• 6 เมษายน 2563 - 12:20 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

ส่อง ‘นครพนม’ เมืองที่กำลังจะกลายเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเฟส 2

 วันที่ 5 มิถุนายน 2558 - 08:36 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 6,754 ครั้ง พิมพ์

 

ภาพรถบรรทุกสินค้าจากจีนกำลังข้ามสะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน)

หากกล่าวถึงจังหวัด “นครพนม” หลายท่านคงนึกถึง  ภาพความเป็นเมืองชายแดนที่ติดกับประเทศลาวอันเงียบสงบ มีพระธาตุพนมอันศักดิ์สิทธิ์ที่พุทธศาสนิกชนจะรวมกลุ่มกันมาสักการะทำบุญกันเป็นประจำ เป็นจังหวัดที่มีสถานที่ที่สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเวียดนาม เพราะเคยเป็นที่หลบลี้ภัยทางการเมืองของ โฮจิมินห์ อดีตนายกรัฐมนตรีของเวียดนาม และยังคงมีอีกหลายภาพที่มากกว่าจะพรรณาในที่นี้ได้

ท่ามกลางบรรยากาศของเมืองแห่งความสงบจวบจนปัจจุบัน ภูมิทัศน์รายรอบที่อยู่นอกประเทศเริ่มปรับเปลี่ยนอันเป็นผลจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบัน ได้เริ่มทำให้เมืองอย่างนครพนม หนองคาย มุกดาหาร ถูกมองเป็นแคนดิตเดตในการเป็นประตูไปสู่ประเทศจีน และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างประเทศ ลาว และเวียดนาม

ในอดีตก่อนปี 2500 นครพนมเป็นเพียงจังหวัดเล็กๆ ที่อยู่ในเขตพื้นที่สีแดงของรัฐบาลจากการคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เริ่มเข้ามาทางภาคอีสาน สภาพทางเศรษฐกิจมีลักษณะแบบพออยู่พอกิน มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนโดยไม่ใช้ระบบเงินตราอยู่มาก การติดต่อซื้อขายใช้เส้นทางเรือ แม่น้ำโขง และแม่น้ำในตัวจังหวัดเป็นหลัก ไม่มีการส่งเสริมให้เกิดการผลิตเพื่อขายไปยังพื้นที่ข้างเคียงมากนัก เนื่องจากการคมนาคมทางบกยังไม่สะดวก

ในช่วงทศวรรษ 2500เป็นต้นมา นครพนมเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอีกห้วงเวลาหนึ่ง เนื่องจากนโยบายในการสกัดกั้นคอมมิวนิสต์เริ่มเข้มข้นขึ้น รัฐบาลไทยภายใต้การสนับสนุนของอเมริกาได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจในภาคอีสานเป็นจำนวนมาก และร้อยละ 42 เป็นงบประมาณด้านการคมนาคม ความเปลี่ยนด้านการคมนาคม ได้ส่งผลต่อเศรฐกิจและชีวิตผู้คนในพื้นที่นี้ เนื่องจากได้เข้ามาสัมพันธ์ในระบบเงินตรามากขึ้น นอกจากนี้การตั้งฐานทัพอเมริกาในจังหวัดนครพนมเมื่อปี 2508 ทำให้มีความต้องการสินค้าอุปโภค บริโภคมากขึ้นด้วยส่งผลต่อโอกาสทางเศรษฐกิจของคนเวียดนามในสมัยนั้น จนบางส่วนเติบโตจนกลายเป็นชนชั้นนำในจังหวัด มาจนถึงปัจจุบัน[1]

ปัจจุบัน ภายใต้การขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเซียตะวันออก โดยมีพี่เบิ้มอย่างจีนที่ได้กลายเป็นแหล่งผลิตและแหล่งตลาดขนาดใหญ่ ท่ามกลางภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจที่หลายประเทศต่างมุ่งเข้าหาจีนนี้ ทำให้ “นครพนม” กลายเป็นพื้นที่ที่ถูกพูดถึงไม่น้อยในเรื่องของการเป็น HUB เส้นทางการค้าอินโดจีน เนื่องจากเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังลาวตอนกลาง แขวงคำม่วนที่อยู่ตรงกับนครพนมก็สามารถเชื่อมโยงไปยังเวียดนามกลางได้ ซึ่งเป็นใจกลางตัว S ของเวียดนามพอดี ตรงกับเมืองกว่างบิงห์ และสามารถขึ้นเหนือลงใต้ได้ นอกจากนี้ ยังสามารถเชื่อมโยงไปยังมณฑลกว่างซี นครหนานหนิงของจีนผ่านเวียดนาม ลาว ด้วยระยะทางเพียง 1,000 กิโลเมตร

ภาพความหวังของการเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนการค้าลุ่มน้ำโขงเริ่มเข้าใกล้กับความเป็นจริง เมื่อหอการค้าจังหวัดนครพนมออกมาเปิดเผยว่า มูลค่าการค้าชายแดนหลังจากเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 นครพนม-คำม่วน ได้ 2 ปี ยอดการค้าชายแดนเพิ่มขึ้น 10 เท่าตัว จากเดิมมูลค่าการค้าชายแดนประมาณ 5,000 กว่าล้านบาทต่อปี เป็นการค้าขายระหว่างท่าเรือและชาวบ้าน แต่พอเปิดสะพานทำให้การค้าผ่านแดนที่เชื่อมโยงไปยังลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้ ในมณฑลกว่างซี -นครหนานหนิง ตัวเลขส่งออกเพิ่มเป็น 50,000 กว่าล้านบาท คิดแล้วเพิ่มขึ้นประมาณ 600-700 เปอร์เซ็นต์ซึ่งเป็นการเติบโตที่เร็วกว่าทุกสะพาน

