• 6 เมษายน 2563 - 11:45 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

คน - ความเปลี่ยนแปลงต้นน้ำปิง และการปรับตัวในยุคสมัยที่เปลี่ยนผ่าน ตอนที่ 1 คน และน้ำปิง

 วันที่ 1 เมษายน 2558 - 13:12 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 4,475 ครั้ง พิมพ์

 

สารคดีเชิงข่าว โดย ภู เชียงดาว



จากตาน้ำน้อยน้อยค่อยหยาดหยด        ผ่านขุนห้วยเคี้ยวคดรดรินไหล

สู่ลุ่มน้ำสาขา – -เดินทางไกล        ไปเลี้ยงชีพหล่อเลี้ยงในหัวใจคน

 

กว่าจะเป็นแม่น้ำอันกว้างใหญ่        ต้องผสานสายใยอันใหญ่ล้น

ดินอุ้มน้ำ ป่าอุ้มฝน คนอุ้มคน        กว่าจะเป็นผลิตผลของแผ่นดิน

 

นั่นแสงแดด สายลม คอยห่มป่า        โน่นเม็ดฝนหล่นโปรยมามิรู้สิ้น…

ฟังสิเพลงนกป่า หญ้าผลิบาน ให้ได้ยิน    ว่าชีวินนั้นสอดคล้องกันและกัน

 

ลองหันมองจ้องดูสรรพสิ่ง…         เราจะเห็นความจริงมิแปรผัน

คน ดิน น้ำ ป่า ฯ พึ่งพาอาศัยกัน        หากสิ่งหนึ่งผกผัน สิ่งนั้นตาย!

 

มาเถิดมาร่วมกันปกป้องป่า                     มารักษาสายน้ำอย่าให้สูญหาย
 
มาฟื้นฟูธรรมชาติก่อนจะวอดวาย              มาค้นหา ความหมาย ของชีวิต.

 

นี่เป็นบทกวีที่ผู้เขียนได้เขียนและอ่าน ในงานค่ายเยาวชนวิถีชนต้นน้ำปิง เมื่อไม่นานมานี้ เป้าหมายก็เพื่อต้องการสื่อให้ทุกคนได้สัมผัสเห็นคุณค่า ความสำคัญของแม่น้ำปิง หรือ ขุนน้ำปิง ซึ่งมีต้นกำเนิดอยู่ที่เชียงดาว  

ในหนังสือ "อักขรานุกรมทางภูมิศาสตร์" ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2527 ได้อธิบายความหมายของ “แม่น้ำปิง” ไว้ว่า “…ตาน้ำเล็กๆ ที่ซึมจากซอกหินในระดับความสูง 1,824 เหนือดอยถ้วย เป็นต้นกำเนิดของต้นธารแม่น้ำปิงหรือแม่น้ำระมิงค์ แม่น้ำสายสำคัญของอาณาจักรล้านนาก่อนที่จะไหลผ่านบ้านเมือง เป็นแควหนึ่งของแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ไหลไปบรรจบกับสายน้ำอื่นๆ อีก 3 สายที่ปากน้ำโพ หรือปากแม่น้ำโผล่ ในเขตจังหวัดนครสวรรค์ ก่อนไหลกลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา สายน้ำใหญ่ของประเทศที่หล่อเลี้ยงชุมชนที่ราบลุ่มภาคกลางมานานชั่วนาตาปี…”                                                                        

“ขุนปิง ตั้งอยู่ในป่าลึก บริเวณบนดอยถ้วย เขตบ้านกองผักปิ้ง ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นรอยตะเข็บชายแดนไทย-เมียนม่าร์ เขตรัฐฉาน ของเทือกเขาแดนลาว บนความสูง 1,824 เมตรจากระดับน้ำทะเล 

และเมื่อใครมีโอกาสได้ลงพื้นที่สำรวจเส้นทางสายน้ำปิงในพื้นที่ของอำเภอเชียงดาวทั้งหมดแล้ว ก็จะยิ่งรู้สึกตื่นเต้นเมื่อรู้ว่าต้นกำเนิดแม่น้ำปิง ไม่ใช่เพียงแค่มาจากตาน้ำบนดอยถ้วยเท่านั้น แต่จะพบว่า มีลำห้วยสาขาอีกจำนวนมากมาย มากกว่า 20 สาขาด้วยกัน ที่ไหลลงมารวมกันข้างล่าง ยกตัวอย่าง ในเขตพื้นที่ตำบลเมืองนะ ก็จะมี น้ำเกี๋ยง น้ำนะ น้ำเฮื้อง น้ำดอยกลาง ห้วยน้ำกัด ห้วยปางจี ห้วยโป่งซ่าน ห้วยฮั้งหลี ห้วยหวาย ห้วยหก ห้วยม่วง ห้วยยาวห้วยโต้งผักไผ่ ห้วยต้นยาง เป็นต้น

