก้ไขปัญหากันอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม

ในพื้นที่การเกษตร มีมาตราส่งเสริมการเปลี่ยนเศษวัสดุเชื้อเพลิงให้เป็นปุ๋ยหมัก แต่ก็สามารถดำเนินการได้เพียงเล็กน้อย  ในพื้นที่ป่า เจ้าหน้าที่รัฐได้ดำเนินการทดลองการลดเชื้อเพลิงในพื้นที่เสี่ยง  แต่ก็สามารถดำเนินการได้ไม่ถึง10 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เสี่ยง  รวมทั้งผู้บริหารระดับสูงได้ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการในพื้นที่เฝ้าระวัง ลาดตะเวน  ดับไฟป่า  ในพื้นที่ที่มีสถานีควบคุมไฟป่าทั้งหมด แต่ก็ยังสามารถดำเนินการได้ไม่ครอบคลุม เพียง 20 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ป่า ทั้งยังมีข้อจำกัดของจำนวนเจ้าหน้าที่ที่มีจำนวนน้อยต้องรับผิดชอบถึงคนละ 6,500 ไร่ ซึ่งไม่สามารถจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ  อย่างไรก็ดีพบว่า ในพื้นที่ป่าหลายแห่งได้มีชุมชนที่รวมตัวกันดำเนินการบริหารจัดการไฟป่าโดยชุมชน ทั้งการชิงเผาในพื้นที่เสี่ยง การจัดทำแนวกันไฟ  การออกตรวจป่า ลาดตะเวน ดับไฟป่าร่วมกัน  แต่ก็ยังทำได้ไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ของชุมชนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด  ทำให้ปัญหาไฟป่าหมอกควันยังคงเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำซากในทุกๆ ปี

พวกเรา ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชน  นักวิชาการ และผู้นำเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ จึงขอเรียกร้องให้มีการคิดและดำเนินการเพื่อให้เกิดการปฏิรูประบบการแก้ไขปัญหาอย่างขนานใหญ่ และรอบด้าน

ดังนั้น ถึงเวลาที่จะต้องปฏิรูปการแก้ไขปัญหาได้แล้ว ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่จะต้องหันหน้าเข้ามาร่วมในการจัดการและแก้ไขปัญหาลดไฟป่า ลดหมอกควันอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีข้อเสนอต่อจัดการและแก้ไขปัญหาดังนี้

1) นำเอามติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 5 ปี 2555 เรื่องการจัดการปัญหาหมอกควันที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นชอบไปแล้ว  ควรนำมาเป็นทิศทางในการปฏิรูปการจัดการปัญหาทั้งระบบ  มิใช่การมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเหมือนเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  โดยการหนุนเสริมชุมชนให้มีความสามารถ มีแผนการจัดการทุกๆ ชุมชน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปส่งเสริมให้มีการจัดทำแผนการจัดการร่วม ทั้งแผนในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดประสานแผนงานเพื่อให้เกิดระบบการสนับสนุนงบประมาณและการจัดการไปยังพื้นที่โดยตรง  ในกรณีที่เป็นข้อเสนอที่ต้องปลดล็อคข้อจำกัดในทางนโยบายและกฎหมาย ซึ่งในมติสมัชชาสุขภาพก็กำหนดให้มีกลไกและกระบวนการเสนอต่อคณะรัฐมนตรี  ซึ่งมาตรการเช่นนี้จะเปลี่ยนทิศทางสำคัญของการแก้ไขปัญหาครั้งสำคัญ ที่ไม่ใช่เพียงความต้องการให้ชุมชนเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา แต่ไม่มีหน่วยงาน ระบบสนับสนุนอย่างเป็นระบบ

2) จำเป็นต้องปฏิรูประบบกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการเสริมสร้างสมรรถนะ ความสามารถของชุมชน หนุนเสริมกฎหมายที่เป็นเครื่องมือในการรองรับสิทธิของชุมชน รองรับกระบวนการแก้ไขปัญหาด้วยมิติใหม่ ๆ กฎหมายที่มุ่งไปสู้สร้างความสามารถของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดิน ป่าไม้และการเกษตร และการบริหารจัดการไฟป่าโดยตรง เช่น พ.ร.บ. ป่าชุมชน พ.ร.บ. สิทธิชุมชน พ.ร.บ.ส่งเสริมสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ พ.ร.บ. ธนาคารต้นไม้ พ.ร.บ.การเกษตรที่เป็นธรรม

3) ชุมชนในเมือง  ผู้ประกอบการธุรกิจ ห้างร้าน ควรเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาความเข้าใจ พัฒนาความร่วมมือ เพื่อลดช่องว่าง และสร้างช่องทางให้กับผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจการค้า ซึ่งมีกำลังทรัพย์และเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติหมอกควัน จนทำให้สูญเสียรายได้มหาศาล โดยเข้ามาร่วมกันรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน  ไม่ใช่เพียงแค่การออกมาโวยวาย เมื่อเกิดสถานการณ์ปัญหาเท่านั้น สิ่งสำคัญคือการสร้างแนวทางการสนับสนุนการจัดการไฟป่าของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นด้วยแนวคิด “ความรับผิดชอบร่วม” และ “การพัฒนาระบบสนับสนุน” 

4 )ถึงเวลายอมรับแนวทางใหม่ในทางวิชาการ  การจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่เสี่ยง ได้แล้ว รัฐและสื่อมวลชน  ต้องเป็นผู้แสดงบทบาทในการนำสาระดังกล่าวสู่ประชาชน  การข้ามพ้นออกจากปัญหาไฟป่าหมอกควันที่ใกล้ชิดกับปัญหาการละเมิดสิทธิในการใช้ไฟของเกษตรกรจำเป็นต้องได้รับการบริหารจัดการที่ดี  เพื่อให้เกิดการยอมรับและนำไปสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ร่วมกันต่อไป

 

ด้วยจิตคารวะและความมุ่งหวังในการแก้ปัญหาไฟป่าหมอกควันอย่างยั่งยืน

สมัชชาองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมภาคเหนือ

กป.อพช.ภาคเหนือ

มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ

เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ (คกน.)

นักวิชาการ

แถลง เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2558  ณ มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 18,719 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.