• 6 เมษายน 2563 - 12:18 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

ประเทศไทย: หนึ่งปีผ่านไป การปราบปรามแบบ “ชั่วคราว” กลายเป็นถาวร

 วันที่ 23 พฤษภาคม 2558 - 08:16 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 2,407 ครั้ง พิมพ์

 

ในโอกาสครบรอบปีการยึดอำนาจของทหารโดยการทำรัฐประหาร แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องอีกครั้งให้ทางการไทยดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อยกเลิกกฎหมายและนโยบายที่กดขี่ รวมทั้งการปฏิบัติที่ละเมิดพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศของไทย ทางการควรรื้อฟื้นบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองสิทธิมนุษยชน และยุติการลอยนวลพ้นผิดกับผู้ทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน

 

แม้ว่าทางการไทยเสนอกรอบเวลาที่จะมุ่งไปสู่การเลือกตั้ง และล่าสุดบอกว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งอย่างเร็วสุดในเดือนสิงหาคม 2559 แต่ไม่มีการส่งสัญญาณใด ๆ ว่าจะยกเลิกมาตรการจำกัดสิทธิที่จะมีเสรีภาพและการใช้สิทธิเหล่านั้นอย่างสงบ รวมทั้งสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองด้วย

 

พร้อมๆ กับการยกเลิกกฎอัยการศึกเมื่อเดือนเมษายน 2558 ในทุกพื้นที่ของประเทศยกเว้นพื้นที่ซึ่งมีการประกาศใช้กฎอัยการศึกอยู่แล้วก่อนเดือนพฤษภาคม 2557 ทางการไทยก็ยังคงยึดกุมอำนาจที่กว้างขวางและปราศจากการตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว ที่มีลักษณะคล้ายคลึงหรืออาจจะจำกัดสิทธิมากกว่าอำนาจแบบเดิม และใช้อำนาจนั้นขัดขวางหรือปราบปรามอย่างรุนแรงต่อสิทธิมนุษยชน โดยอ้างความจำเป็นเพื่อความมั่นคงของประเทศ และไม่มีการตรวจสอบการใช้อำนาจในเชิงปกครอง

 

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งห้ามการชุมนุมทางการเมืองของบุคคลมากกว่าห้าคนขึ้นไป และจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกอย่างสงบ ส่งผลให้การเซ็นเซอร์ตัวเองและเต็มไปด้วยบรรยากาศของความหวาดกลัว รวมถึงมีการสั่งฟ้องคดีบุคคลที่แสดงความเห็นต่างจากรัฐต่อศาลทหารอย่างต่อเนื่อง แม้การแสดงออกนั้นจะเกิดขึ้นอย่างสงบก็ตาม ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิที่ได้จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ยังไม่นับรวมถึงการใช้แรงกดดันอย่างไม่เป็นทางการและการแสดงท่าทีข่มขู่ของหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งนายกรัฐมนตรี  ต่อสื่อมวลชนและภาคประชาสังคมที่แสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์  มาตรการกดขี่เหล่านี้ทำให้บุคคลสามารถเรียกร้องหรือแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนทั้งของตนเองและบุคคลอื่นได้น้อยลง

 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้ทางการปล่อยตัว ยกเลิกข้อกล่าวหาและบทลงโทษโดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไขต่อบุคคลที่ถูกควบคุมตัว ถูกฟ้องคดี หรือถูกศาลตัดสินลงโทษเพียงเพราะการใช้สิทธิมนุษยชนของตนเพื่อแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมอย่างสงบ มีรายงานว่าพลเรือนกว่าร้อยคนถูกฟ้องคดีต่อศาลทหาร โดยเป็นผลมาจากการแสดงความคิดเห็นต่างอย่างสงบ หลายคนไม่มีสิทธิในการอุทธรณ์คดี มีผู้แสดงความเห็นอย่างสงบถูกศาลตัดสินจำคุกนานถึง 50 ปีตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งกำหนดให้มีการจำคุกได้ไม่เกิน 15 ปีต่อหนึ่งกระทงสำหรับการกระทำที่ถือว่าเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังเรียกร้องให้ทางการยกเลิกการใช้อำนาจทหาร ซึ่งเดิมใช้ผ่านกฎอัยการศึกและปัจจุบันใช้ผ่านประกาศและคำสั่งของคสช. ในการควบคุมตัวบุคคลเพื่อนำไปเข้ารับ “การปรับทัศนคติ” ซึ่งกินเวลาไม่เกินเจ็ดวัน ในสถานที่ที่ไม่เปิดเผยอย่างเป็นทางการและไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอก ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสริมให้เกิดการทรมานขึ้นได้