แผนที่แสดงลำห้วยสาขาในเขต ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

 

ลำน้ำเกี๋ยง อีกหนึ่งลำห้วยสาขาของแม่น้ำปิง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

น้ำออกรู ระหว่างตีนดอยนางกับตีนดอยหลวงเชียงดาว จนกลายเป็นลำห้วยแม่ลุ บ้านหัวทุ่ง ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

ภาพลำน้ำแม่ป๋าม บริเวณบ้านป่าตึงงาม ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

ลำน้ำซุ้ม บริเวณบ้านห้วยไส้ ต.เมืองนะ อ.เชียงใหม่

นอกจากนั้น ยังมีลำห้วยสาขาห้วยเป้า แม่ก๋อน น้ำซุ้ม ในพื้นที่ตำบลทุ่งข้าวพวง ลำห้วยแม่ป๋าม แม่มาด ในพื้นที่ตำบลปิงโค้ง ลำห้วยแม่ลุ ซึ่งเกิดจากตาน้ำผุดออกมาจากซอกรู โตรกผา ระหว่างตีนดอยนางกับตีนดอยหลวงเชียงดาว บริเวณบ้านหัวทุ่ง  ในเขตตำบลเชียงดาว นอกจากนั้น ยังมีลำห้วยแม่แมะ แม่ยะ ปางมะโอ ในพื้นที่ตำบลแม่นะ รวมแล้วอีกนับ 10 สาขาด้วยกัน ซึ่งต่างก็ผุดมาจากตาน้ำ ซอกหินในป่าใหญ่ ไหลรวมลงมาบรรจบพบกัน ผ่านตำบลเมืองนะ ทุ่งข้าวพวง เมีองงาย ปิงโค้ง เชียงดาว และแม่นะ ของอำเภอเชียงดาว ก่อนจะไหลไปบรรจบกับแม่น้ำแม่งัด ที่ตำบลช่อแล อำเภอแม่แตง เป็นระยะทางเกือบ 100 กิโลเมตร จากนั้นจึงไหลลงสู่ที่ราบลุ่มเชียงใหม่-ลำพูน

จึงถือได้ว่า แม่ปิง เป็นต้นน้ำลำธารที่สำคัญ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่อำเภอเชียงดาวเกือบทั้งหมด ซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมด 1,882.1 ตารางกิโลเมตร และมีจำนวนประชากรประมาณ 82,634 คน ล้วนพึ่งพาอาศัยฐานทรัพยากรจากแม่น้ำปิงกันเกือบทั้งหมดทั้งสิ้น (ยกเว้นประชากรในพื้นที่ตำบลเมืองคอง อำเภอเชียงดาว ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แตง กระนั้น น้ำแม่แตงก็ได้ไหลลงไปรวมกับแม่น้ำปิงในช่วงท้ายของเมืองเชียงใหม่)

จุดเด่น ที่น่าสนใจของแม่น้ำปิงตอนบน ก็คือ ลุ่มแม่น้ำปิงตอนบน ณ เวลานี้ ในปี พ.ศ.นี้ (พ.ศ.2557) ถือว่าเป็นลำน้ำสำคัญสายหนึ่งในไม่กี่แห่งของลำน้ำสาขาของแม่น้ำปิงที่ยังมิได้มีการก่อสร้างเขื่อน หรือฝายกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ จึงทำให้ระบบนิเวศน์ของลุ่มน้ำปิงตอนบนนี้ได้รับผลกระทบน้อยกว่าลำน้ำสายอื่น แน่นอน ทำให้ผืนป่าต้นน้ำแม่ปิงตอนบน นั้นมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำแม่ปิงที่มีความสำคัญทางระบบนิเวศน์ และมีต้นทุนของสายน้ำที่ไหลไปหล่อเลี้ยงผู้คนชุมชนสองฝั่งลำน้ำแม่ปิงได้ใช้ประโยชน์เพื่อการผลิตทางการเกษตร การใช้อุปโภค บริโภคในครัวเรือน จนถึงปลายน้ำในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ปิงตอนบน                 

