• 28 มีนาคม 2563 - 23:50 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

อ่านความคิด'สุชาติ เศรษฐมาลินี' เมื่อมุสลิมฮักน่าน

 วันที่ 24 มีนาคม 2558 - 20:55 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 8,701 ครั้ง พิมพ์

 

เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2558 ที่ผ่านมา ศูนย์เรียนรู้อิสลาม มัสยิดอัตตักวา จัดบรรยายพิเศษ เรือง "มุสลิมฮักน่าน" ณ ห้องประชุมโรงเรียนจิตต์ภักดี มัสยิดอัตตักวา จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี ผศ.ดร.สุชาติ เศรษฐมาลินี ผอ.สถาบันศาสนาวัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพเชียงใหม่ เป็นวิทยากรในการบรรยาย ท่ามกลางผู้สนใจชาวพุทธและอิสลามกว่า 30 คนร่วมรับฟัง

สำหรับวัตถุประสงค์ของการบรรยายครั้งนี้ สร้างความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม ที่มีความหลากหลายทั้ง ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ชาติพันธุ์ โดยการนำประเด็นที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งในจ.น่านต่อต้านการสร้างมัสยิดมาเป็นกรณีศึกษาในการสร้างความรู้ความเข้าใจ

ผศ.ดร.สุชาติ เศรษฐมาลินี ผอ.สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ กล่าวถึงสถานการณ์ล่าสุดในจังหวัดน่านว่า ประธานอิสลามจังหวัดเชียงใหม่ ได้พบกับผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน และมีการพูดคุยกันโดยฝากถึงพี่น้องชาวมุสลิมอย่าได้มีความกังวลกรณีจังหวัดน่าน เนื่องจากมีหน่วยงาน-คณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงพี่น้องมุสลิมเข้าไปทำความเข้าใจในพื้นที่ ส่วนโครงการสร้างมัสยิดได้ระงับไปในระดับหนึ่งแล้ว หากมีการพบปะพูดคุยเข้าใจกันแล้ว อาจจะดำเนินการก่อสร้างต่อไปในภายหลัง ซึ่งไม่ใช่ลักษณะรูปแบบมัสยิด แต่เป็นสถานที่ละหมาด

"พี่น้องมุสลิมในจังหวัดน่านส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการ เป็นพ่อค้า ซึ่งเข้ามาอยู่ในจังหวัดน่านหลายสิบปี พวกเขามีความห่วงใยเรื่องการเดินทางไปละหมาดในระยะทางที่ไกล และเด็กเล็กลูกหลานมุสลิมไม่มีสถานที่เรียน จึงมองว่าจำเป็นต้องมีศูนย์ มีสถานที่เพื่อให้ลูกหลานได้เรียนหนังสือ ทำความเข้าใจอิสลาม"

ผศ.ดร.สุชาติ ขยายความอีกว่า เมื่อทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี เชื่อว่าท้ายสุดน่าจะพูดคุยกันได้ ยกตัวอย่างกรณีในรายการเปิดปมได้พูดถึงข้อห่วงใย กล่าวคือประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจในวิถีปฏิบัติ ตลอดจนการอยู่ร่วมกันของคนสองศาสนา กรณีปัญหาในจังหวัดน่านจึงสามารถสะท้อนปัญหาเดียวกันในอีกหลายพื้นที่

"ในฐานะที่เป็นมุสลิม เราจะต้องกลับมาทบทวนตัวเองว่าจะอยู่อย่างไร เพราะพี่น้องคนอื่นๆ ที่อยู่ร่วมกับเรา ไม่รู้จักตัวตนของเรา เขาเห็นแต่ภาพมุสลิมกับความรุนแรง เคยมีอาจารย์นักประวัติศาสตร์ท่านหนึ่งกล่าวว่า เรื่องน่านเป็นเรื่องเล็ก เรื่องที่ใหญ่กว่าคือคนไม่รู้จักอิสลาม"

"คนมุสลิมมีอยู่ทั่วไป มีมัสยิดกว่า 4,000 แห่ง ทั่วประเทศไทย แต่พี่น้องชาวพุทธไม่รู้จักอิสลาม ต้องกลับมาถามว่าเป็นหน้าที่ของใคร อาจจะต้องมาพูดคุย เผยแพร่ ทำความเข้าใจกับพี่น้องที่อยู่ร่วมกันในสังคมให้มากขึ้น"

