• 6 เมษายน 2563 - 12:04 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

ประจักษ์ ก้องกีรติ: กระบวนการและสถาบันการเลือกตั้งและพรรคการเมืองและรัฐสภา

 วันที่ 24 พฤษภาคม 2558 - 00:03 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 3,012 ครั้ง พิมพ์

 

สรุปสาระสำคัญการเสวนาสาธารณะเพื่อแสดงมุทิตาจิตต่อศ. ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ เนื่องในงาน "75 ปีที่ผ่านและวันข้างหน้าของ นิธิ เอียวศรีวงศ์"



วันนี้ 23 พ.ค. 2558 สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับกลุ่มพลเมืองเสมอกัน จัดงาน "75 ปีที่ผ่านและวันข้างหน้าของ นิธิ เอียวศรีวงศ์" โดยกิจกรรมมีการสลับขึ้นบรรยายสาธารณะของนักวิชาการ นักกิจกรรมทางสังคมในหัวข้อต่างๆ ภายใต้คำถามเดียวกันนั่นคือ "ถ้าเป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย ในอนาคตจะทำอย่างไร" เพื่อเป็นการแสดงมุทิตาจิตต่อศ. ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ เนื่องในวาระครบรอบ 75 ปี ซึ่งแม้จะการเปลี่ยนแปลงสถานที่จัดงานด้วยเหตุแห่งเผด็จการทหารที่คาดฝัน แต่กิจกรรมทั้งหมดก็ลุล่วงไปด้วยดี ประชาธรรม มีสาระสำคัญของบางห้วงบางตอนมานำเสนอ

 

ประจักษ์ ก้องกีรติ: กระบวนการและสถาบันการเลือกตั้งและพรรคการเมืองและรัฐสภา

สถานการณ์วิกฤติในปัจจุบันสืบเนื่องจากก่อนหน้านี้เรามีประชาธิปไตยซึ่งมีความบกพร่อง ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยที่มีความชอบธรรม ยังไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยในอุดมคติ แต่ว่าภายใต้กฎกติกาในการขึ้นสู่อำนาจยังอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอยู่ ทีนี้ในสภาวะที่ประชาธิปไตยยังมีความบกพร่องปรากฏว่าสังคมไทยเลือกใช้วิธีการที่เป็นเผด็จการอำนาจนิยมมาแก้ไขปัญหา ซึ่งผมคิดว่าเป็นการแก้ไขที่ผิดทางและไม่มีทางออกจากวิกฤตินี้ได้

“ถามว่ามันเกิดขึ้นเฉพาะสังคมไทยหรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ ทั่วโลกมีการเปลี่ยนผ่านกลับไปสู่ระบอบเผด็จการ นักวิชาการหลายคนก็ศึกษา ดังนั้นสังคมไทยไม่ได้มีความเฉพาะตัวในแง่นี้”

จากการศึกษาพบว่า คนเริ่มมีมายาคติกับระบอบเผด็จการ ก่อนหน้านี้คนไม่พอใจประชาธิปไตย เมื่อเผด็จการเข้ามาแล้วใช้อำนาจไปสักพัก คนพบว่าระบอบเผด็จการอำนาจนิยมไม่ได้มีทางเลือกเชิงนโยบาย หรือไม่ได้มีพฤติกรรมการใช้อำนาจที่ดีไปกว่าระบอบประชาธิปไตยบกพร่องที่เขาเหล่านั้นเคยตั้งคำถาม นักวิชาการเรียกมันว่าระบอบเผด็จการที่เปลือยเปล่า คือคุณไม่ได้มีความชอบธรรมที่เหนือกว่า คุณไม่ได้มีทางเลือกเชิงนโยบายให้ ถามว่ามันดำรงอยู่ได้อย่างไร ก็ดำรงอยู่ด้วยเครื่องมือของการใช้ความรุนแรงกับฝ่ายที่เห็นต่าง และซื้อ ผนวกรวมฝ่ายที่ไม่ได้ยึดอุดมการณ์มาเป็นพวก

