• 29 มีนาคม 2563 - 00:38 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

เปิดวงถกนโยบายทวงคืนพื้นป่า ชาวบ้าน-นักวิชาการซัดคสช.จัดการโดยขาดความเข้าใจ

 วันที่ 23 มิถุนายน 2558 - 12:44 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 4,359 ครั้ง พิมพ์

 

วันนี้ (22 มิ.ย.58) เครือข่ายภาคประชาสังคมด้านทรัพยากรและสิทธิชุมชนภาคเหนือจัดเวทีเสวนาวิชาการ “17 ปี มติ ครม. 30 มิถุนายน 2541 : ความล้มเหลวของรัฐไทย ในการจัดการทรัพยากรบนคราบน้ำตาประชาชน” ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารปฏิบัติการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

อานันท์ กาญจนพันธุ์ :  สิทธิที่ไม่หลากหลาย กับอำนาจความชอบธรรม ตัวแปรปัญหาการจัดการทรัพยากร

ในช่วงปาถกฐาเปิด ได้มีการฉายวีดีทัศน์สัมภาษณ์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่“ ปัญหาการจัดการทรัพยากรกับการต่อสู้เรื่องสิทธิชุมชนใน ประเทศไทย” ซึ่งจัดทำโดยประชาธรรม

 

ศ.ดร.อานันท์ กล่าวว่า การมองปัญหาความขัดแย้งด้านการบริหารจัดการด้านทรัพยากร ควรจะเริ่มมองจากการทำความเข้าใจเรื่องสิทธิให้ชัดเจน เพราะเวลานี้มีเฉพาะเรื่องสิทธิของรัฐ คือให้รัฐมีออำนาจจัดการทรัพยากร กับอีกอันหนึ่ง คือสิทธิปัจเจก คือให้กรรมสิทธิจากพื้นที่บางชนิด มันทำให้เกิดช่องว่างมาก เพราะสังคมไทยมีพื้นที่หลายแบบ ไม่ได้มีแค่พื้นที่ทำกินกับพื้นที่ป่า มันมีพื้นที่ที่เป็นสีเทา เช่น ป่าเสื่อมโทรม  และในพื้นที่ที่ไม่ชัดเจนเหล่านี้ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องสิทธิเอาไว้ จึงเกิดช่องว่าง ทำให้คนที่มีอิทธิพล มีอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง เข้าไปถือครอง หรือหาประโยชน์ ส่วนคนจนก็อาจจะได้เศษนิดหน่อย ใช้พื้นที่นั่นได้ไม่เต็มศักยภาพ เนื่องจากการใช้ที่ดินในปัจจุบันต้องมีทุน พอไม่มีเอกสารสิทธิก็ไปขอทุนไม่ได้ ทำให้การใช้พื้นที่นี้ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ ผลตอบแทนไม่มาก ลงแรงมากแต่ได้น้อย ก็เลยจนต่อไป

เรื่องของสิทธิเป็นเรื่องที่สำคัญ เราต้องพูดถึงสิทธิอื่นๆมากขึ้น ลำพังแค่สองสิทธิแก้ปัญหาไม่ได้ แต่การจะกำหนดสิทธิอะไรบ้างต้องมีการพูดคุยกันให้มีลักษณะที่ว่า เข้าใจถึงความหลากหลายในสังคม เพราะสังคมเราไม่ได้มีเฉพาะคนจนคนรวย แต่มันมีคนต่างศาสนา ต่างชาติพันธุ์ ต่างสถานภาพทางสังคมจำนวนมาก และสังคมสมัยนี้เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมาพูดถึงสิทธิที่ครอบคลุมกลุ่มคนที่หลากหลายเหล่านี้ให้ได้

"แต่สิทธิเป็นสิ่งที่พูดลอยๆไม่ได้ มันต้องมีการกำหนดไว้ในเอกสารที่เชื่อถือได้ เป็นกฎเกณฑ์ทางสังคม แต่กฎเกณฑ์นี้จำเป็นที่จะต้องมาคุยแล้วกำหนดสิทธิ ไม่ใช่ว่าคนกำหนดหรือสั่งการ"

สิทธิที่พูดกันอยู่ทุกวันนี้ คือ สิทธิชุมชน แต่มันก็ยังกว้างเกินไป มันควรมีรูปธรรมของการใช้สิทธิชุมชน ออกมาในลักษณะต่างๆ ที่พูดถึงกันมานานแล้ว คือเรื่องป่าชุมชน โฉนดชุมชน สิ่งเหล่านี้ต้องถูกผลักดันออกมาในรูปแบบของกฎหมายที่สามารถใช้ในความเป็นจริงได้ เพราะเวลานี้มีหน่วยงานแต่ละหน่วยงานมีอำนาจซ้อนกันไปหมด มันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การบังคับใช้สิทธิไม่ชัดเจนพอ

