• 18 ธันวาคม 2560 - 12:13 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

คุยกับผู้ใช้แรงงาน-สหภาพแรงงาน ทำไมต้องค้านรัฐประหารคสช.

 วันที่ 2 ธันวาคม 2557 - 16:43 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,539 ครั้ง พิมพ์

 

หลังจากนำเสนอเนื้อหาของแถลงการณ์ และการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนงานในโรงงานหลายแห่งซึ่งร่วมกันออกแถลงการณ์ใน นาม กลุ่มคนงาน ต้านรัฐประหาร ร้องคืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็ว เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมานั้น อ่านรายละเอียดได้ที่ http://prachatham.tumblr.com/post/87604420668

 

สำนักข่าวประชาธรรมยังมีโอกาสพูดคุยกับผู้นำขบวนการแรงงานรายหนึ่งถึง เหตุผล-แรงจูงใจเบื้องหลังปฏิบัติการเล็กๆ ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่อย่างเงียบๆ ภายในพื้นที่สถานประกอบการ

 

ด้วยเป็นบทสนทนาที่คำนึงถึงความปลอดภัยภายใต้คำสั่งและประกาศของคสช. พวกเราจึงไม่มีโอกาสได้รู้จักกัน นอกจากเสียงที่ดังขึ้นจากอีกปลายทาง

 

ประชาธรรม : ทำไมต้องค้าน ทำไมต้องออกแถลงการณ์ฉบับนี้?

นี่คือรัฐประหารหนที่ 3 ที่เจอกับตัว สมัยพฤษภา 35 ก็เข้าร่วมประท้วงรสช. วิ่งหนีกระสุนปืนก็พอเข้าใจอยู่บ้าง คือในความคิดของสหภาพแรงงานและคนงาน การรัฐประหารคือศัตรูของขบวนการประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นในฐานะสหภาพแรงงานที่มาจากการเลือกตั้งคงยอมรับไม่ได้ ที่ใครจะเอาปืนมาจี้ปล้นประชาธิปไตยไปแล้วขึ้นมาครองอำนาจเสียเอง นี่ไม่ใช่เรื่องที่ทหารควรจะขึ้นมาควบคุมประเทศ คนงานก็ต้องแสดงออกอย่างใดอย่างหนึ่งตามข้อจำกัดอย่างที่รู้กัน ว่าหากใครออกมาในช่วงนี้ก็จะโดนจับ ก็คงเป็นการเคลื่อนตัวในลักษณะใต้ดินก่อนในช่วงแรก

 

ประชาธรรม : รัฐประหารมันมีผลกระทบกับแรงงาน สหภาพแรงงานขนาดไหน?

มันมีผลกระทบทั้งทางตรงทางอ้อม อย่างยุครสช.มันเป็นทางตรง เห็นได้ชัดว่าคุณทนง โพธิ์อ่าน ถูกอุ้มหายไปเลย มีประกาศรสช.ฉบับที่ 54 ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานจะต้องมีบัตรที่ปรึกษา (ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 54 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2534 เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนของที่ปรึกษา การใช้สิทธินัดหยุดงาน และบทลงโทษ : ประชาธรรม) คราวนั้นที่ปรึกษาสหภาพแรงงานก็ต่อต้านกันโดยไม่ยอมทำบัตร พอไม่ทำก็ไม่สามารถเข้าร่วมการเจรจาที่ไหนได้ หรือหากไปก็จะโดนจับ

"ในอดีตขบวนการแรงงานเข้มแข็งมากกว่านี้ พอมีรัฐประหารเขาก็พยายามแยกการรวมตัวของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจกับเอกชนออก จากกัน ด้วยการออกกฎหมายฉบับหนึ่ง นี่คือหนึ่งในสาเหตุที่ขบวนการแรงงานอ่อนแอตามลำดับ"

ส่วนยุคคมช.แม้จะไม่มีการออกกฎหมายอะไรที่เป็นผลเสียโดยตรงต่อขบวนการแรง งาน แต่การที่วุฒิสภาไม่ได้มาจากเลือกตั้ง แล้วเข้าไปกลั่นกรอง แก้ไขกฎหมาย ถามว่าที่มีการเคลื่อนไหวให้แก้ไขกฎหมายประกันสังคม มีการล่ารายชื่อเสนอกฎหมายฉบับลูกจ้าง สุดท้ายมันก็ตกหล่นไป

“มันเป็นปัญหาทั้งทางตรงทางอ้อม สุดท้ายลูกจ้างก็โดนอยู่ดี”

 

ประชาธรรม : คนทั่วไปเขาพูดกันว่า “รัฐประหารมันช่วยหยุดความขัดแย้งได้ ทำให้บ้านเมืองไปต่อ เศรษฐกิจจะได้เดินหน้า” ในมุมของผู้ใช้แรงงานเห็นอย่างไร?