กรณีสังคมไทยคิดว่าปัจจุบันที่ออกไปจากประชาธิปไตยมาตกอยู่ในวิกฤตินั้น เพราะว่ามีคนสองกลุ่มที่ปฏิเสธระบอบประชาธิปไตยแล้วมีส่วนร่วมในการทำให้ประชาธิปไตยล่มสลายก็คือกลุ่มชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมที่เสียอำนาจและผลประโยชน์ กับกลุ่มชนชั้นกลางซึ่งรู้สึกว่าประชาธิปไตยที่มีมาก่อนหน้านี้ ไม่ใช่แบบที่เขาชอบ

“เราอาจจะบอกว่าเขา hypocrite ไม่คงเส้นคงวาก็ได้ แต่มันมีความไม่พอใจอยู่ในกลุ่มชนชั้นกลางระดับบนจำนวนหนึ่ง”

สำหรับผมกลุ่มชนชั้นนำเปลี่ยนไม่ได้แล้ว เพราะว่ามันเป็นสงครามที่เขาสู้บนเดิมพันสูง เราไม่สามารถดึงชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมกลับมาสู้ในเกมส์ประชาธิปไตยได้ ในฟิลิปปินส์กับอินโดนีเซียเกิดสภาวะนี้ขึ้น กล่าวคือชนชั้นนำเขาฉลาดพอที่จะสู้ภายใต้ระบบกติกาประชาธิปไตยเพราะเห็นว่ามีประโยชน์กว่า เหนื่อยและเสียหายน้อยกว่า ประชาธิปไตยจึงดำรงมาได้และมีเสถียรภาพ แต่ของไทยชนชั้นนำเดิมอาจกู่ไม่กลับ

ส่วนที่คิดว่าสามารถดึงกลับมาและต้องทำคือชนชั้นกลาง ทำอย่างไรที่จะทำให้ชนชั้นกลางไม่ว่าจะระดับไหนก็ตาม ยอมหันกลับมาอยู่ภายใต้ประชาธิปไตย เพราะเราไม่สามารถผลักไสชนชั้นกลางออกไปอยู่ข้างนอกกติกาประชาธิปไตยได้ตลอดไป

“โจทย์นี้คือการฟื้นฟูคุณภาพประชาธิปไตย โดยภารกิจนี้ไม่สามารถทำได้โดยรัฐบาลเท่านั้น แต่ทุกคนต้องมีส่วนช่วยกัน ยุทธศาสตร์คือเราเปลี่ยนชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมไม่ได้ แต่เราต้องโดดเดี่ยวชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมในทางการเมือง”

วิธีทางก็คือการฟื้นฟูคุณภาพประชาธิปไตยแบบตัวแทน แบบรัฐสภา ผ่านการเลือกตั้งทางการเมือง เพื่อที่จะดึงชนชั้นกลางที่ก่อนหน้านี้รู้สึกผิดหวังกับประชาธิปไตยให้เขากลับมา เมื่อระบอบเผด็จการมันไม่มีฐานทางสังคมสนับสนุนใดๆ มันจะอยู่ไม่ได้

“แน่นอนมันมีจิกซอว์หลายตัวที่จะฟื้นฟูประชาธิปไตย แต่อันหนึ่งที่เราคิด หรือดีเบทกันน้อย คือการปฏิรูปพรรคการเมือง ระบบประชาธิปไตยมันดำรงอยู่ไม่ได้ด้วยการมีพรรคการเมืองที่อ่อนแอและไร้คุณภาพ ต่อให้มีภาคประชาสังคมที่แข็งแรงขนาดไหน แต่ระบบตัวแทนมันห่วยมาก ระบอบประชาธิปไตยก็เดินหน้าต่อไม่ได้เพราะมันขาดความสมดุล ที่ผ่านมาเราเน้นแต่การสร้างภาคประชาชน ภาคพลเมือง แต่ท้ายสุดเมื่อกดดันผ่านระบอบตัวแทนก็มีความชอบธรรมต่ำ หรือก็ไม่สนใจประเด็นของภาคพลเมือง ท้ายที่สุดระบอบก็เป็นอัมพาต”

ตราบใดที่เราไม่พูดเรื่องปฏิรูปพรรคการเมือง รวมถึงการเลือกตั้ง มันจะทำให้ประเด็นเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือของนิติบริกร รัฐศาสตร์บริการซึ่งผูกขาดองค์ความรุ้ตรงนี้ แล้วก็มาออกแบบที่ไม่ได้ความให้ทั้งสังคมใช้