ที่สำคัญ วิถีชุมชนต้นน้ำปิงตอนบน นั้นได้เกาะกลุ่มรวมตัวกันเพื่อจัดการดูแลทรัพยากรนี้ร่วมกัน โดยใช้ฐานความคิด ความเชื่อ ภูมิปัญญาท้องถิ่น มาปรับใช้กันมาช้านานแล้ว   

เรียนรู้ระบบการจัดการน้ำของชาวบ้าน
ผ่านระบบเหมืองฝาย ภูมิปัญญาท้องถิ่น

มาตรา 1 ผู้ใดอุกอาจยาดฝายท่านเสียหาย ฟันหลักฝายของท่านเสียหายให้ไหม (ปรับ) 33,000 เบี้ย ผู้ใดเสพล่องน้ำมาชนฝายพังเสียให้มันสร้างชดใช้...

...ทำนาติดกัน ผู้หนึ่งชวนไปทดน้ำเข้านา มันไม่ยอมไปช่วย แต่ค่อยขโมยน้ำจากนาท่านหรือแอบขุดหนองน้ำท่าน เจ้านาเจ้าหนองได้ฆ่ามันตายก็เป็นอันสิ้นสุดกัน อย่าว่าอะไรกับเจ้านา...

กฎหมายรังรายศาสตร์ พ.ศ. 1835

 

หากเราย้อนกลับไปในอดีต ก็จะมองเห็นว่า การจัดน้ำระบบเหมืองฝายของชาวนาภาคเหนือนั้นมีมานานร่วม 800 ปีเลยทีเดียว จากประวัติศาสตร์ท้องถิ่น นั้นบอกว่า องค์ความรู้การจัดการน้ำในระบบเหมืองฝายของชุมชน มีมานานนับตั้งแต่สมัยพญามังราย โดยมีกฎหมายที่เรียกว่า ‘กฎหมายมังรายศาสตร์ พ.ศ. 1835’ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือในการควบคุมการบริหารจัดการน้ำของชุมชนในการจัดการน้ำ ระบบเหมืองฝายที่น่าสนใจอย่างมาก ที่สำคัญองค์ความรู้ดังกล่าว เป็นองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติการซ้ำๆ จนทำให้สิ่งที่ปฏิบัติการเป็นชุดความรู้ในการจัดการน้ำ ระบบเหมืองฝายของชุมชน ที่ได้เกิดขึ้นมาหลายๆพื้นที่ของภาคเหนือ

ภาพการตีฝาย ฝายนาโป่ง หรือฝายภูมิปัญญา บ้านห้วยเป้า ต.ทุ่งข้าวพวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ในปัจจุบันยังคงมีให้เห็นทุกปี

ยกตัวอย่างเช่น ฝายภูมิปัญญา หรือฝายนาโป่ง บ้านห้วยเป้า ต.ทุ่งข้าวพวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ประวัติของฝายแห่งนี้ เกิดขึ้นเมื่อในราวปี พ.ศ.2476 ได้เกิดจากการคิดริเริ่มของพ่อน้อยอินทร กับพ่อน้อยอ้าย ร่วมกับชาวบ้านอีกประมาณ 30 กว่าคน ได้ปรึกษาหารือกันว่าจะสร้างฝายไม้ กั้นลำห้วยน้ำซุ้ม เพื่อนำน้ำไปใช้ในการเกษตร โดยพื้นที่นาจะอยู่ติดกับชุมชนบ้านห้วยเป้า ซึ่งบริเวณนี้ ชาวบ้านเรียกกันว่า “โป่ง” หมายถึงบริเวณพื้นที่ที่มีน้ำไหลซึมตามธรรมชาติตลอดเวลา ตลอดปี และดินบริเวณนั้นจะมีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ ซึ่งสัตว์ป่าสัตว์เลี้ยงชอบมากินดินโป่งกันบริเวณนั้น จึงทำให้หลายคนมองได้ช่วยกันหาทำเลว่า พื้นที่ไหนควรเหมาะสำหรับการสร้างฝาย พื้นที่ใดเหมาะในการขุดลอกลำเหมือง จากนั้น จึงได้ระดมแรงงานกัน แบ่งงานกัน ทั้งการสร้างฝายไม้ ซึ่งเป็นฝายภูมิปัญญา และการขุดลอกลำเหมืองไหลผ่านทุ่งนา หมู่บ้าน                                                                                                  

