• 6 เมษายน 2563 - 12:56 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

หอการค้าชม.เดินหน้าแก้ไขปัญหาหมอกควัน นักวิชาการเสนอจะแก้ได้ต้องเริ่มจากบูรณาการข้อมูล

 วันที่ 10 เมษายน 2558 - 22:00 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 2,562 ครั้ง พิมพ์

 

ภาพประกอบ จากเพจหมอกควันวันนี้

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปัญหาหมอกควันได้กลับมาเป็นทอล์ค ออฟ เดอะทาวน์ อีกครั้งหนึ่ง เนื่องเพราะภายหลังจากพายุฝนที่กระหน่ำพัดลงมาในช่วงปลายเดือนมีนาคมได้เพียงสัปดาห์เดียว พื้นที่ทั่วภาคเหนือก็กลับมาเผชิญกับปัญหาหมอกควันอีกครั้ง มหันตภัยร้ายที่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์อย่างเงียบๆ ทำให้ภาคส่วนต่างๆเข้ามาร่วมนำเสนอมุมมองต่อปัญหาและทางออกกันอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะภาควิชาการ ภาคประชาสังคมและภาคเอกชน เพราะเห็นตรงกันว่าวิฤตการณ์นี้รุนแรง และไม่เป็นผลดีต่อใครทั้งนั้น

หากแต่บรรดาเสียงสะท้อนทั้งหลายนั้น บ้างก็ดังก้องในหน้าสื่อ บ้างดังแค่ในที่เวทีประชุมเสวนา และบ้างไม่ดังเลย จึงทำให้บางครั้งเราตกหล่นมุมมองที่น่าสนใจไป ประชาธรรมพยายามรวบรวมเสียงและข้อเสนอเหล่านี้จากทุกฝ่ายให้มากที่สุด และนี่เป็นเพียงเสียงเพียงบางส่วนเท่านั้น

 

เสียงจากหอการค้าเชียงใหม่ : วิธีแก้ปัญหาหมอกควันของภาคธุรกิจ

นายวิทยา ครองทรัพย์ กรรมการหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ในปี 2558 ภาคเอกชนโดยคณะกรรมการการร่วมภาคเอกชน ได้ไปขอประชุมร่วมกับกรอ. เพื่อขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาหมอกควัน ซึ่งภาครัฐก็ยอม และตั้งคณะกรรมการกรอ.และภาคประชาสังคมเชียงใหม่แก้ไขปัญหาหมอกควันขึ้นมา

“โดยในช่วงแรก เราเห็นว่าภาคประชาสังคมตระหนักรู้ปัญหาหมอกควันน้อยมาก ปัญหาหมอกควันมาจากอะไรกันแน่ ก็ยังไม่แน่ชัด ไม่ทราบถึงผลกระทบด้านสุขภาพว่ามีอันตรายแค่ไหน จากการนั่งคุยกับนักวิชาการต่างๆเห็นควรอย่างยิ่งที่จะให้ความรู้กับสังคม ให้เขาได้เห็นว่าสาเหตุของการเกิดหมอกควัน นอกจากวิถีชาวบ้าน ไฟป่า ยังมีไฟที่เกิดจากการเกษตรขนาดใหญ่ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตขึ้นมา ซึ่งในส่วนของไฟป่ามีเจ้าหน้าที่ภาครัฐคอยดูแลอยู่ แต่ในส่วนของไฟเกษตรที่มีการเผาไร่ เผาป่าเพื่อปลูกพืชเกษตรเชิงเดี่ยว ยังไม่มีใครเข้าไปรณรงค์ ดังนั้นในส่วนของภาคเอกชนเราจึงจะมุ่งไปที่ประเด็นนี้เป็นหลัก”