มันไม่จริง เพราะรัฐประหารทุกครั้ง มันก็เป็นคนกลุ่มเดียวกันมาโดยตลอด ถ้ามองย้อนกลับไปไม่ไกล รัฐประหารปี 49 และปี 57 มันก็เป็นคนกลุ่มเดียวกัน แล้วก็ให้เหตุผลแบบเดียวกัน เช่น ก็ให้มันจบๆ ไป ความรุนแรงจะได้ไม่เกิด แต่ถ้ามองยาวกว่านั้นจะเห็นว่าพอทหารมาทีไรความรุนแรงเกิดขึ้นทุกที รัฐประหาร 49 ก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความรุนแรงในปี 53 และรู้กันอยู่ว่าปลายทางของรัฐประหารคืออะไร รวมถึงความแตกแยกของชนชั้นนำ ชนชั้นปกครอง รวมถึงข้อตกลงที่เขายังหาข้อสรุปไม่ได้ รัฐประหารคราวนี้ก็เช่นกัน ยากที่จะตกลงกันได้ แถมมันเป็นการนับเวลาถอยหลังด้วยซ้ำ ความเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างอาจจะทำให้ความรุนแรงมาเร็วขึ้น เราก็พูดกันไม่ได้

 

ประชาธรรม : แล้วในชีวิตประจำวันคนงานมีความลำบากไหมที่จะแสดงออกทางการเมือง หรือการเรียกร้องด้านสวัสดิภาพแรงงานด้านอื่นๆ

การแสดงออกทางการเมืองมันทำไม่ค่อยได้อยู่แล้ว เพราะไม่มีใครอยากโดนจับ ก็ต้องทำอย่างการส่งแถลงการณ์กันอยู่ตอนนี้ มันก็ดีกว่าไม่ได้ทำอะไร แต่ผลกระทบไม่ได้มีแค่นั้น ขณะนี้สหภาพแรงงานบางแห่งกำลังอยู่ระหว่างการยื่นข้อเรียกร้อง หรือเจรจาเรื่องโบนัสกลางปี แต่เขาก็ออกมาชุมนุมกดดันนายจ้างเหมือนที่เคยทำมาเป็นประจำไม่ได้ ยกตัวอย่าง สหภาพซูซูกิกำลังจะยื่นข้อเรียกร้อง สหภาพบริดจสโตนและอีกหลายแห่งกำลังเจรจากับนายจ้างเรื่องโบนัสกลางปี พอมีอัยการศึก นายจ้างก็นั่งยิ้ม ถามว่าใครเสียประโยชน์ก็มีแต่ลูกจ้างเสียเปรียบ มันบอกไม่ได้เลยว่าลูกจ้างจะเป็นอย่างไรตราบใดที่ทหารยังไม่ออกไป

"คนงานในพื้นที่รังสิตเล่าให้ฟังว่ามีทหารซุ่มอยู่ หรือเฝ้ามองผ่านกล้องส่องทางไกล แม้แต่ซอยเล็กซอยน้อยยังมีคนแปลกหน้าเข้ามาเฝ้ามอง ตรวจตรา คือ ชีวิตมันไม่ได้ปกติสุข คนงานก็ไม่ได้รู้สึกปลอดภัยอย่างที่เขาพยายามบอกผ่านสื่อ อย่างตัวเองก็รู้ว่าโดนจับจ้องเช่นกัน มันไม่เหมือนตอนปี 2549 ที่เอารถถัง รถหุ้มเกราะมาวางอย่างชัดเจน แต่คราวนี้เป็นการซุ่ม หรือแอบมอง"

 

ประชาธรรม : ถ้าไม่ได้ทำผิดประกาศหรือคำสั่ง แล้วคนงานจะกลัวทำไม?

มันต้องย้อนถามว่าคนที่ออกไปชูป้าย ชูสามนิ้วประท้วงตอนนี้เขาทำผิดอะไร ทำผิดคำสั่งของคสช.หรือเปล่า ถามว่าถ้ามันไม่ทหารมาปกครองอย่างในขณะนี้ คนก็แสดงออกได้อย่างเสรี แสดงออกได้ตามปกติ เพราะมันไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน แต่พอทหารมาก็บอกว่าทำไม่ได้ วิถีชีวิตของพวกเราคือการรวมตัวกดดัน ต่อรอง ประท้วง สร้างความเป็นธรรมผ่านข้อเรียกร้องกับนายจ้างหรือกับสังคม นี่คือวิถีชีวิตของเรา แต่พวกคุณกลับมาปล้นเอาไป สิ่งนี้มันคืออะไร

"ประชาธิปไตยมันต้องแสดงออกได้ แต่ตอนนี้มันกลับทำไม่ได้ พูดไม่ได้ คิดดังๆ ยังไม่ได้ แถมโดนป้ายความผิดว่าถ่วง หรือขวางประเทศไม่ให้เดินหน้า ส่วนตัวเห็นว่าใครก็ตามที่คิดแบบนั้น เขากำลังคิดอย่างทหาร คิดเป็นเผด็จการ หรือคิดแบบแบ่งฝักแบ่งฝ่าย การคิดแบบนี้คือการผลักให้คนที่ต้านรัฐประหารกลายเป็นฝั่งเดียวกับทักษิณ หรือพรรคเพื่อไทยทั้งหมด ทั้งที่คนที่ออกมาร่วมต่อต้านเผด็จการทหารไม่ได้เป็นคนจากกลุ่มสีเดียว"

พวกเราคุยกันอีกพักใหญ่แล้วก็ต้องตัดบทกล่าวขอบคุณบอกลาทันใดเมื่อเห็นคำสั่งคสช.ฉบับใหม่ ปรากฏขึ้นบนจอทีวี.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,923 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.