บางทีกฎที่ว่านี้ไม่จำเป็นต้องมาจากกฎหมายข้างบนก็ได้ แต่อาจออกมาในลักษณะธรรมนูญท้องถิ่น หรือเป็นธรรมภิบาลท้องถิ่น เพราะการออกกฎหมายจากด้านบนอาจจะช้า ไม่เข้าใจปัญหา และไม่สอดคล้องความเป็นจริง  เพราะความจริงมันหลากหลาย ซึ่งหมายความว่าในพื้นที่ที่มีปัญหาควรจะมีการรวมตัวกัน ทำงานร่วมกับท้องถิ่น เช่น อบต. อบจ.  ซึ่งอาจจะเป็นกลไกอันหนึ่งที่จะทำให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น แต่ก็ต้องดูอีกว่ากฎเกณฑ์นี้ไปปะทะกับส่วนกลางอย่างไร อาจจะต้องสู้กันในศาล

ศ.ดร.อานันท์ กล่าวอีกว่า ประเด็นปัญหาด้านการจัดการทรัพยากรเป็นเรื่องของความชอบธรรม ไม่ว่าฝ่ายไหนจะจัดการก็ต้องมีความชอบธรรม คนข้างบนจะทำความชอบธรรมก็น้อย คนข้างล่างจะทำต้องสร้างความชอบธรรมเช่นกัน ดังนั้น เราต้องแสดงให้สังคมเห็นว่า สิ่งที่เราต่อสู้เช่น ป่าชุมชน โฉนดชุมชน ปฏิบัติได้จริงภายใต้เงื่อนไขอะไร เพราะคนในสังคมไม่ได้มีเฉพาะคนในชนบทหรือคนในเมือง แต่มีคนอยู่ตามที่ต่างๆอย่างหลากหลาย มันมีคนหลายกลุ่มที่ถ้าเราจะผลักดันหรือขับเคลื่อนทิศทางของการเปลี่ยนแปลงอะไรได้จะต้องทำให้เกิดความชอบธรรม หรือการยอมรับจากคนกลุ่มหนึ่งที่ใหญ่พอสมควร ซึ่งกระบวนการนี้เป็นกระบวนการประชาธิปไตย

“ตอนนี้ปฏิบัติการอาจจะมีอยู่แล้ว แต่ว่ายังไม่ได้มีการสรุปบทเรียน ประมวลขึ้นมาเป็นเอกสาร และเผยแพร่ คือสังคมปัจจุบัน อะไรก้ต้องสื่อสาร ซึ่งจะดีมากที่จะทำให้สื่อเข้าถึงคนมากขึ้น ไม่ใช่ในรูปแบบสารคดี หรือข่าว แต่เป็นเรื่องที่พวกเขาเห็นได้ในชีวิตประจำวัน จนกว่าเราจะสื่อสารได้กว้างขวางแบบนี้ ถึงจะทำให้ ความเข้าใจนั้นปฏิบัติได้ เพราะไม่อย่างนั้นก็เป็นแค่ไอเดีย”

“มันเป็นเวทีต่ออสู้ทางความคิด เพื่อสร้างความชอบธรรม สื่อจึงเป็นพื้นที่สำคัญที่จะผลักดันความคิดต่างๆในสังคม”

 

เสียงผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนป่าของคสช.

นายสมยศ เล่าวงศ์ ตัวแทนชาวบ้านห้วยหก อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กล่าวหาว่ากลุ่มของตนบุกรุกป่าแต่พวกตนไม่เคยบุกรุกป่า ขอแค่ได้ทำกินในไร่เก่าก็พอส่วนไร่ใหม่ก็ไม่ได้เข้าไปบุกรุก  

“จะไล่ผมไม่ให้ทำกิน แล้วให้ไปรับจ้างวันละสองร้อย มันไม่พอ เพราะครอบครัวเยอะลูกๆหลานๆก็เยอะ”

นายอมรเทพ พระมรสุจริตกุล ประธานเครือข่ายลีซู อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวเสริมว่า ชาวบ้านที่ห้วยหกได้รับผลกระทบจากคำสั่งฉบับที่ 64/2557 เนื่องจากทางอุทยานห้วยน้ำดังเตรียมขยายพื้นที่ในเขตที่ชาวบ้านอยู่และ ทำกินมาก่อน ทำให้ชาวบ้านกลายเป็นผู้บุกรุกเขตอุทยาน ซึ่งข้อพิพาทนี้ได้เกิดขึ้นมาแล้วหลายกรณี

กรณีที่ 1 ชาวบ้านนั้นอยู่มาก่อนและได้เข้ามาทำลายไร่ข้าวโพดของชาวบ้านโดยไม่มีการชี้แจง กรณีที่ 2 ชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บางคน