ชาวบ้านกลุ่มนี้ ได้มีการสร้างกฎกติกากันขึ้นมา เพื่อควบคุมกำกับดูแลการทำงานร่วมกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผู้ใดขาดงาน ไม่มาช่วยกันทำฝาย จะถูกปรับโดยไม่ได้เรียกร้องเอาเงิน แต่จะให้มาทำงานแทนค่าปรับแทน จนฝายแห่งนี้แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2479 จากนั้น ได้มีการทดลองปล่อยน้ำไหลผ่านเข้าลำเหมือง ว่าทางน้ำ ระดับน้ำบริเวณใดมีความสูงต่ำอย่างไร ซึ่งได้คอยทำการปรับปรุงแก้ไข จนเห็นว่าสำเร็จสมบูรณ์แล้ว จึงปล่อยน้ำไหลผ่านลำเหมือง แจกจ่ายไปยังเกษตรกรผู้ใช้น้ำกันตั้งแต่นั้นมา

ปัจจุบัน ฝายนาโป่ง หรือฝายภูมิปัญญา มีอายุได้ 81 ปีมาแล้ว แต่ยังใช้การได้ดีอยู่ เนื่องจากชาวบ้าน กลุ่มผู้ใช้น้ำ ยังมีการจัดการดูแลระบบเหมืองฝายได้เป็นอย่างดี ซึ่งอาจเป็นเพราะฝายนาโป่ง หรือฝายภูมิปัญญานั้น ได้อาศัยความร่วมมือ ความสามัคคี รวมทั้งมีการซ่อมแซมฝาย เป็นประจำทุกปี โดยในรอบปี ชาวบ้านจะรวมตัวกัน นำไม้ไผ่จำนวนมากถากเสี้ยมโคนให้แหลมแล้วตอกเรียงกันเป็นแนวขวางลำน้ำเป็นตับ ซ้อนสลับเหลื่อมกันไปมาขวางลำน้ำ ไม้ที่ใช้ตอกนี้เรียกว่า ’หลักฝาย’ มีความกว้างประมาณ 1.5 เมตร

อุปกรณ์ที่ใช้ตอกหลักฝายจะใช้ค้อนขนาดใหญ่ มีน้ำหนักค่อนข้างมาก มีด้ามยาวคล้ายด้ามขวาน ค้อนชนิดนี้เรียกว่า ‘ค้อนหน้าแหว้น’ ค้อนหน้าแหว้นนี้เอง ทำให้ตีหัวหลักได้แม่นยำ กระแทกหลักฝายตอกลงพื้นดินใต้น้ำได้ง่ายและลงลึก ทำให้มั่นคงและแข็งแรง หลังจากนั้นก็จะนำก้อนหินมาทำทำนบกันตลิ่งที่หัวฝาย เชื่อมกับตลิ่งบนฝั่งน้ำกันน้ำเซาะตลิ่งพังเมื่อสร้างฝายเสร็จ 

ชาวนาบ้านห้วยเป้า กำลังใช้ “ค้อนหน้าแหว้น” ตีหลักฝายตอกลงพื้นดินใต้น้ำได้ง่ายและลงลึก

ฝายนาโป่ง หรือฝายภูมิปัญญาแห่งนี้ ยังได้กลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้ให้กับเด็กๆ นักเรียนในพื้นที่ ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้วิถีรากเหง้าของตนเอง ซึ่งได้รับความสนใจใคร่รู้จากเด็กๆ นักเรียนเป็นอย่างมาก

และเมื่อมีการสำรวจ ในพื้นที่หมู่บ้านห้วยไส้ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ก็พบว่า ยังคงมีการฝายไม้หรือฝายภูมิปัญญาขนาดเล็กอยู่อีกหลายแห่งด้วยกัน เช่น ฝายลุงหลง ฝายอ้ายจักร ฝายลุงน้อยแดง ฝายป้าบาง ฝายลุงยง ฝายอุ้ยตั๋น เป็นต้น