 

ทางการต้องยุติการกำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวจากการควบคุมตัวโดยพลการและการคุมขังอย่างอื่น อันเป็นเหตุให้บุคคลหลายร้อยคนไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองได้อีก เนื่องจากเสี่ยงจะถูกสั่งคุมขังอีกครั้ง เงื่อนไขเพื่อการปล่อยตัวต่าง ๆ ต้องถูกยกเลิก ส่วนอำนาจอย่างอื่นที่ทางการประกาศเพิ่มเมื่อเดือนเมษายน 2558 รวมทั้งการแต่งตั้ง “เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย” ที่มีอำนาจในการตรวจค้นโดยไม่ต้องมีหมายศาล ต้องถูกยกเลิกเช่นกัน

 

นอกจากนั้น ทางการต้องให้การประกันว่าการนำคำสั่งที่ประกาศใช้ในช่วงปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติรวมทั้งป่าไม้ ทางกองทัพต้องไม่ขับไล่ชาวบ้านออกจากชุมชนในเขตชนบทห่างไกล ที่ผ่านมามีรายงานการขับไล่ชุมชนต่างๆ รวมทั้งการบังคับไล่รื้อด้วย

 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ยังเรียกร้องให้ทางการถ่ายโอนคดีของพลเรือนที่ถูกไต่สวนในศาลทหารไปยังศาลพลเรือน และให้การประกันว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งในทางกฎหมายและทางปฏิบัติ รวมทั้งให้ความยุติธรรมและการเยียวยาต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการควบคุมตัวโดยพลการ การทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย และการบังคับบุคคลให้สูญหายในปีที่ผ่านมา

 

นอกจากนี้ ริชาร์ด เบนเน็ต (Richard Bennett) ผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลประเทศไทย เผยว่า ครบหนึ่งปีพอดีนับแต่กองทัพไทยประกาศใช้กฎอัยการศึกและยึดอำนาจ เรายังคงเห็นการปราบปรามที่รุนแรงต่อผู้ประท้วงอย่างสงบบนท้องถนน

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าวในวันนี้ว่า การจับกุมนักศึกษาและนักกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารโดยพลการ ในเหตุการณ์อย่างน้อยสามครั้งในวันนี้ ทั้งที่กรุงเทพฯ และที่ขอนแก่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า ระบอบทหารที่ปกครองประเทศมาครบปีแล้วยังไม่ยอมให้มีการแสดงความเห็นต่างโดยสงบ

ริชาร์ด  กล่าวอีกว่า “ต้องไม่มีการจับกุมหรือควบคุมตัวผู้ประท้วงอย่างสงบ เพียงเพราะเขาเสนอความเห็นที่อาจไม่น่ารับฟังหรือท้าทายระบอบทหาร บุคคลที่ชุมนุมอย่างสงบเพื่อใช้สิทธิมนุษยชนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก ต้องได้รับการปล่อยตัวโดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข และต้องยกเลิกข้อกล่าวหาทั้งหมด ทางการต้องเคารพและต้องคุ้มครองให้มีการแสดงความเห็นต่างอย่างสงบ และให้ยกเลิกมาตรการอย่างเข้มงวดที่ปิดกั้นการแสดงออกและการชุมนุมในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางกฎหมายหรือทางปฏิบัติ”