“ชาวบ้านต่อสู้มาเป็นระยะเวลา 1 ปีแล้ว ซึ่งชาวบ้านก็เข้าไปทำเกษตรไม่ได้เพราะมีป้ายเตือนทำให้ไม่กล้าเข้าไป ทำให้ขาวบ้านยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมถึง กรรมการสิทธิ สปน. และNU ให้เข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าใครอยู่ก่อนหรืออยู่หลัง ซึ่งทางอุทยานไม้ห้วยน้ำดังก็ทำการชดเชยเงินให้บางส่วน แต่ในส่วนที่ชาวบ้านจะเข้าไปทำมาหากินยังสรุปไม่ได้

นายอมรเทพ  กล่าวอีกว่า ตอนนี้สถานการณ์ในพื้นที่มีหลายหน่วยงานเข้ามาดูแล้ว ซึ่งบางส่วนก็บอกว่าให้ชาวบ้านทำกินไป แต่บางส่วนนั้นก็ไม่ให้ เช่น เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน เขาไม่ให้เลย ถ้าเข้าไปเมื่อไรจะถูกจับ

“เขาใช้อำนาจหน้าที่ไปขู่ชาวบ้าน และก็บอกกับชาวบ้านว่าถ้าไม่มีข้าวกินก็ให้ไปขอกับคุณอดินันต์ ซึ่งคุณอดินันต์เป็นเหมือนกับผู้ประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐกับชาวบ้านให้เข้าไป เจ้าหน้าที่ก็เข้าใจว่าคุณอดินันต์เป็นแกนนำ ในตอนนี้ชาวบ้านก็ยื่นหนังสือไปให้กับหลายๆหน่วยงานและก็ยังไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้”

 


บ้านห้วยหก หมู่ที่ 5 ตำบลเวียงแหง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ที่มีการทับซ้อนของเขตป่าสงวนแห่งชาติเชียงดาว และอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง ส่งผลให้มักถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้จับกุมดำเนินคดี และล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้มีการอ้างคำสั่ง คสช.และแผนแม่บทป่าไม้เข้าตัดฟันพืชผล(ข้าวไร่,ข้าวโพด) รวมถึงยึดพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน ต่อมาเจ้าหน้าที่อุทยานได้นำป้ายเขตอุทยานเข้ามาติดในพื้นที่ทำกินของชาวบ้านเพิ่มเติมด้วย ทำให้ชาวบ้านกว่า 15 ครอบครัว ได้รับผลกระทบจากการกระทำดังกล่าว


 

นายศุภกฤษ เลายิป่า ตัวแทนชาวบ้านป่าไผ่ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ กล่าวถึงเหตุการณ์ที่ทหารเข้ามารื้อบ้านว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2558 เวลาประมาณ 10.00 น. ฝ่ายกรมป่าไม้ และทางทหารมารื้อบ้านของน้องสาวตน ซึ่งไม้เหล่านี้ไม่ได้ไว้ขาย แต่เอาไว้สร้างบ้าน  และไม้เหล่านี้ถูกใช้สร้างบ้านจนเสร็จแล้ว จากนั้นในวันที่ 12 พฤษภาคม น้องสาวไปที่โรงพักเพื่อมอบตัวพร้อมกับบันทึกจับกุม  และวันที่ 30 มิถุนายน 2558 จะต้องไปขึ้นศาล

 


บ้านของนางอะลูมะ เลายิป่า กับลูกๆอีก 3คน ชาวบ้านป่าไผ่ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังสนธิกำลังรื้อฝาบ้าน โดยอ้างว่าเป็นบ้านของนายทุนค้าไม้


 

นายดิเรก กองเงิน เครือข่ายภาคประชาสังคมด้านทรัพยากรและสิทธิชุมชนภาคเหนือ กล่าวถึงสถานการณ์ในบ้านบ้านกึ้ดช้าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ว่า เดิมทางเจ้าหน้าที่ได้เข้ามาจัดทำแผนงบประมาณให้กับชาวบ้านเพื่อความชัดเจนในการทำมาหาเลี้ยงชีพของครอบครัว แต่พอมีคำสั่งของกรมป่าไม้ เจ้าหน้าที่ของอุทยานห้วยน้ำดังก็มีคำสั่งให้นำกำลังของทหารเข้าไปคุยด้วยเป็นจำนวนเกือบ 600 นาย โดยเสนอทางเลือกให้กับชาวบ้านที่ปลูกยางพาราเป็นจำนวน 700 ไร่ ในท้องที่ตำบลกึ้ดช้างว่า

“ต้นยางพาราที่ปลูกในระยะ 6-7 ปีมานี้ ชาวบ้านจะเป็นฝ่ายจัดการโค่นล้มเอง หรือให้เจ้าหน้าที่ตัดฟัน ถ้าหากชาวบ้านเป็นฝ่ายจัดการเอง ทางเจ้าหน้าที่ก็จะไม่ดำเนินการแต่อย่างใด แต่หากทางเจ้าหน้าที่เป็นฝ่ายจัดการตัดฟันต้นไม้นั้น ชาวบ้านต้องเป็นฝ่ายชดใช้ค่าใช้จ่ายทั้งหมด”