นายวิทยา กล่าวอีกว่า การจะทำให้ไฟเกษตรตรงนี้เบาบางลงได้ ภาคประชาสังคมต้องลุกมาเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องหยุดส่งเสริมการเผาแบบนี้ และหาทางทำธุรกิจในทางอื่น ทางผู้ปลูกที่เป็นชาวไร่ เป็นเกษตรกรเราไม่ควรตำหนิเขา เพราะเป็นการทำมาหากินของเขา แต่เราอยากจะขอร้องผู้รับซื้อให้เขามาร่วมมือกับเราในการประสานกับผู้ปลูกให้อย่าเผาจำนวนมากในคราวเดียว ขอให้ทยอยเผาทั้งในช่วงก่อนและหลังเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน

อันนี้คือสิ่งที่ภาคเอกชนเราอยากรณรงค์ และการรณรงค์จะได้ผลต้องเริ่มจากการที่สังคมตระหนักถึงผลกระทบปัญหาหมอกควันส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อร่างกายและลูกหลานของเรา และมันจะเกิดขึ้นทุกปี หากเราไม่มีการพูดคุยกัน เราจะอยู่ไม่ได้ เพราะการปลูกข้าวโพดก็ยังมีอยู่ตลอด

สิ่งที่เราจะทำอันดับแรก คือ เราจะให้ความรู้แก่สังคมว่าอันตรายคืออะไร และต้องขึ้นมาขอร้องผู้ที่เกี่ยวข้องหาทางบรรเทาปริมาณหมอกควันลง

 

ส่วนวิธีการรณรงค์ นายวิทยา กล่าวว่าในส่วนภาคเอกชนเราได้ตกลงกันว่า ในช่วงนี้จะให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับสังคม เพราะมีนักวิชาการทางด้านสังคม สาธารณสุข การแพทย์อยู่ในคณะทำงานประชาสังคม จะพิจารณาข้อมูลสร้างเป็นข้อความสื่อสารออกไปสู่สังคมอย่างถูกต้อง ไม่มีการใช้คำพูดที่เป็นอารมณ์ แต่จะเป็นคำพูดสั้นๆ ง่ายๆ ถูกต้อง มีหลักวิชาการ ส่งไปยังสังคมผ่านโซเชียลมีเดีย

อันที่สองที่ได้คุยกันในที่ประชุม ซึ่งอาจารย์จากคณะวิศกรรมศาสตร์ได้ทำแอปพลิเคชั่นหมอกควัน เลยนำเสนอไปว่า เพื่อให้เกิดจุดร่วมและสังคมสนุกไปกับการใช้ พร้อมกับเรียนรู้ไปด้วย น่าจะมีการต่อยอด เช่น ใช้ภาพดอยสุเทพเป็นหลักเมื่อเราใช้ส่องดูจะมีการคำนวนมูลค่าปริมาณหมอกควันและหมอกควันปริมาณนี้จะเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างไร คนใช้แอปก็จะได้ตระหนักถึงอันตรายและลุกขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียกร้อง

อีกส่วนหนึ่งที่เราได้ทำ คือ “เราเปิดตู้ปณ.999 เชียงใหม่ 50000 เป็นช่องทางให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากหมอกควันตั้งแต่เกิดวิกฤตประมาณปี 2550 ถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสุขภาพ ซึ่งอาจจะมีปัญหาสุขภาพเดิมมาอยู่แล้วแต่พอเกิดหมอกควันอาการยิ่งทรุดลง แล้วอาการนี้พิสูจน์ได้ว่าเกิดจากปัญหาหมอกควัน หรือใครที่ทำธุรกิจแล้วพอเกิดวิกฤตหมอกควันลูกค้าโทรยกเลิก ก็ส่งข้อมูลมาที่เราทางไปรษณียบัตรพร้อมที่อยู่เบอร์โทรพร้อมเรื่องราวรายละเอียดว่าท่านได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง และเราจะหาเจ้าหน้าที่อาสาหรือทนายความอาสาที่เราเตรียมไว้ คอยแนะนำให้ท่านเรียกร้องและปกป้องสิทธิของท่าน