เช่นเดียวกับที่หมู่บ้านป่าตึงงาม ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เป็นชุมชนชนเผ่าปกาเกอะญอ และพื้นที่ติดกับเขตอำเภอพร้าวและไชยปราการ โดยได้อาศัยลำน้ำแม่ป๋าม ซึ่งเป็นลำห้วยสาขา และเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำปิงอีกสายหนึ่ง ก็มีระบบเหมืองฝายภูมิปัญญามากถึง 9 ฝาย ด้วยกัน ประกอบด้วย ฝายพะแนบือ ฝายชิพอ ฝายพะกา ฝายลุงขาว ฝายชิวอ ฝายนุโย ฝายหม่อกรี ฝายชูเดช และ ฝายตาใจ

ซึ่งแต่ละฝาย นั้นจะมีแก่เหมือง แก่ฝาย เป็นผู้บริหารจัดการ ควบคุม ดูแล คอยตรวจตราที่จะให้ลูกสมาชิก กลุ่มผู้ใช้น้ำมีน้ำใช้ตลอดทุกช่วงฤดูกาล หรือปีไหนที่พบว่า ปริมาณน้ำน้อย ไม่เพียงพอแก่เหมือง แก่ฝายจะนัดประชุมสมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำ เพื่อที่จะแบ่งปันน้ำ และลดการผลิตลงตามช่วงฤดูกาล

ภาพเหล่านี้ ทำเราสามารถบอกได้ว่า คนในชุมชนต้นน้ำในพื้นที่เชียงดาว ยังคงยึดโยง รักษา ระบบเหมืองฝายภูมิปัญญาเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ว่านี่คือสิ่งที่มีคุณค่า ดีงาม และเหมาะสมกับวิถีชุมชน

ชาวนาบ้านห้วยเป้า กำลังชำแหละไก่ ต้ม เลี้ยงผีฝาย

 

เมื่อพูดถึง “การเลี้ยงผีฝาย” ถือเป็นอีกพิธีกรรมหนึ่งของระบบเหมืองฝายล้านนา ที่ยังคงมีการสืบทอดกันมาตั้งแต่ดั้งเดิมจนถึงปัจจุบันนี้               

มีการวิเคราะห์กันว่า การเลี้ยงผีฝาย นั้นถือเป็นอุบายที่แยบยล ที่ทำให้ชาวบ้านมาร่วมกันรักษาฝาย เพราะคำว่าผีในที่นี้ คือ คุณงามความดี หรือประโยชน์ของฝายนั่นเอง การที่ทุกคนมาร่วมกันเลี้ยงผีฝาย คือ การเข้ามาร่วมพบปะสังสรรค์ พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ช่วยกันดูแลซ่อมแซมรักษาฝาย เช่น ฝายที่เสียหายในปีที่ผ่านมา ทุกคนก็จะช่วยกันซ่อมแซม ขุดลอกเหมืองฝายที่ตื้นเขิน และช่วยกันแผ้วถางวัชพืชต่างๆ เพื่อให้ลำคลองหรือเหมือง คงสภาพดีอยู่เสมอ                               

ที่หมู่บ้านแม่ป๋าม ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ก็มีการจัดพิธีกรรมเลี้ยงผีฝายเช่นเดียวกัน การเลี้ยงผีฝายมักจะทำเมื่อสิ้นสุดฤดูการทำนา ‘แก่ฝาย’ จะแจ้งข่าวให้กับชาวนาในชุมชน ให้มารวมกันที่หอผีฝาย

“เราจะเลี้ยงผีฝายกันในเดือนเก้า โดยเราจะยึดหลักว่า ปีที่หนึ่งถึงปีที่สาม เราจะเลี้ยงผีฝายด้วยไก่ แต่พอปีที่สี่ เราจะก็เปลี่ยนมาเป็นหมูปีหนึ่ง เราจะคิดกันง่ายๆ คือ ไก่หนึ่งตัวต่อชาวนาที่ทำนาหนึ่งต๊าง ยกตัวอย่าง ที่นาบ้านแม่ป๋าม มีทั้งหมด 69 ต๊าง ก็นำไก่มา 69 ตัว แต่บางคนไม่มีไก่ ก็เอาเหล้ามาหนึ่งขวด ก็มาช่วยกันเลี้ยงผีฝายร่วมกัน ในส่วนพิธีกรรม เมื่อต้มไก่เรียบร้อยแล้ว ก็เอาไปขึ้นหอ ให้ผีที่อยู่รักษาฝายได้กิน” ลุงเหรียญ ใจคำ แก่ฝายบ้านแม่ป๋าม บอกเล่าให้ฟัง                                                                 