จากกรณีดังกล่าวชาวบ้านไม่มีโอกาสต่อรองทั้งไม่มีผู้ที่ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทางเทศบาล ผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน ในท้องที่เอง ก็ไม่สามารถช่วยเหลือชาวบ้านได้ เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่เหล่านั้นยึดถือคำสั่งที่ 64 แต่ไม่ได้ยึดถือคำสั่งที่ 66 ที่มอบอำนาจให้ผู้ใหญ่บ้าน หรือหน่วยงานทางเทศบาลจัดการ

พอต้นยางพาราได้ถูกโค่นล้มตัดฟันออกไปแล้ว เจ้าหน้าที่ยังทิ้งท้ายอีกว่า การดำเนินการขั้นต่อไป คือจัดการกับ ‘’ไร่ส้ม’’ ‘’ไร่ชา” รวมทั้งยึดที่นาและรื้อบ้านของชาวบ้าน

“ถ้าทางเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปโค่นล้มต้นยางพาราหมด ชาวบ้านจะเอาอะไรกิน จะเอาเงินมาจากไหนมาเลี้ยงดูแลครอบครัว คำตอบของทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ถามชาวบ้านกลับไปว่า “ชาวบ้านไม่ได้ปลูกข้าวกันหรือ ?  ถ้าจะเอาก็ให้ไปติดต่อกับฝ่ายแกนนำผู้ใหญ่บ้าน เห็นได้ชัดว่าเป็นคำตอบที่ไร้ความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่  เหตุการณ์นี้ยังจะต้องร้องเรียนไปถึงรัฐมนตรีอีกด้วย วันนั้นทางฝ่ายผู้บรรยายเองก็ได้ไปทำการร้องเรียนที่กระทรวงทรัพยากรมาแล้ว ได้รับการเพิกเฉย เพราะทางผู้บรรยายเองมีความเชื่อว่าถ้าท่านนายกกระทรวงทรัพยากร ลุกขึ้นมาต่อต้านคำสั่งและการดำเนินการของดาวพงษ์  [นายกกระทรวงทรัพยากร]

ประเด็นสำคัญก็คือ กฎหมายที่ออกมานี้มันต้องไปแก้ไขที่ตัวกฎหมาย เพราะกฎหายนั้นออกมาภายหลังจากที่ได้อาศัยทำกินแล้ว ทางเจ้าหน้าที่เองได้มีการประกาศเขต ก่อนที่จะได้มีการประกาศเขตก็ไม่ได้ดำเนินการแจ้งให้ชาวบ้านทราบ รวมทั้งปักแนวเขตชาวบ้านก็ยังไม่รู้เลยว่าปักไว้ตรงไหน

“ติดบ้านชาวบ้านไปครึ่งหลัง ติดที่นาชาวบ้านไปครึ่งไร่ เอาที่ดินทำไร่ทำสวนของชาวบ้าน ถือเป็นการกระทำที่ชาวบ้านไม่ได้มีส่วนร่วม ฝ่ายชาวบ้านเอง  ต้องการที่จะมีส่วนร่วมตรงนี้แต่เหตุการณ์เช่นนี้ ดังที่กล่าวมาแล้วว่าการใช้คำสั่งที่ 64 เหมือนอย่างเช่นที่ คสช. ให้นั้นเปรียบเสมือนว่ารัฐบาลกำลังเอากระทะไปตั้งอยู่ในเตาที่ร้อนจัดแล้วเอาทรายใส่ เราไม่รู้รู้สึกว่ามีกลิ่นไหม้ หรือควันฟุ้ง จะได้รู้ว่ามันร้อน เมื่อลองเอามือจุ่มลงไป รับรองได้ว่ามือนั้นละลายแน่ “

“นี่คือเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น เฉพาะต่อไปถ้ายังเป็นเหตุการณ์เช่นนี้อยู่หากภาครัฐไม่ดำเนินการแก้ไข รัฐบาลเองจะเปิดศึกกับภาคประชาชน เพราะ ประชาชนเองก็ถอยจนหลังชนฝา ขยับไปไหนไม่ได้อีกแล้ว มันเป็นปัญหาที่มีผลกระทบมากที่สุด”