เมื่อราษฎรหวาดกลัว หวาดระแวงต่อผู้นับถืออิสลามเนื่องจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ คนมักเข้าใจว่าผู้ถูกสังหารเป็นชาวไทยพุทธ แต่ในความเป็นจริงชาวมุสลิมก็ถูกสังหารและบาดเจ็บเช่นกัน

ผศ.ดร.สุชาติ เผยว่า ทางด้านจุฬาราชมนตรี กรรมการอิสลาม มีมติที่เห็นความสำคัญต่อการพูดคุยทำความเข้าใจ จึงได้ตั้งคณะกรรมการที่อยู่ในภาคเหนือ โดยหนึ่งในนั้นมีตนรวมอยู่ด้วย จะเดินทางไปจังหวัดน่านเพื่อพูดคุยทำความเข้าใจกัน ซึ่งตนในฐานะที่เป็นนักวิชาการ อยากจะสื่อถึงพี่น้องที่เป็นมุสลิมและเป็นชาวพุทธว่าเกิดอะไรขึ้น

อย่างไรก็ตามตนเคยลงไปในพื้นที่จังหวัดน่าน และเห็นภาพคนน่านมีการอนุรักษ์ความเป็นท้องถิ่นคนน่านมาอย่างยาวนาน แต่เมื่อมีอะไรแปลกใหม่เข้ามาก็เกิดการตั้งคำถาม เกิดความไม่สบายใจ ขณะเดียวกันหากเรายึดติดด้านใดด้านหนึ่งแล้ว มันก็จะเกิดความไม่เข้าใจ มีโอกาสที่จะขัดแย้งสูงมาก ชาวน่านอาจลืมไปอย่างหนึ่งว่าดินแดนล้านนาในอดีตที่ผ่านมา มันไม่ได้เป็นของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ก่อนหน้านั้นก็มีการนับถือผี จนกระทั่งศาสนาพุทธเข้ามาก็มีการผสมผสานกลมกลืน 

ผศ.ดร.สุชาติ กล่าวถึงกรณีมัสยิดที่จังหวัดลำปาง เขาเรียกว่ามัสยิดวัดศรีชุม เนื่องจากพุทธกับมุสลิมมีการอยู่ร่วมกันอย่างสงบ สันติ เกื้อกูลกัน ในคำสอนของศาสนาอิสลามไม่เคยสอนให้ดูหมิ่นเหยียดหยามคน อิสลามไม่เคยสอนว่าสงครามคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในอัลกุรอานบอกว่าการที่เราฆ่าชีวิตมนุษย์คนหนึ่งเท่ากับเราฆ่าชีวิตมนุษย์ทั้งโลก และหากเรารักษาชีวิตมนุษย์คนหนึ่งเท่ากับเรารักษาชีวิตมนุษย์ทั้งโลกด้วย นั่นคือคำสอนของศาสนาอิสลาม

อาจารย์สุชาติได้สะท้อนถึงการช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างชาวพุทธกับมุสลิมในภาคใต้ พี่น้องมุสลิมและพี่น้องพุทธอยู่ร่วมกัน มีวัดพุทธซึ่งคนมุสลิมก็นำข้าวไปให้พระฉัน ชาวมุสลิมเจ็บป่วยฉุกเฉินพี่น้องชาวพุทธก็ให้ความช่วยเหลือ เป็นต้น อาจารย์ยกกรณีรายงานของโอไอซีที่ระบุถึงการพยายามที่จะสร้างโลกเกลียดกลัวอิสลามเป็นอย่างไร ซึ่งในรายงานระบุว่าความเกลียดชังต่อมุสลิมเกิดขึ้นชัดเจนโดยเฉพาะประเทศแถบยุโรป อเมริกา ทั่วโลกบอกว่ามุสลิมเป็นภัยต่อความมั่นคง เป็นภัยทางวัฒนธรรม เป็นภัยทางเศรษฐกิจ ซึ่งในหลายพื้นที่มุสลิมถูกทำร้าย บางคนหน้าคล้ายชาวมุสลิมแต่จริงๆ เป็นชาวซิกข์ก็ถูกทำร้าย ในรายงานโอไอซี กล่าวถึงกรณีอียิปต์เกิดการจลาจลวุ่นวาย มีพวกมุสลิมไปฆ่าคริสตเตียนและได้รับบาดเจ็บแล้วโยนหญิงอายุ 15 ปี จากที่สูง เหตุการณ์นี้ถูกระบุในสื่อเว็บไซต์ แต่แท้จริงแล้วข้อมูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เกิดในประเทศจีน หญิงอายุ15 พลัดตกจากตึกสูง

