• 28 มีนาคม 2563 - 23:53 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

เปิดงานวิจัย การเมืองของการลดทอนความเป็นการเมือง: การปรับความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรพัฒนาเอกชน รัฐ และประชาชน

 วันที่ 25 มิถุนายน 2558 - 11:03 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 6,291 ครั้ง พิมพ์

 

“เอ็นจีโอมักชี้ว่าการดำเนินชีวิตของผู้รับการพัฒนามีความบกพร่องผิดพลาดและควรได้รับการแก้ไขตามคำแนะนำของตน ขณะที่ผู้ปฏิบัติงานเอ็นจีโออธิบายว่าตนมีความเสียสละและอุทิศตนเพื่อผู้อื่นด้วยความปรารถนาดีซึ่งช่วยให้เอ็นจีโอมีความชอบธรรมในการแสดงบทบาทผู้พิทักษ์มากข



“เอ็นจีโอมักชี้ว่าการดำเนินชีวิตของผู้รับการพัฒนามีความบกพร่องผิดพลาดและควรได้รับการแก้ไขตามคำแนะนำของตน ขณะที่ผู้ปฏิบัติงานเอ็นจีโออธิบายว่าตนมีความเสียสละและอุทิศตนเพื่อผู้อื่นด้วยความปรารถนาดีซึ่งช่วยให้เอ็นจีโอมีความชอบธรรมในการแสดงบทบาทผู้พิทักษ์มากขึ้น ทั้งที่ในความเป็นจริงเอ็นจีโอก็เป็นกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มหนึ่งที่มีส่วนได้เสียจากการพัฒนาด้วยเช่นกัน”

ข้อความชวนตั้งคำถาม กวนตะกอนให้ขุ่น ที่ผู้วิจัยเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับแวดวงที่ว่ากันว่ายังต้องพัฒนาวัฒนธรรมแห่งการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ในหมู่มวลคนทำงาน “พัฒนาสังคม” นั้น ควรจะได้รับการเผยแพร่ สะท้อนย้อนคิด กระทั่งต่อยอดประเด็นต่างๆ จากงานวิจัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าองค์กรพัฒนาเอกชน หรือองค์กรภาคประชาชนนั้นมีบทบาทสำคัญต่อการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์สังคมการเมืองไทยในอนาคตอันใกล้

ประชาธรรม นำเนื้อหาจากส่วนบทสรุปผู้บริหารจากงานวิจัยในหัวข้อ การเมืองของการลดทอนความเป็นการเมือง: การปรับความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรพัฒนาเอกชน รัฐ และประชาชน ของ อ.ดร.อัจฉรา รักยุติธรรม ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สนับสนุนโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยและมหาวิทยาลัยศิลปากร

การศึกษาวิจัยเรื่อง “การเมืองของการลดทอนความเป็นการเมือง: การปรับความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรพัฒนาเอกชน รัฐ และประชาชน” มุ่งตรวจสอบทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างเอ็นจีโอ รัฐและประชาชน ผ่านการดำเนินงานพัฒนาของเอ็นจีโอ โดยมีข้อสังเกตเบื้องต้นว่าเอ็นจีโอไทยได้ปรับเปลี่ยนบทบาทจากการการวิพากษ์วิจารณ์และโต้แย้งการพัฒนากระแสหลักของรัฐมาสู่การร่วมมือกับรัฐมากขึ้น การปรับความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้ปัญหาการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจถูกลดทอนให้กลายเป็นเพียงปัญหาในเชิงเทคนิควิธีการพัฒนา

การวิจัยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ดังนี้

1) ศึกษาพัฒนาการ บทบาท และความสำคัญขององค์กรพัฒนาเอกชนต่อการผลักดันนโยบาย

การพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง และการสร้างความเข้มแข็งของประชาสังคมไทย

2) ศึกษาพลวัตและเงื่อนไขการจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างองค์กรพัฒนาเอกชนด้าน

การพัฒนาและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ กับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรประชาชน โดยสัมพันธ์

กับบริบทเงื่อนไขทางทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

3) วิเคราะห์บทบาทและความสำคัญขององค์กรพัฒนาเอกชนด้านการพัฒนาและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อสังเคราะห์ข้อเสนอต่อการจัดปรับบทบาทและแนวทางการทำงานขององค์กรพัฒนาเอกชนดังกล่าว

การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม การพูดคุยแบบไม่เป็นทางการเป็นหลัก ร่วมกับการสัมภาษณ์แหล่งข้อมูลอย่างเป็นทางการ การอภิปรายกลุ่มย่อย และการสำรวจเอกสาร โครงการวิจัยกำหนดขอบเขตการศึกษาตามยุทธศาสตร์ของเอ็นจีโอ/เครือข่ายองค์กรประชาชนใน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่

1) การส่งเสริมการทำเกษตรยั่งยืน

2) การสำรวจแนวเขตที่ดิน เพื่อแก้ไขปัญหาการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ทับที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของชุมชนในเขตป่า

3) การผลักดันโฉนดชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาการกระจายการถือครองที่ดิน