ตัวแทนชาวบ้านกึ้ดช้าง กล่าวปิดท้ายว่า วันนี้ที่ชาวบ้านตำบลกึ้ดช้าง อ.แม่แตงไม่ได้เข้ามาร่วม เพราะ ไม่สามารถติดต่อได้ ในส่วนของชาวบ้านเองก็พยายามจะมองหาหน่วยงานต่างๆ  ที่จะสามารถช่วยเหลือเยียวยาพวกเขาได้ในเบื้องต้น  ช่วยเหลือป้องกันไม่ให้มีการตัดฟันไร่ส้มต่อไป เพราะหากมีการตัดฟันไร้ส้มแล้ว ก็จะลามไปถึงไร่ชา จากนั้นคงถึงที่นาที่สวนก็จะไม่มีเหลือ 

 


เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 3 มิถุนายน 2558 เจ้าหน้าที่ป่าไม้นำโดย นายกมลไชย คชชา ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ (สบอ.) ที่ 16 (เชียงใหม่) เปิดแผนปฏิบัติการเพื่อบังคับใช้กฏหมายโค่นยางพารา บริเวณบ้านลีซอห้วยน้ำดัง หมู่ 5 ตำบลกึ๊ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ รวม 51.54 ไร่


 

“ตัด ฟัน โค่น ปิดล้อม” นโยบายทวงคืนผืนป่าที่ขาดความเข้าใจ และไม่คำนึงถึงผลกระทบ

นายไพสิฐ พาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้กล่าวในหัวข้อเรื่อง “ความท้าทาย ของสิทธิชุมชน ภายใต้สถานการณ์นโยบายการจัดการป่าไม้และทรัพยากรไทยในปัจจุบัน” ว่า ถ้าดูสถานการณ์ปัจจุบัน จากผลสำรวจของกรุงเทพโพล จะพบว่าเรื่อง การจัดการของทรัพยากรของประเทศไทยได้คะแนนน้อยสุด สะท้อนให้เห็นว่าการทำงานที่ผ่านมาของภาครัฐนั้นสัมพันธ์อย่างไรกับการจัดการต้นยางพารา

การจัดการของภาครัฐโดยการเข้าไปตัดต้นยางพารานั้นจะได้ผลหรือไม่ เพราะหากจัดการในลักษณะนี้ รัฐจะได้พื้นที่คืน แต่คำถามคือ รัฐจะจัดการกับพื้นที่อย่างไร และจากการใช้อำนาจของรัฐส่งผลความเป็นอยู่ประชาชนอย่างไร

คำถามชวนคิด คือ ถ้าหากยังคิดด้วยวิธีการแบบเดิมโดยการยึดพื้นที่คืน หมายความว่าพยายามจะใช้นโยบายแบบเดิมคือ ตัดฟัน ปิดล้อม และไม่ได้ย้ายคนออกมา ในขณะที่หลายที่นอกจากการตัดฟัน ปิดล้อมแล้ว จะนำไปสู่การโยกย้ายคนด้วยหรือไม่ โดยส่วนตนคิดว่า การโยกย้ายคนเป็นเป้าหมาย และอยู่ในกลไกการทำงานของภาครัฐในการจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนพื้นที่ป่าสงวนของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเขตอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า นี่คือ คำถามที่ต้องจัดการต่อไป และต้องการให้นายกำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา

ประเด็นต่อมาคือ การท้าทายสิทธิชุมชน สิ่งที่ท้าทายสิทธิชุมชนไม่เฉพาะแต่ทิศทางการพัฒนาประเทศที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบันที่มุ่งแต่ส่งเสริมภาคอุตสาหกรรม เพราะในเรื่องของสิทธิชุมชนนั้นเติบโตและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยมีฐานทางกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ให้การรับรอง และปรากฎในเชิงรูปธรรมปัจจุบันและแพร่ขยายไปได้ ค่อนข้างมาก เนื่องจากเกิดการรวมตัวของกลุ่มคนต่างๆทั้งในเมืองและชนบท สะท้อนถึงความเป็นชุมชน

“สำนึกเรื่องสิทธิชุมชนดังกล่าวถึงแม้จะเกิดขึ้นในจุดเล็กๆแต่แรงสะท้อนกลับนั้น สามารถขยายผลไปได้ค่อนข้างมาก ซึ่งข้อนี้อยากฝากถึงผู้ที่ใช้อำนาจว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวนั้นจะเป็นอย่างไร และ มีการตั้งคำถามต่อในการใช้อำนาจในยุค คสช.ว่า มีความชอบธรรมหรือเปล่า การใช้อำนาจนั้นตั้งอยู่สิทธิขั้นพื้นฐานต่อประชาชนหรือเปล่า”

นายไพสิฐ  กล่าวอีกว่า สิ่งที่รัฐใช้ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือ การใช้มาตรการยึดคืน ตัดฟัน โดยการ ปิดล้อมพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน การกระทำในลักษณะแบบนี้ต้องสืบย้อนกลับไปยังเรื่องของนโยบายการพัฒนาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากสิ่งที่ชาวบ้านนั้นคิดเอง ทำเองหรือ ว่าเป็นผลกระทบของโครงสร้างกลไกการพัฒนาประเทศที่มุ่งไปทางนี้