นายวิทยา กล่าวอีกว่า คณะกรรมการชุดนี้วางแผนไว้สามระดับ ระยะสั้นคงทำอย่างที่กล่าวไป ระยะกลางคือการหาพืชที่จะมาทดแทนการปลูกข้าวโพด และเสนอแนวคิดที่ว่าจ้างเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดหันมารับจ้างทำอาชีพปลูกป่าแทน โดยทางภาครัฐอาจจะออกกฎหมายภาษีสิ่งแวดล้อมหรือว่าเรียกเก็บภาษีจากผู้รับซื้อแล้วนำมาจ้างปลูกป่า

นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่จะเสนอแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลป่าให้สามารถประสานกันได้ เพราะเคยได้ยินว่าบางหน่วยงานเขาอยากจะขุดสระน้ำเพื่อเก็บน้ำสำหรับดับไฟป่า แต่อีกหน่วยงานหนึ่งที่เป็นเจ้าของพื้นที่ไม่อนุญาต เนื่องจากกลัวผิดกฎหมาย

นี่คือส่งที่ภาคเอกชนเราเตรียมจะนำเสนอภาครัฐในโอกาสต่อไป

 

นักวิชาการชี้ จะแก้ปัญหาหมอกควันได้ต้องเริ่มจากบูรณาการข้อมูล

นายภาสกร แช่มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเจ้าของแอคเคาท์ที่ใช้ชื่อว่า “ภัยบัติ” กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาฝุ่นควันในภาคเหนือ เรื่องแรกที่ต้องทำก่อนคือให้ภาคประชาชนในภาคเหนือตระหนักถึงภัยอันนี้ ตนเข้าไปในพื้นที่อ.อมก๋อย ชาวบ้านก็จะบอกว่า ทุกคนก็เผากันเป็นเรื่องปกติไม่เห็นจะผิดเลยถ้าเขาจะเผาเพื่อทำไร่ ถ้าไม่เผาก็จะให้เขาทำอย่างไร นี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้น

ปัญหาต่อมา เขาถามตนกลับมาว่า อาจารย์รู้ได้อย่างไรว่าควันไฟจากอมก๋อยพัดเข้าไปที่เชียงใหม่ คือ เขาไม่รู้และไม่เห็นทิศทางของลม สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนอีกหลายคนยังไม่เกิดความตระหนัก พอไม่เกิดความตระหนักก็จะมีการเผาแบบต่อเนื่องขึ้น ดังนั้นจะทำอย่างไรให้ความตระหนักไปถึงชุมชน หรือคนในพื้นที่

“ผมทำหลายเรื่อง เรื่องแรก ทำผ่านโซเชียลมีเดีย ทวิตเตอร์ ซึ่งผมตั้งแอคเคาท์ชื่อว่าภัยพิบัติ มีคนตามอยู่ประมาณสามสี่หมื่นคน พยายามที่จะปลุกกระแสสังคมผ่านสื่อเหล่านี้ก่อน โดยที่ไม่ต้องเป็นเรื่องค่าฝุ่นควันอย่างเดียวเพราะคนออกไปนอกบ้านก็เห็นอยู่แล้วว่ามันแย่ขนาดไหน หายใจก็รู้ เพราะฉะนั้นเราจึงขอทุกคนให้ส่งรูปถ่ายทางทวิเตอร์ เฟสบุ๊ค อินสตาแกรม โพสขึ้นมา เปิดพับบลิค และแอดแท็กโลเคชั่นได้ก็จะดี พอใส่ #DustView จะเห็นภาพของฝุ่นควันที่ถ่ายลงโซเชียลมีเดียในแต่ละจุดขึ้นมาในแผนที่ เราจะเห็นเลยว่าในแต่ละช่วงเวลาหรือแต่ละสถานที่การเกิดฝุ่นควันเป็นอย่างไร”

“การทำตรงนี้ ในแง่ของประชาชนทำให้เราเริ่มปลุกกระแสฝุ่นควัน จากแรกอยู่ในวงแคบๆ ก็เริ่มขยายอออกไป คนทั่วไปเริ่มที่จะถ่ายรูป และคุยถึงเรื่องฝุ่นควันมากขึ้น”