"กรณีดังกล่าวถ้าหากเราไม่ใช้สติในการดู ไม่ใช้สติในการเสพสื่อพวกนี้ ก็มองมุสลิมเป็นพวกป่าเถื่อน ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นสื่อ หรือแม้กระทั่งหนังฮอลลิวูด ก็พยายามสร้างให้มุสลิมเป็นพวกหัวรุนแรง กลับมามองที่ไทยอย่างน่าน เมื่อได้ยินคำว่า 'มุสลิม' ก็มีอารมณ์คล้ายกัน"

อาจารย์สุชาติ กล่าวอีกว่า เมื่อสื่อในปัจจุบันมีความหลากหลาย และกระจายไปอย่างรวดเร็ว ผู้รับสื่อต้องช่วยกันเตือนสติ ระมัดระวังในการเสพสื่อ หรือการแสดงความคิดเห็นที่จะสร้างความเกลียดชังต่อกัน

กรณีประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซียถือว่าเป็นประเทศมุสลิม อย่างอินโดนีเซียมีประชากรกว่า 200 ล้านคน มีชาวพุทธอาศัยอยู่ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ แต่อินโดนีเซียและมาเลเซียประกาศวันวิสาขบูชาเป็นวันหยุด

แนวทางการต่อสู้ต่อสู้กับโรคเกลียดกลัวอิสลาม

อ.สุชาติ กล่าวว่า ไม่ว่าประเทศไหน มันจะไม่เกิดความสงบสุข หากไม่มีการพูดคุยทำความเข้าใจระหว่างศาสนา ซึ่งก่อนที่จะไปพูดคุยทำความเข้าใจว่าอิสลามและพุทธมองการอยู่ร่วมกันอย่างไร เราต้องทำความเข้าใจแก่นคำสอนของศาสนาของตัวเองก่อน

"ศาสนาพุทธที่ผมเข้าใจ พุทธให้การต้อนรับ และเปิดกว้างทุกศาสนามาโดยตลอด นักวิชาการด้านนั้นๆ ต้องช่วยกันเตือน ส่วนมุสลิมด้วยกันต้องทำความเข้าใจด้วย เช่น หลายมัสยิดอึดอัดเมื่อคนต่างศาสนาเข้ามามัสยิด ตนคิดว่าถึงเวลาที่ต้องช่วยกันทำความเข้าใจ ต้องเปิดกว้าง ต้องเปิดมัสยิดเพื่อเปิดกว้างให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ศาสนา เมื่อเกิดความขัดแย้ง เกิดอคติต้องสร้างศัตรูเป็นมิตรอย่าสร้างความเกลียดชังเพิ่ม"

หลังเหตุการณ์ 11 กันยา ตึกเวิลด์เทรดถูกถล่ม แม้ว่ามุสลิมถูกป้ายสีว่าเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นพวกหัวรุนแรงอย่างไรก็ตาม หรือแม้เหตุการณ์ในจังหวัดน่านที่เกิดขึ้น ในฐานะที่เป็นมุสลิม เราจะต้องเป็นมุสลิมที่ดี เปิดโลกความต่างให้ได้ ต้องให้ความรักต่อเพื่อมนุษย์ นี่คือคำสอน ไม่ว่าสื่อจะสร้างความเกลียดกลัวอิสลามอย่างไรก็ตาม คำตอบอยู่ที่ชาวมุสลิมว่าจะสอนลูกหลาน จะสร้างความงดงามกับลูกหลานได้อย่างไรเพื่อต่อสู้กับโรคเกลียดกลัวอิสลาม

"ในฐานะที่เป็นมุสลิมและนักวิชาการ ผมมีหน้าที่ที่จะมาพูดคุยทำความเข้าใจ มาเตือนสติพี่น้องมุสลิมเพื่อเราจะได้ตระหนักกันส่วนชาวพุทธ ผมไม่สามารถก้าวข้ามไปเตือนถึงหลักคำสอน เพราะท่านจะต้องไปหาหลักแก่นคำสอนของศาสนาของตน ผมเชื่อมั่นว่าในหลักคำสอนของพุทธก็สอนให้มีความใจกว้าง มีความเปิดกว้าง และผมเชื่อว่าเราสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความรักและมีมิตรภาพต่อกัน" ผอ.สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ กล่าวปิดท้าย.

 

ข้อมูลเพิ่มเติม

รายการเปิดปม https://www.youtube.com/watch?v=vES8r-TpfNU&t=302

จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน http://www.prachatham.com/article_detail.php?id=235

 

ที่มาของภาพประกอบ http://muslimchiangmai.net/

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 18,719 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.