ส่วนที่อยากจะสะท้อนภาพคือ ในนโยบายที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรถึงแม้จะมีมติคณะรัฐมนตรี  30 มิถุนายน 2541 ในเรื่องแผนของการจัดการทรัพยากร ดินน้ำป่า แต่มันมีความไม่เท่าเทียม และต้องยอมรับในระดับหนึ่งว่า ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่มาก่อน ดังนั้นการใช้มาตรการทางกฎหมายเข้าไปจัดการเพียงประการเดียวคงไม่ไหว และเมื่อไหร่ก็ตามที่การรวมกลุ่มเรียกร้องเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายสิทธิชุมชนอ่อนแอ จะถูกรุกคืนโดยกลไกระบบราชการ และจะเป็นแบบนี้ต่อเนื่อง

นโยบายในการพัฒนาประเทศ ในส่วนที่เป็น “ป่า” คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นความล้มเหลวจากทิศทางการพัฒนา การพัฒนาในด้านการเกษตรของประเทศไทยเปิดโอกาสให้ระบบการเกษตรสมัยใหม่ หรือระบบเกษตรแบบพันธะสัญญาเป็นคนกำหนดทิศทาง และคนที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือบริษัทที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูก ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด หรือพืชที่มีลักษณะที่รุกจากพื้นที่เข้าไป

“ถ้ามองในภาพนี้ ผลกระทบจากนโยบายทำให้ชาวบ้านกลายเป็นเหยื่อของการพัฒนา โดนทั้งขึ้นทั้งร่อง ในด้านหนึ่งที่ผลผลิตตกต่ำสิ่งที่ชาวบ้านโดนก็คือ ชาวบ้านต้องแบกรับภาระการขาดทุน ยังไม่รวมถึงสภาพแวดล้อมที่ตนเองต้องอยู่บนความเสี่ยง ขณะเดียวกันในส่วนของการใช้อำนาจภาครัฐที่เข้ามาจัดการ โดยคนกระทำความผิดก็คือชาวบ้าน อีกด้านหนึ่งคือเหยื่อของสังคม คือ สังคมมองว่าคนเหล่านี้คือคนที่ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม”

“ผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวจึงส่งผลให้ชาวบ้านเหมือนถูก 3 รุม 1 ก็คือ 1. ในส่วนที่เป็นกลไลการตลาดของภาคเกษตรเชิงพันธะสัญญา  2. กลไกภาครัฐที่เข้าไปรุมหลังจากเกิดปัญหาขึ้นมา 3. สังคมที่ไม่ติดตามข้อมูลข่าวสาร และไม่เข้าใจความเป็นมาของเรื่อง เสพสื่อสมัยใหม่ที่ถูกครอบโดยบทบาทของรัฐและบริษัทที่ชี้ให้เห็นว่าใครเป็นใคร นี่เป็นส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้น คำถามคือ เราจะสื่อสารให้คนที่มารุมเรา 3 อย่างนี้ เห็นเข้าใจประเด็นนี้อย่างไร นี่คือโจทย์ใหญ่ในเรื่องสิทธิชุมชน”

 

แนะรัฐใช้ข้อมูลแยกพื้นที่ชุมชนในเขตป่า และจัดการทุนใหญ่รุกป่า

นายไพสิฐ กล่าวอีกว่า ตนขอเสนอแนวการแก้ไขปัญหา เพื่อตอบคำถามรัฐที่มักจะถามว่าถ้าไม่ใช้มาตรการดังกล่าวจะทำยังไง

หนึ่ง ในเรื่องของการจัดการทรัพยากรที่มีการหมักหมมมานาน การลุกขึ้นมาใช้อำนาจโดยไม่ได้ใช้ข้อมูลหรือความรู้นำจะกลายเป็นปัญหาที่เกิดผลกระทบต่อชาวบ้าน โดยอาจจะไม่ได้เป็นความตั้งในโดยตรงของรัฐบาล แต่เมื่อมาสู่ภาคปฏิบัติแล้วนั้นมันมีปัญหาซับซ้อนมากกว่าไปตัดฟันต้นไม้ ไปตัดฟันต้นยาง

มันอาจเป็นวิธีการอย่างหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ ที่รัฐไม่สามารถหาทางแก้ไขปัญหาได้ เพราะผลผลิตมันล้นตลาด เลยจัดการลดปริมานต้นยางลงเพื่อให้ราคายางสูงขึ้น และได้พื้นที่ป่าด้วย แต่การแก้ไขปัญหาที่มาจากแรงกดดันของรัฐบาลที่ไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องของการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม รัฐจึงมาจัดการกับเหยื่อที่เราเห็นอยู่ ผมคิดว่าเป็นสถานการณ์ที่เป็นการแก้ปัญหาแบบแถๆไป เพราะนโยบายที่ออกมานั้นไม่ได้คิดให้รอบคอบว่าจะมีมาตราการจัดการอย่างไร