สังคมไทยต้องเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากที่มองนักการเมือง พรรคการเมืองเป็นสิ่งที่ชั่วช้า แต่มองเป็นเครื่องมือที่เราต้องใช้ในการขับเคลื่อน ผลักดันวาระของภาคประชาชนให้มันเป็นจริง

ฉะนั้นจะทำอย่างไรให้เห็นภาพของพลเมืองกับภาคการเมืองเชื่อมต่อกัน เพื่อที่จะทำให้พรรคการเมืองไม่ใช่กลุ่มชนชั้นนำที่หลุดลอยไปจากสังคม แต่มีฐานทางสังคมรองรับ ซึ่งในอินโดนีเซียมันเกิดสภาวะนี้ขึ้น กล่าวคือทุกพรรคการเมืองมีกลุ่มทางสังคม อาทิ ผู้หญิง เยาวชน ชาวบ้าน พรรคอิสลามก็มีกลุ่มมุสลิมเชื่อมต่อ ในแง่นี้มันสร้างความเข้มแข็งได้

ในเชิงรูปธรรม ผมคิดว่าการเมืองไทยในอนาคต มันควรจะมีพรรคการเมืองประมาณ 4 พรรค เพื่อเสถียรภาพและคุณภาพของประชาธิปไตย ก็คือนอกจากพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์แล้วนั้น ในขั้วของเพื่อไทยควรจะต้องแตกออกมาเป็นอีกหนึ่งพรรคการเมือง แต่มีความก้าวหน้ามากกว่าพรรคเพื่อไทยกลุ่มทักษิณและตระกูลชินวัตร สามารถผลักดันประเด็นที่ก้าวหน้า เช่น การกระจายอำนาจ สิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม กระทั่งการปฏิรูปกฎหมายหมิ่นฯ ซึ่งพรรคเพื่อไทยปฏิเสธประเด็นเหล่านี้มาโดยตลอด มันต้องมีพรรคการเมืองที่ก้าวหน้างอกขึ้นมา ระยะแรกอาจได้คะแนนเสียงจำนวนน้อย แต่เชื่อว่าในระยะยาวถ้าเกิดพรรคทางเลือกจริงมันจะบีบให้พรรคเพื่อไทยปรับตัว

ในขั้วประชาธิปัตย์ก็ต้องมีพรรคทางเลือกที่ดีกว่าโผล่ขึ้นมาเช่นกัน ให้คนฝั่งนั้นมีตัวเลือกมากว่าส.ส.หน้าเดิมๆ ที่คนเบื่อหน่าย แต่คนฝั่งนั้นไม่อาจกระโดดมาเลือกพรรคเพื่อไทยได้ มันก็ต้องทางเลือกในฝั่งอนุรักษ์นิยมที่มีนโยบายเชิงปฏิรูปและก้าวหน้ากว่าพรรคประชาธิปัตย์

ถ้าเราติดอยู่กับปัจจุบันมันจะเดดล็อคอยู่อย่างนี้ และสิ่งที่พูดนี้มันเฟ้อฝันหรือไม่ ...เมื่อ 20 ปีที่แล้วก็ไม่มีใครคิดว่าพรรคการเมืองไทยจะเปลี่ยนมาเป็นแบบนี้ แต่ก่อนก็มีแต่พรรคเจ้าพ่อ พรรคที่ไม่มีนโยบาย ซึ่งปัจจุบันพรรคการเมืองไทยก็ก้าวหน้าขึ้น แล้วทำไมอีก 20 ปีต่อไปจะเป็นไปไม่ได้ อินโดนีเซียใต้การปกครองแบบพรรคเดียวของซูฮาร์โตก็ล่มสลายได้ ตอนนี้ก็มีระบบหลายพรรคที่ก้าวหน้า ก่อนหน้า 1 ปีที่จะซูฮาร์โตจะล่ม ไม่มีใครในอินโดนีเซียมีความหวังต่อการเปลี่ยนแปลง แต่ถึงวันหนึ่งระบอบเผด็จการมันก็ล่ม และโอกาสที่จะมีประชาธิปไตยก็มีได้ เมื่ออินโดนีเซียมีได้ ทำไมเมืองไทยจะมีไม่ได้.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 18,759 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.