• 6 เมษายน 2563 - 13:23 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

เก่งกิจ กิติเรียงลาภ: ค่าแรงและความมั่นคงในชีวิตของแรงงาน

 วันที่ 23 พฤษภาคม 2558 - 21:35 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 3,629 ครั้ง พิมพ์

 

สรุปสาระสำคัญการเสวนาสาธารณะเพื่อแสดงมุทิตาจิตต่อศ. ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ เนื่องในงาน "75 ปีที่ผ่านและวันข้างหน้าของ นิธิ เอียวศรีวงศ์"



วันนี้ 23 พ.ค. 2558 สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับกลุ่มพลเมืองเสมอกัน จัดงาน "75 ปีที่ผ่านและวันข้างหน้าของ นิธิ เอียวศรีวงศ์" โดยกิจกรรมมีการสลับขึ้นบรรยายสาธารณะของนักวิชาการ นักกิจกรรมทางสังคมในหัวข้อต่างๆ ภายใต้คำถามเดียวกันนั่นคือ "ถ้าเป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย ในอนาคตจะทำอย่างไร" เพื่อเป็นการแสดงมุทิตาจิตต่อศ. ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ เนื่องในวาระครบรอบ 75 ปี ซึ่งแม้จะการเปลี่ยนแปลงสถานที่จัดงานด้วยเหตุแห่งเผด็จการทหารที่คาดฝัน แต่กิจกรรมทั้งหมดก็ลุล่วงไปด้วยดี ประชาธรรม มีสาระสำคัญของบางห้วงบางตอนมานำเสนอ

เก่งกิจ นำเสนอว่า สังคมไทยเข้าสู่การเป็นสังคมอุตสาหกรรมหลายสิบปี ถ้าดูตัวเลขประกันสังคม (คนที่ถูกจ้างงานในระบบในภาคอุตสาหกรรม หรือภาคบริการ) อยู่ที่สิบล้านเศษๆ และกำลังแรงงานของประเทศไทยเมื่อต้นปีที่ผ่านมามีการคำนวณแล้วตัวเลขประชากรในวันทำงาน 38 ล้านคน นั่นหมายความว่ามีคนกว่า 28 ล้านที่ไม่ถูกจ้างงานในระบบ เข้าไม่ถึงประกันสังคม การรวมกลุ่มเป็นสหภาพแรงงาน นี่ยังไม่นับรวมแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งตัวเลขที่จดทะเบียนมีประมาณ 1 ล้านกว่า แต่จริงๆ อาจมีถึง 10 ล้านคนที่ไม่ได้จดทะเบียน ดังนั้นหมายความว่าประเทศไทยมีคนที่อยู่ในวัยทำงานกว่า 50 ล้านคน นี่จึงเป็นปัญหาใหญ่เพราะการไม่ยอมรับว่าอยู่ในสังคมที่คนทุกคนเป็นแรงงาน นอกจากนี้ยังมีการแบ่งช่วงชั้นของการใช้แรงงานหลายระดับ

“เรามักจะบอกว่าแรงงานที่มีฝีมือ-ทำงานเกี่ยวกับศิลปะจะได้รับค่าแรงสูงกว่าคนทำงานที่ใช้แรงงาน แต่ความเป็นจริง คนที่ทำงานในสายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทั้งหลายอยู่ในรูปแบบการจ้างงานแบบอิสระ กรณีคนทำงานบริการก็อยู่ในรูปการทำงานแบบ part time ยิ่งกว่านั้นแรงงานไทยจำนวนมากที่ทำงานในนิคม หรือโรงงานอุตสาหกรรมก็อยู่ในระบบการจ้างงานแบบ sub-contract เป็นสัญญาจ้างหรือการจ้างงานแบบชั่วคราว หรือบางส่วนก็นำแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านมาทำงานด้วยค่าแรงที่ถูกกว่า”

จะไม่ยอมรับอย่างไรว่าไทยเป็นสังคมอุตสาหกรรมและคนจำนวนมากกำลังเดินเข้าสู่การทำงานในโรงงาน แม้กระทั่งการทำงานในภาคบริการและการทำงานในบ้าน เราอยู่ในสังคมอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานราคาถูกและมีการแบ่งช่วงชั้นในตลาดแรงงานสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้แรงงานข้ามชาติซึ่งมีการกดขี่อย่างถึงที่สุด

เก่งกิจ กล่าวต่อว่า เมื่อสถานการณ์แรงงานในประเทศ มีแรงงานจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการสังคมในระบบประกันสังคม และสถานการณ์การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยซึ่งดำเนินรอยตามลัทธิเสรีนิยมใหม่ แนวโน้มของรัฐบาลทุกรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือโดยเฉพาะรัฐบาลที่มาเผด็จการทหารก็คือการผลักดันนโยบายที่แปรรูปรัฐวิสาหกิจ หรือการลดสวัสดิการสังคมที่เดิมรัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบ ยกตัวอย่าง รัฐบาลอานันท์ยันรัฐบาลทักษิณก่อนหน้ารัฐประหาร 19 กันยาฯ ต่างพยายามผลักดันให้มีการแปรรูปกิจการต่างๆ แต่นโยบายเหล่านี้แทบจะไม่ประสบความสำเร็จเพราะมีการออกมาต่อต้านอย่างมาก แต่ท้ายสุดการแปรรูปก็สำเร็จเมื่อสนธิ บุญยรัตกลิน เข้ามายึดอำนาจ