สอง ข้อเสนอต่อมาคือนอกจากจะมาตัดฟันไล่ยึดคืนพื้นที่ดังกล่าว ผมคิดว่ารัฐบาลมีข้อเสนอว่าจะใช้ระบบเศรษฐกิจแบบ Digital Economy เข้ามา และมีความพยายามผลักดันให้เกิดกระทรวงเศรษฐกิจดิจิตอล สิ่งที่คิดว่าเป็นฐานสำคัญที่จะทำให้เกิดการแก้ปัญหาได้ก็คือ ทำไมรัฐบาลไม่ใช้ข้อมูลจากหน่วยงานที่มีระบบฐานข้อมูลที่ดี  เพราะควรจะเริ่มปราบปรามรายใหญ่มากกว่ารายเล็ก

สาม จากนั้นดึงท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม คือมีฐานชุมชนที่เข้มแข็ง การผนึก 3 ส่วนนี้เข้ามาโดยการใช้ระบบดาวเทียมเข้ามาสำรวจพื้นที่ว่าในการสำรวจพื้นที่ ต่างๆในการถือครองพื้นที่นั้นใครถือครองพื้นที่เท่าไหร่มากน้อยขนาดไหน ทำอะไรอยู่

“นี่คือมาตรการที่ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่เป็นข้อเสนอในเรื่องของการเข้าไปกระทำ ไม่ใช่ในเรื่องของการส่งกำลังเข้าไป การทำฐานข้อมูลนั้นต้องเริ่มต้นจากการสร้างความร่วมมือก่อน สิ่งที่เป็นฐานสำคัญก็คือ ค่านิยม 12 ประการ ที่รัฐบาลพยายามจะทำให้เกิดขึ้นมา ให้นำมาเป็นจุดเริ่มต้นดังกล่าว ก็คือความรู้รักสามัคคี ไม่ใช่รู้รักสามัคคีในเรื่องที่ผิดหรือถูก แต่กระบวนการที่ควรจะทำให้เกิด คือ เอาเรื่องจริงมากางบนโต๊ะ ว่านโยบายที่ผลักดันกันอยู่ ณ เวลานี้มันมีเป้าหมายเพื่ออะไร การยึดคืนพื้นจะเอาไปทำอะไร และใครจะถูกกระทำ และถ้ายังใช้ระบบการยึดคืนพื้นที่แบบเดิม คือไม่มีใครดูพื้นที่ ก็กลับไปช่องทางเดิมคือเปิดโอกาสให้คนที่อยากได้พื้นที่เข้ามาจัดการหรือครอบงำ”

“เพราะฉะนั้นในมาตรการที่เป็นข้อเสนอจึงเสนอให้มีการทำระบบฐานข้อมูลโดยใช้ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อไปสร้างกลไกความร่วมมือจากพื้นที่ขึ้นมา ในส่วนของท้องถิ่น รวมถึงกลุ่มชาวบ้าน และหน่วยงานของภาครัฐ ผมคิดว่ามาตรการค่อยๆแกะจากสิ่งที่ปฏิบัติได้และมีข้อมูลจริงจากพื้นที่ มาเป็นแนวทาง ซึ่งเป็นขั้นแรกหรือทางออกที่สามารถปฏิบัติได้ ดีกว่าการเข้าไปใช้ความรุนแรงที่ทำให้เกิดผลกระทบ”

นายไพสิฐ กล่าวอีกว่า เมื่อชาวบ้านไม่มีที่ทำกินจะไปไหน ก็คงหนีไม่พ้นการลงจากพื้นที่ ทิ้งชุมชนออกมา ทำให้ชุมชนนั้นล่มสลาย ทั้งๆที่เราพยายามฟื้นความเป็นชุมชนขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในเมือง

“โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลเผชิญอยู่ คือ การไปทำลายฐานชุมชนโดยใช้วิธีการการยึดคืนพื้นที่โดยไม่มีมาตรการต่างๆรองรับ อันนี้คือความผิดพลาดทางนโยบายที่จะเกิดตามมาอย่างเห็นได้ชัด”

ข้อเสนอสุดท้าย คือ ในปัจจุบัน หลสยพื้นที่มีการทำงานร่วมกับการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานภาครัฐในหลายๆหน่วยงาน ตัวอย่างที่ท่านนายกมามอบโฉนดชุมชนที่แม่ข่า อันนั้นเป็นพัฒนาการของการทำงานอย่างต่อเนื่องในเรื่องของการทำฐานข้อมูล การจัดการแยกแยะพื้นที่ การจัดสรรพื้นที่ใหม่ รวมถึงการวางแผนการใช้พื้นที่ เพื่อนำไปสู่การให้ชุมชนนั้นอยู่ร่วมกันอย่างเข้มแข็ง ไม่ใช่การปล่อยให้นโยบายทางการเกษตร ที่เป็นเรื่องของเกษตรเชิงเดี่ยวที่บุกรุกเข้าไปในพื้นที่ที่เราไม่สามารตั้งรับได้ ตนคิดว่าเป็นมาตราการที่รัฐนั้นต้องชูขึ้นมา บทบาทของกระทรวงเกษตร ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบทบาทภาคสื่อ และ