ในวันเลี้ยงผีฝาย แก่ฝายก็จะถือโอกาสเรียกชาวนาทุกคนมาร่วมกันนั่งล้อมวงประชุม เพื่อมีการเลือกแก่ฝายคนใหม่ ซึ่งมีมติให้เปลี่ยนแก่ฝายวาระ 1 ปี ชาวนาก็เสนอเลือกตัวแทนชาวนามาเป็นแก่ฝายคนใหม่ การเลือกตั้ง จะเลือกโดยใช้วิธีให้ชาวนาทุกคนหันหลังแล้วยกมือ หลังจากเลือกตั้งแก่ฝายคนใหม่แล้ว และทำพิธีเลี้ยงผีฝายเสร็จแล้ว ชาวนาทุกคน ก็จะล้อมวงกินข้าวด้วยกัน และในขณะที่อยู่รวมกันนั้น ทุกคนก็จะพากันพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ หรือปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร จะหาวิธีการซ่อมแซมเหมืองฝายให้คงสภาพดีและใช้งานได้ต่อไป

ภาพกิจกรรม พิธีเลี้ยงผีฝาย บริเวณริมลำน้ำแม่ป๋าม บ้านแม่ป๋าม ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

นอกจากนั้น “พิธีสืบชะตาขุนน้ำ” ก็เป็นอีกหนึ่งพิธีกรรม ที่คนต้นน้ำ ได้ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อรักษาฐานทรัพยากรอันล้ำค่าของคนต้นน้ำ ซึ่งมีการจัดขึ้นทุกปี

น.ส.นุจิรัตน์ ปิวคำ ผู้ประสานงานมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ และเป็นชาวบ้านห้วยไส้ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า การจัดพิธีสืบชะตาขุนน้ำแม่ปิง ก็เพื่อต้องการรณรงค์ ปลูกจิตสำนึกให้สังคม ชุมชน เกิดความตระหนักในการดูแลรักษา ฟื้นฟูและจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ป่าต้นน้ำแม่ปิงตอนบน อีกทั้งเพื่อเป็นพื้นที่สร้างการเรียนรู้ให้กับกลุ่มเด็ก เยาวชน รวมถึงชาวบ้านในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ร่วมกันของคนในชุมชน  รวมไปถึงการรวมกลุ่ม เพื่อเสริมสร้างพลัง ความเข้มแข็งให้กับกลุ่มแก่เหมืองแก่ฝาย กลุ่มผู้ใช้น้ำ กลุ่มองค์กรต่างๆเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนให้เกิดความต่อเนื่องการดำเนินงานในระยะยาวต่อไป

“จริงๆ แล้ว ก่อนหน้านี้ เราได้เริ่มต้นกิจกรรมนี้โดย สมาคมเพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอำเภอเชียงดาว ซึ่งก่อเกิดขึ้นมาจากการรวมกลุ่ม รวมตัวกันเป็น ‘เครือข่ายลุ่มน้ำซุ้ม’ อันเป็นลำน้ำเล็กๆที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับชุมชนที่ได้ใช้ประโยชน์และอาศัยลำน้ำซุ้มในการหล่อเลี้ยงพืชผลทางการเกษตรของชุมชนที่อยู่บริเวณสองฝั่งลำน้ำปิงและลำน้ำซุ้มไหลผ่าน ตั้งแต่บ้านนาหวาย บ้านน้ำรู บ้านโล๊ะป่าหาญ บ้านห้วยไส้ บ้านห้วยเป้า และบ้านโป่งอาง จึงได้ริเริ่มหาแนวทางในการที่จะร่วมมือกันบริหารจัดการทรัพยากรโดยใช้ฐานวัฒนธรรม การสืบชะตานั้นเป็นความเชื่อดั้งเดิมของชุมชนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับความเชื่อเรื่องของผี  คือ เรื่องของขวัญ ในเชิงจิตวิทยา ซึ่งเป็นทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่า คน สัตว์ พืช สิ่งของ ล้วนแล้วแต่มีขวัญอันเป็นพลังชีวิตประจำตนอยู่”

จะเห็นได้ว่า พิธีกรรมการเลี้ยงผีฝาย และพิธีสืบชะตาแม่น้ำ นั้นถือเป็นเครื่องมือ กลไก และอุบายที่แยบยล เป็นจุดให้คนต้นน้ำ ได้ช่วยเหลือเกื้อกูล มาหนุนรวมกลุ่มพัฒนาฝาย ซ่อมแซมเหมืองฝาย เลี้ยงผีฝาย และหันมาอนุรักษ์ผืนดิน ผืนป่าและสายน้ำที่ทุกคนได้พึ่งพาอาศัยกันมาช้านาน