ล่าสุดรัฐบาลประยุทธ์ก็นำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบพร้อมกัน 4 แห่ง นั่นหมายความว่านโยบายที่จะโยนภาระของการดูแลตัวเอง เช่น การศึกษา สาธารณสุข จะเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออยู่ใต้เผด็จการทหาร แนวโน้มคือเราต้องรับผิดชอบตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ค่าแรง สวัสดิการ สภาพชีวิตความเป็นอยู่ลดลง

เก่งกิจ เสนอว่า สิ่งที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งควรจะทำอย่างเร่งด่วนที่สุด ในฐานะที่เป็นประเทศอุตสาหกรรม คือ รัฐบาลควรลงนามในอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO 87 และ 98) อนุสัญญา 87 คือ สิทธิของการรวมตัวของคนงาน ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศในอาเซียนที่ไม่ยอมลงนามเรื่องนี้ เพราะไม่อยากให้แรงงานมีการรวมตัวกันเพื่อต่อรอง ส่วนอนุสัญญา 98 คือการให้สิทธิแรงงานมีอำนาจในการต่อรองได้ในหลายรูปแบบและรัฐต้องคุ้มครอง แต่หากเราดูพ.ร.บ.การชุมนุมในพื้นที่สาธารณะที่รัฐบาลเผด็จการทหารที่เพิ่งออกมา กลับจำกัดการต่อรองของคนงาน รวมถึงการต่อรองของประชาชน รวมถึงยังมีมาตรการอื่นๆ ของเผด็จการที่จะกดแรงงานเอาไว้ เช่น กฎอัยการศึกหรือมาตรา 44

“หากพิจารณาค่าแรงของไทย การเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบบริษัทเอกชนทั้งหลาย หรือกรณีแรงงานข้ามชาติซึ่งได้น้อยกว่าแรงงานขั้นต่ำ แต่พบว่ามีกรณีที่แรงงานข้ามชาติต้องช่วยโกหกว่านายจ้างให้ 300 บาท เพราะว่ารัฐมีแนวโน้มที่จะใช้กำลังในการจับกุม หรือหาเรื่องตลอดเวลา ฉะนั้นความคิดเรื่องชาตินิยมและการรังเกียจแรงงานข้ามชาตินั้น เป็นอาวุธสำคัญของรัฐที่จะใช้แรงงานข้ามชาติ ทั้งที่เราพึ่งพากำลังแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาก”

ดังนั้น สถานการณ์แรงงานไทยสรุปได้ หนึ่ง เรามีกำลังแรงงานที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการสังคมกว่า 70% สอง ความคิดแบบชาตินิยมซึ่งกำลังครอบงำ เช่น กรณีโรฮิงญา ที่คนจำนวนมากพูดออกมาง่ายๆ ว่าต้องขจัดคนเหล่านี้ เพราะเขาไม่ใช่มนุษย์เหมือนเรา รวมถึงการที่ไม่ยอมรับสิทธิการรวมตัวของสหภาพแรงงาน และการใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม มาจำกัดสิทธิการชุมนุม ทำให้โอกาสของแรงงานในการต่อรองเพื่อเพิ่มค่าแรงและสวัสดิการสังคมกลับลดต่ำลงเรื่อยๆ ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้

เมื่อมองย้อนกลับไปทั้งหมด จะเห็นว่าประเทศไทยพัฒนาอุตสาหกรรม และสร้างสังคมอุตสาหกรรมขึ้นมาภายใต้การแข่งขันโดยให้ค่าแรงมีราคาต่ำที่สุด ขณะที่อีกด้านก็โปรโมตเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การไปสู่อาเซียน การเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก แต่ความจริงแล้วไทยไม่มีศักยภาพในการแข่งขัน เพราะเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับกำลังแรงงาน หรือพลังทางการผลิต

“อาเซียนของสามัญชน หรืออาเซียนของประชาชน สิ่งหนึ่งที่ไม่ค่อยได้พูดคือการเคลื่อนย้ายของมนุษย์ หรือการเพิ่มสิทธิของแรงงาน เป็นไปได้หรือไม่ที่ประเทศอาเซียนจะพูดเรื่องค่าแรงที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อป้องกันการแบ่งช่วงชั้นในตลาดแรงงาน ที่จะกดขี่แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน คิดว่านี่จะเป็นวาระของรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยจะผลักดัน และยอมรับกันเสียทีว่าเราอยู่ในสังคมที่คนส่วนใหญ่ต้องการค่าแรงที่เป็นธรรม สิทธิการรวมตัว และเป็นแรงงาน”.

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

**หมายเหตุ เมื่อกลางปีที่ผ่านมา 2557 ประชาธรรม พูดคุยกับอ.ดร.เก่งกิจ กิติเรียงลาภ นักวิชาการด้านแรงงาน และนักกิจกรรมทางสังคม ถึงแนวคิดการรณรงค์เคลื่อนไหวเรื่องรายได้พื้นฐานที่สอดรับการผลิต-การจ้างงานแบบยืดหยุ่น
อนาคตของแนวคิดที่จะแปรไปเป็นปฏิบัติการทางสังคมอย่างไร อยู่ในมือของแรงงานทุกคน ไม่ว่าตอนนี้ทุกคนจะเรียกว่าตัวเองเป็นแรงงานหรือไม่ก็ตาม
ด้วยเหตุจากสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนั้นและเงื่อนไขของแหล่งทุนที่สนับสนุนการทำงานของประชาธรรม ทำให้งานผลงานประชาธรรมทีวีที่ผลิตในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ถูกเผยแพร่


คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 18,759 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.