“การนำข้อมูลมาเปิดเผยในเรื่องการถือครองพื้นที่ ทำให้เกิดการปฏิรูปที่สำคัญ นักการเมืองคนไหนถือครองพื้นที่ ถือครองในนามของใคร ผมคิดว่าสำนักงานปฏิรูปหรือ สปก. มีข้อมูลอยู่  รวมถึงกระบวนการการทุจริตในกรมที่ดินต่างๆ ในเรื่องของการแปลงพื้นที่หลายๆพื้นที่ออกมาเป็นโฉนด”

“นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นนโยบายที่รัฐควรจัดการปัญหาการบุกรุกพื้นที่ในระยะยาว มากกว่าการตัดฟันต้นไม้ของชาวบ้าน และผลของกฎหมายที่ออกมาทำให้เห็นว่า เป็นการบุกรุกคนหรือคนนั้นบุกรุกผืนป่า หรือคนบุกรุกกฎหมายกันแน่  สิ่งที่ชัดมาเป็นเวลากว่า 30 ปี ชุมชนที่อยู่มาเป็นเวลานานนั้นอยู่มาก่อนการประกาศเขตพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ควรมีการแยกแยะออกมา รัฐควรใช้วิธีการที่ละมุนละม่อมมากกว่าการใช้กำลัง และการใช้กองกำลังนั้นเป็นเรื่องของการขัดกับการใช้ค่านิยม 12 ประการ ของท่านนายก”

 

ยื่นผู้ว่าฯ ส่งหนังสือถึงนายก ปรับแผนแม่บท ยกเลิกมติ ครม. 30 มิ.ย.41 

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในช่วงเวลาประมาณ 14.00น. หลังจากเสวนาช่วงเช้า เครือข่ายภาคประชาสังคมด้านทรัพยากรและสิทธิชุมชนภาคเหนือ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ และขบวนการประชาชนที่เป็นธรรม ราว 200 คน ได้เข้าไปยื่นหนังสือที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่เสนอ ปรับปรุงแผนแม่บทป่าไม้และยกเลิกมติ ครม. 30 มิ.ย.2541  

โดยทางมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ รายงานว่า ข้อเรียกร้องในหนังสือที่ยื่นส่งผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือขอให้ดำเนินการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาที่สำคัญอันสืบเนื่องมาจากผลกระทบปฏิบัติการตามคำสั่ง คสช. ฉบับที่ ๖๔/๒๕๕๗ ฉบับที่ ๖๖/๒๕๕๗ และแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ ฯ ยกเลิกปฏิบัติการสนธิกำลังเข้าตัดฟันพืชผล ยึดบ้านเรือน และที่ทำกินของชาวบ้านผู้ยากไร้อย่างไร้มนุษยธรรม

“อีกทั้งขอให้ยกเลิกการใช้มติ ครม. 30 มิถุนายน 2541 ซึ่งมติครม. นี้ ได้สร้างความไม่ชอบธรรมต่อการพิสูจน์ที่ทำกินของชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านที่อยู่มาก่อนการประกาศกฎหมายกำหนดพื้นที่ของรัฐต้องกลายเป็นผู้บุกรุก รวมถึงทำให้ชุมชนที่รักษาป่าไว้ได้ดีต้องเป็นผู้ที่เสี่ยงต่อการออกจากพื้นที่เพราะรัฐต้องการกันเป็นป่าอนุรักษ์ ขณะที่พื้นที่ที่ป่าถูกทำลายไปมาก กลับไม่มีผลอะไร ทำให้ชาวบ้านต้องได้รับผลกระทบนี้มากกว่าแสนคนทั่วประเทศ”

เครือข่ายฯ ได้เสนอให้นำมติ ครม.อื่นที่เกี่ยวข้อง มาพิจารณาบังคับใช้ คือ มติ ครม. 11 พฤษภาคม 2542 ว่าด้วยการปรับปรุงกฎหมายป่าไม้ แต่งตั้งกรรมการร่วมประกอบด้วยตัวแทนฝ่ายราชการ นักวิชาการ และตัวแทนชาวบ้าน เพื่อหาแนวทางแก้ไข และมติ ครม. 3 สิงหาคม 2553 เรื่องแนวนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตกะเหรี่ยงเพื่อส่งเสริมคุ้มครองวิถีวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ดูแลรักษาป่ามายาวนาน.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 18,719 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.