อย่างไรก็ตามหากเราย้อนดูบริบทในเชิงประวัติศาสตร์จะพบว่า พื้นที่ “นครพนม ไม่ได้เป็นพื้นที่เดียวที่ถูกพูดถึงในเรื่องของการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงประเทศต่างๆ ในนโยบาย EAST-WEST CORRIDOR แม้นครพนมจะเป็นพื้นที่แคนดิเดตกับมุกดาหารในช่วงเริ่มต้น แต่สุดท้ายประเทศที่มีบทบทบาทผลักดันนโยบายอย่างญี่ปุ่นและธนาคารพัฒนาแห่งเอเซียก็เลือกสร้างเส้นทางเชื่อมที่มุกดาหาร โดยปรับปรุงเส้นทางหมายเลข 9 เป็นถนนสองเลน ความยาวกว้าง 300 กิโลเมตรตัดผ่านกลางแขวงสะวันเขตจากทิศตะวันตกติดแม่น้ำโขงไปทิศตะวันออกติดชายแดนเวียดนาม และเปิดงานใช้จริงเมื่อปี 2550 เนื่องจากมองว่าจะเป็นเส้นทางที่ไปสู่ประเทศญี่ปุ่นได้ง่ายกว่า

นอกจากนี้ ยังมีจังหวัดหนองคายซึ่งมีพื้นที่ติดต่อกับเวียงจันทร์ที่กำลังเนื้อหอมจากทุนไทย-และจีน จึงทำให้หนองคายถูกวางให้เป็นจุดเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ลงทุนสำคัญของนักลงทุนไทยและเชื่อมต่อไปยังจีนอีกด้วย ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าเงื่อนไขปัจจัยหนึ่งของการกลายเป็นพื้นที่ฮับเส้นทางการค้าในเชื่อมต่อไปยังประเทศต่างๆ ทั้งในอาเซียนและต่อไปยังประเทศภูมิภาคอื่น ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งของการเดินหมากของผู้เล่นทางเศรษฐกิจทั้งระดับนอกประเทศและในประเทศ อย่างญี่ปุ่น –จีนและไทย

เมื่อมองดูปัจจัยภายในพื้นที่ของนครพนมเองนั้น ก็ยังมีข้อท้าทายอยู่ไม่น้อยเพราะเมื่อมีถนน สะพาน หรือท่าเรือเข้ามาไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะหลั่งไหลมาสร้างความเจริญ ตัวหอการค้าเองก็ยังมองว่าปัจจัยที่ดึงดูดนักลงทุนยังมีไม่มาก มีเพียงแค่การเป็นพื้นที่เชื่อมต่อที่ใกล้กับแหล่งผลิตและตลาดใหญ่ของจีนเท่านั้น นอกจากนี้เรายังไม่ได้รับรู้ความเห็นของกลุ่มคนในพื้นที่ระดับล่างมากนัก จึงยังมองภาพไม่ชัดเจนว่าชีวิตทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร ภาพของการต่อรองผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มต่างๆ เป็นอย่างไร เห็นไปในทิศทางเดียวกับชนชั้นนำของจังหวัดหรือไม่

หากนครพนมจะกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษเฟสสองได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ต่อคนในพื้นที่ เราอาจจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจสภาพพื้นที่ สภาพการค้าและสินค้าในพื้นที่นครพนมที่เชื่อมโยงกับ ลาว เวียดนาม จีน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับพื้นที่ชายแดนอื่นมีความแตกต่างและพิเศษอย่างไร อันจะนำไปสู่การเห็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งของประเด็นดีเบทที่ว่านครพนมจะสามารถเป็นฮับของอินโดจีนได้หรือไม่ รวมถึงยังหวังว่าจะเห็นภาพชีวิตทางเศรษฐกิจของคนในพื้นที่และมุมมองต่อเมืองนครพนมในอนาคต การเตรียมตัวและวางตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองเพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงอย่างไร ซึ่งภาพมุมมองจากระดับล่างเหล่านี้อาจจะแตกต่างจากทิศทางที่รัฐและชนชั้นนำในเมืองมองก็เป็นได้

                ตอนนี้เรายังไม่เห็นภาพนั้นบ้างเลย.....

 

 

......ติดตามงานเผยแพร่เรื่องราวของการเชื่อมโยงในภูมิภาคอาเซียน ในมิติสังคม-วัฒนธรรม การพัฒนา การค้า การลงทุน การอพยพเคลื่อนย้ายถิ่น แรงงาน ผ่านบทสนทนาระหว่างพ่อค้า หน่วยงานรัฐ และสามัญชนพลเมืองอาเซียนที่สะท้อนบทสนทนาผ่านมุมมองจากสามัญชน ซีรีย์นี้อยู่ภายใต้ความร่วมมือระหว่างศูนย์อาเซียน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และประชาธรรม....

 

 

[1] ศริญญา สุรี. ชาวเวียดนามอพยพ : นายทุนยุค “ไทยใหม่” และการกลายเป็นชนชั้นนำเมืองชายแดน. เชียงใหม่ : ศูนย์อาเซียนศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่,2558

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 18,759 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.