 

บทบาทชาวนา กลุ่มผู้ใช้น้ำ ถูกลดทอนคุณค่า
เมื่อฝายชลประทานมาแทนฝายภูมิปัญญาดั้งเดิม
 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเราลงพื้นที่ จะพบว่า ระบบเหมืองฝายแบบโบราณของล้านนานั้น ถือว่าเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิมมาก หากนับย้อนกลับไป เมื่อรัฐบาลกลางได้ออกกฎหมายขึ้นมาบังคับใช้ ตั้งแต่ ตรา พ.ร.บ.ควบคุมการเหมืองฝายและพนัง พ.ศ. 2477 มีการแก้ไขเพิ่มเติมรวม 2 ครั้ง ในปี พ.ศ. 2478 และ พ.ศ. 2480 ต่อมาได้ยกเลิกและตราพระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482 ขึ้นมาใช้แทน     

แน่นอนว่า เมื่อกฎหมายน้ำยุคใหม่ นั้นมาแทนกฎหมายมังรายศาสตร์ ย่อมส่งผลกระทบกระเทือนต่อกลุ่มชาวนา กลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ทางเหนือ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สรุปก็คือ กฎหมายหลายๆ ฉบับ ได้มุ่งเน้นให้เกิดความชัดเจนในการเกณฑ์แรงงาน การแบ่งน้ำ ซึ่งมีความแตกต่างจากมังรายศาสตร์ (นโยบายการจัดการน้ำของชุมชนล้านนา) และคนล้านนาถือว่า กฎหมายเหล่านี้ได้เข้ามาช่วงชิงอำนาจ ความคิด และความเชื่อดั้งเดิมออกไปจากชุมชนเหมืองฝาย

นอกจาก พ.ร.บ.ชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482 แล้ว ยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำ เช่น พ.ร.บ. การชลประทานหลวง พ.ศ.2485, พ.ร.บ.พลังงานแห่งชาติ พ.ศ.2496, พ.ร.บ.คันและคูน้ำ พ.ศ.2505, พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตประเทศไทยแห่ง พ.ศ.2519, พ.ร.บ.การประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ.2521, พ.ร.บ.รักษาคลองประปา พ.ศ.2526 กฎหมายเหล่านี้ล้วนเกี่ยวกับการจัดการน้ำ เพื่อนำมาใช้ในกิจกรรมของแต่ละหน่วยงาน ยกตัวอย่าง พ.ร.บ.ชลประทานหลวง ได้ให้อำนาจที่รวมศูนย์แก่พนักงานชลประทาน ทั้งการควบคุมน้ำ ส่งน้ำและระบายน้ำ ชลประทานของรัฐเริ่มเข้ามาแทรกแซง และก่อให้เกิดผลต่อการจัดการน้ำในชุมชนในหลายพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพอยู่แล้ว                                      

ดังนั้น เมื่อเราลงไปในหลายๆ พื้นที่ และมองดูภาพรวมทั้งหมด จะพบว่า ฝายภูมิปัญญาแบบล้านนานั้นเริ่มเลือนหายไป เมื่อระบบชลประทานของรัฐเข้ามาในชุมชน จากฝายภูมิปัญญา ได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นฝายหินทิ้ง และฝายชลประทาน หรือฝายคอนกรีตขึ้นมาแทน ทำให้กิจกรรม การร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านในการช่วยกันทำหลักฝาย ตีฝาย แบบดั้งเดิมนั้นหายไป ซึ่งแน่นอน ย่อมทำให้ความคิด ความเชื่อ ของคนในหลายชุมชนเปลี่ยนแปลงไปด้วย