นายภาสกร กล่าวอีกว่า อีกเรื่องที่ตนเองพยายามทำ คือบูรณาการข้อมูลจากราชการการในหลายๆ ส่วนเข้ามาอยู่ด้วยกันทั้งของกรมควบคุมมลพิษ กรมอุตุฯ นาซ่า ฯลฯ เพราะปัญหาฝุ่นควันจะมาจากปัจจัยไม่มาก เช่น เราดูจากจุดเผาว่าเผาที่ไหน ดูความเร็วลม ทิศทางลม อุณหภูมิ ซึ่งถ้าเรามีข้อมูลที่มากพอเราจะสามารถพยากรณ์ได้ เมื่อพยากรณ์ได้จะทำให้เราสามารถเตรียมตัวรับมือกับมันได้ เช่น วันพรุ่งนี้เราต้องเตรียมหรือต้องใส่หน้ากากไหม ต้องใส่อีกกี่วัน เป็นต้น

“ในเบื้องต้นเราไม่ได้มีสถานีเองและในข้อจำกัดของสถานีที่มีอยู่ ทำให้การพยากรณ์หรือการรายงานผลไม่ค่อยแม่นยำในเชิงพื้นที่มากนัก สิ่งที่เราจะทำต่อ คือตั้งสถานีเพิ่มเติม เพื่อการวัดฝุ่นควัน ฝุ่นละอองขนาดเล็ก เพื่อให้ในชุมชนเองเห็นว่าในพื้นที่ของเขาฝุ่นควันเป็นอย่างไร สภาพอากาศ ณ เวลาปัจจุบันเป็นอย่างไร”

นายภาสกร กล่าวอีกว่า ปัญหาของฝุ่นควันคงไม่หมดภายในห้าปี เราต้องเจอฝุ่นควันไปอีกห้าปีเป็นอย่างน้อย กว่าที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนปี แต่ในห้าปีนี้จะทำอย่างไรให้ประชาชนเกิดความตระหนักรู้ว่านี่เป็นสาเหตุของฝุ่นควัน รู้ว่าสิ่งนี้ทำให้เขาเสียสุขภาพ เมื่อไหร่ที่ประชาชนตระหนัก เชื่อว่าการเผาจะน้อยลง

“ทุกวันนี้เราพยายามจะวิเคราะห์จากข้อมูลที่มีอยู่ มาทำเป็นกราฟ จะเห็นว่าเดือนมีนาคม ช่วงวันพฤหัส ศุกร์ เสาร์ ฝุ่นหยุด มันมีช่วงเวลาที่ฝุ่นหยุดด้วย แล้วมาเพิ่มขึ้นในช่วงของวันจันทร์อังคาร แสดงว่ามีการเผาเป็นช่วงเวลา สิ่งเหล่านี้มันทำให้เราเริ่มเห็นแพทเทิ่ล ตอนนี้ผมเริ่มจะบอกได้ว่าในช่วงเมษายนฝุ่นจะสูงในช่วงของแปดเก้าโมงเช้า ช่วงบ่ายน้อยลง พอตอนทุ่ม สองทุ่ม สามทุ่มฝุ่นก็จะสูงขึ้นมาอีก เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องกระจายให้ประชาชนรับรู้ในวงกว้าง และต้องเป็นข้อมูลที่ง่ายถูกย่อยมาแล้ว”

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้โดยเฉพาะจากภาครัฐค่อนข้างกระจัดกระจาย และไม่ค่อยเปิดให้เข้าถึง ข้อมูลกรมอุตฯ อยู่ที่หนึ่ง ข้อมูลกรมควบคุมมลพิษอยู่อีกที่หนึ่ง ข้อมูลไฟป่าอยู่อีกที่หนึ่ง ตรงนี้ต้องทำศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลขึ้นมา ต้องมีการสนับสนุนให้ข้อมูลนี้มาอยู่รวมกัน ทุกคนต้องเริ่มเปิดข้อมูลเพื่อที่จะสร้างความตระหนักกับประชาชน และให้นักวิจัยได้ใช้ข้อมูลในการทำวิจัยด้วย.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 18,759 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.