ประมาณ 18.20 น.ตามเวลาในประเทศไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวนักศึกษาและนักเคลื่อนไหว 20 คนที่กรุงเทพฯ ช่วงที่กำลังจะประท้วงเชิงสัญลักษณ์อย่างสงบ เพื่อต่อต้านรัฐประหารเมื่อปี 2557 ที่บริเวณหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีการประท้วงต่อต้านรัฐประหารในช่วงแรกๆ เมื่อปีที่แล้ว ตำรวจปฏิเสธไม่ให้ผู้ถูกควบคุมตัวได้พบกับทนายความ อ้างว่าต้องรอคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา มีรายงานว่านักกิจกรรมสองคนเป็นอย่างน้อยได้รับบาดเจ็บระหว่างการจับกุมและจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาล

ในอีกเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเมื่อตอน 15.00 น.ในวันนี้ที่กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจจับกุมนักศึกษา นักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยและคนขับแท็กซี่ที่สถานีรถใต้ดิน พวกเขาถูกควบคุมตัวไว้ที่โรงพักและได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา

บุคคลทั้งสามเป็นสมาชิกกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ซึ่งเป็นกลุ่มประท้วงทางการเมือง และอยู่ระหว่างเดินทางเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญาที่กรุงเทพฯ เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯคนปัจจุบันซึ่งทำการรัฐประหารเมื่อปีที่แล้ว ทางกลุ่มแจ้งแผนการต่อสาธารณะหลายวันก่อนจะมีการชุมนุมในโอกาสครบรอบหนึ่งปีรัฐประหาร สมาชิกคนอื่นของกลุ่มเคยถูกควบคุมตัวมาแล้วจากการประท้วงเชิงสัญลักษณ์อย่างสงบในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาอย่างนายสิริวิชญ์ เสรีวิวัฒน์ หรือนายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ ซึ่งลูกชายของเขาถูกทหารฆ่าตายระหว่างการปราบปรามผู้ชุมนุมเมื่อปี 2553 และคนขับแท็กซี่อย่างนายวรรณเกียรติ ชูสุวรรณ

ในเหตุการณ์ที่สาม มีผู้ถูกจับกุมอย่างน้อยเจ็ดคนที่จังหวัดขอนแก่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อประมาณ 13.00 น. ผู้ประท้วงทั้งเจ็ดคนได้รวมตัวชุมนุมอย่างสงบเพื่อต่อต้านรัฐประหารและการบังคับไล่รื้อชุมชนในชนบทเพื่อเปิดทางให้กับโครงการขุดเจาะทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนา ผู้ประท้วงเป็นสมาชิกกลุ่มดาวดิน ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาที่เป็นนักกิจกรรม โดยเชื่อว่าบางส่วนเคยถูกจับกุมมาแล้วในเหตุการณ์ชูสามนิ้วจากภาพยนตร์ “ฮังเกอร์เกมส์” ระหว่างที่พลเอกประยุทธ์มากล่าวปาฐกถาที่ขอนแก่นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2557

จากภาพข่าว เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบได้บุกเข้าไปสลายการชุมนุมก่อนจะจับกุมนักกิจกรรม ในเบื้องต้นมีการพาตัวสมาชิกกลุ่มดาวดินไปยังค่ายทหาร และในตอนนี้ถูกนำตัวไปที่โรงพักในขอนแก่น

 “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดเหล่านี้สะท้อนความพยายามอย่างต่อเนื่องของทางการไทย ในการปราบปรามเสียงที่เห็นต่างของประชาชน โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองอาจต้องเจอกับโทษจำคุก ทางการได้ใช้อำนาจมากมายที่มีอยู่เพื่อจำกัดและปฏิเสธไม่ให้ประชาชนใช้สิทธิของตนโดยอ้างว่าเพื่อความมั่นคงของประเทศ ถึงเวลาแล้วที่พวกเขาต้องอนุญาตให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิในการเห็นต่างได้อย่างสงบ” ริชาร์ด เบนเน็ตกล่าว.  

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 18,759 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.