จากการลงพื้นที่จริง ทำให้เราเริ่มมองเห็นการเปรียบเทียบความสำคัญและความแตกต่างระหว่างฝายคอนกรีตและฝายไม้หินทิ้งแบบภูมิปัญญาดั้งเดิมได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ยกตัวอย่าง เช่นกรณี ฝายลุงจาย ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่บ้านห้วยเป้า ต.ทุ่งข้าวพวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เดิมทีนั้นเป็นฝายธรรมชาติทำด้วยหินและไม้หลักตีลงไปจนแน่นหนา สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2448 โดยมีพ่ออุ้ยจาย ร่วมกับผู้ที่มีที่ดินที่นารวม 9 คน สละที่บางส่วนเพื่อให้มีการก่อสร้างฝายขึ้นมา เพื่อกั้นน้ำและผันน้ำเข้านา และถือว่าฝายลุงจาย ยังเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของพันธุ์ปลาเป็นจำนวนมาก ต่อมา ในปี 2539 ทางกรมชลประทาน ได้มีการรื้อและสร้างเป็นฝายชลประทานขนาดเล็ก ทำด้วยคอนกรีต ซึ่งทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนไป ปลาหลายสายพันธุ์สูญหายไป เนื่องจากไม่สามารถขึ้นลงไปวางไข่ได้เหมือนเดิม และเหนือฝายที่กั้นไว้ ก็เกิดปัญหาดินทรายตกตะกอน ทำให้ตื้นเขิน            

ลุงชน เสาร์คำ ปราชญ์ท้องถิ่น บ้านห้วยเป้า ต.ทุ่งข้าวพวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ได้วิเคราะห์ให้เห็นอีกว่า “หลังจากมีการปรับเปลี่ยนจากฝายไม้หินทิ้งแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน มาเป็นฝายคอนกรีต ของกรมชลประทาน ทำให้เรามองเห็นว่า มันทำให้กลุ่มผู้ใช้น้ำจากฝายหลายแห่ง ไม่ค่อยให้ความสำคัญและสนใจที่จะเข้ามาพัฒนาพื้นที่รอบๆ เหมืองฝายเหมือนแต่ก่อน ยกตัวอย่างเช่น ฝายลุงจายแห่งนี้ ในระยะหลัง ไม่มีการทำพิธีเลี้ยงผีฝาย เหมือนกับฝายอื่นๆ ทั่วไป ดังนั้น เมื่อไม่มีพิธีเลี้ยงผีฝาย ก็อาจทำให้กลุ่มผู้ใช้น้ำขาดศูนย์รวมทางจิตใจ ซึ่งจะส่งผลต่อการมีส่วนร่วมและความสามัคคีที่อาจลดทอนลงไปด้วย”                                                                         

ในรายงาน โครงการศึกษาวัฒนธรรม วิถีชีวิตของผู้คนหลากหลายบนสายน้ำแม่ปิง กรณีศึกษา ลุ่มน้ำห้วยหกถึงลุ่มน้ำซุ้มตอนปลาย ตำบลเมืองนะ และตำบลทุ่งข้าวพวง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ที่เด็กๆ เยาวชน และชาวบ้านในพื้นที่ต้นน้ำปิงตอนบน ร่วมกันศึกษาโดยได้รับการสนับสนุนจาก ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ได้สรุปบทเรียนของระบบเหมืองฝายในปัจจุบันเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า

 

...จากการปรับโครงสร้างตัวฝาย จากฝายไม้มาเป็นฝายคอนกรีต จากลำเหมืองดิน มาเป็นลำเหมืองคอนกรีต เมื่อเกิดภาวะน้ำท่วม น้ำไหลหลาก ทำให้เหมืองฝายเสียหาย ชาวบ้านไม่มีงบประมาณในการซ่อมแซม ต้องรอแต่ภาครัฐลงมาช่วยเท่านั้น ด้วยชาวบ้านเอง ไม่มีแรงพอที่จะช่วยกันปรับปรุงซ่อมแซมได้ ต้องใช้เครื่องจักร ใช้งบประมาณมากแต่ละปี

 

จึงเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่ชุมชนพบว่า แม้ว่าจะทำให้การใช้น้ำสะดวกขึ้น ด้วยงบประมาณที่ลงมาก่อสร้างระบบเหมืองฝาย แต่งบประมาณที่จะนำมาในการจัดการซ่อมแซม บำรุงรักษา ภาครัฐกลับไม่ได้จัดสรรไว้ให้ ลำพังแรงชาวบ้านที่มีอยู่ ไม่สามารถทำอะไรได้ จนกลายเป็นภาระของชุมชนที่ต้องรอพึ่งทางการ หากแต่เป็นระบบเหมืองฝายดั้งเดิม ชาวบ้านสามารถช่วยกัน บำรุงซ่อมแซมปรับปรุงเหมืองฝาย ให้สามารถใช้งานได้ โดยไม่ต้องรอการช่วยเหลือจากภายนอกหรือจากรัฐ .

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 18,759 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.