พัฒนาการ บทบาท และความสำคัญขององค์กรพัฒนาเอกชนในการพัฒนา

เอ็นจีโอไทยมีพัฒนาการยาวนานกว่าสี่สิบปีและปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานไปตามบริบทสังคมและการเมือง เป้าหมายหลักในการพัฒนาของเอ็นจีโอคือการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนเป็นอิสระจากการครอบงำและพึ่งพิงรัฐและทุน และสามารถ“พึ่งพาตนเอง” (self-reliance) งานพัฒนาของเอ็นจีโอในประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นในช่วงทศวรรษ 2510 เมื่อการผลิตในภาคเกษตรกำลังเปลี่ยนแปลงจากระบบเศรษฐกิจแบบยังชีพไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ เกษตรกรในชนบทถูกพ่อค้าคนกลางและนายทุนเอารัดเอาเปรียบ ต่อมาในปลายทศวรรษ 2520 เมื่อมีการเร่งรัดพัฒนาเมืองและภาคอุตสาหกรรมได้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรจากชนบทสู่เมือง สถานการณ์ทางเศรษฐกิจสังคมเช่นนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กระแสคิดวัฒนธรรมชุมชนเติบโตและแพร่หลายเพื่อตอบโต้กับการพัฒนาของรัฐที่ส่งเสริมและเร่งรัดการพัฒนาทางเศรษฐกิจตามแนวทางทุนนิยม และแนวคิดวัฒนธรรมชุมชนยังมีความสำคัญเรื่อยมาจนกระทั่งถึงยุคที่เศรษฐกิจไทยก้าวเข้าสู่ทุนนิยมโลกาภิวัตน์

จากกรณีศึกษาจะเห็นได้ว่าเอ็นจีโอมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนในท้องถิ่นพึ่งพาตนเองทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง เช่น สนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อป้องสิทธิในที่ดินเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงปัจจัยการผลิตแทนที่จะถูกรัฐผูกขาดอำนาจการบริหารจัดการที่ดิน และส่งเสริมการเกษตรยั่งยืนเพื่อที่ชาวบ้านจะไม่ต้องพึ่งพิงระบบตลาด เอ็นจีโอส่งเสริมการพึ่งพาตนเองมาตั้งแต่ต้นและต่อมาเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปี พ.ศ.2540 แนวคิดวัฒนธรรมชุมชนได้รับความนิยมมากขึ้นเพื่อต่อต้านทุนนิยม และนับจากนั้นเอ็นจีโอและหน่วยงานภาครัฐได้ประสานความร่วมมือกันมากขึ้นเมื่อรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง

การทำงานของเอ็นจีโอกำหนดจากปัญหาที่ประชาชนท้องถิ่นถูกรัฐกำกับควบคุมวิถีชีวิตและถูกกีดกันจากการเข้าถึงทรัพยากร การพัฒนาของเอ็นจีโอจึงยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (people entered development) มุ่งเสริมสร้างอำนาจ (empower) ให้แก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาและมีอำนาจในการกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง งานวิจัยเสนอว่าการทำงานพัฒนาของเอ็นจีโอนอกจากจะเพื่อแก้ปัญหาของชาวบ้านแล้วยังเป็นไปเพื่อธำรงสถานะและบทบาทในการเป็น “ผู้พิทักษ์” (trustees) ของตนเองตามแนวคิดของ Tania Li (2007) เอ็นจีโอมักชี้ว่าการดำเนินชีวิตของผู้รับการพัฒนามีความบกพร่องผิดพลาดและควรได้รับการแก้ไขตามคำแนะนำของตน ขณะที่ผู้ปฏิบัติงานเอ็นจีโออธิบายว่าตนมีความเสียสละและอุทิศตนเพื่อผู้อื่นด้วยความปรารถนาดีซึ่งช่วยให้เอ็นจีโอมีความชอบธรรมในการแสดงบทบาทผู้พิทักษ์มากขึ้น ทั้งที่ในความเป็นจริงเอ็นจีโอก็เป็นกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มหนึ่งที่มีส่วนได้เสียจากการพัฒนาด้วยเช่นกัน

ที่ผ่านมาเอ็นจีโอและขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนสามารถต่อรองกับรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่ชาวบ้านในท้องถิ่นได้หลายกรณี แต่เป็นการต่อรองในรายประเด็นปัญหาและรายชุมชน การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ประชาชนในท้องถิ่น เอ็นจีโอ รวมทั้งนักวิชาการเพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านมีวิถีชีวิต ระบบการผลิตและการจัดการทรัพยากรในแนวทางที่เป็นประโยชน์หรือสร้างความพึงพอใจต่อส่วนรวม เช่น การทำเกษตรยั่งยืน การจัดการป่าชุมชน การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธาร การกำหนดขอบเขตที่อยู่อาศัยและที่ทำกินในเขตป่าที่ชัดเจน การจัดการโฉนดชุมชน ฯลฯ แต่รูปธรรมตัวอย่างดังกล่าวมักสร้างขึ้นในหน่วย

ครัวเรือนหรือชุมชนและสามารถพึ่งพาตนเองได้เฉพาะบางด้าน อีกทั้งพื้นที่ตัวอย่างมีจำนวนจำกัดซึ่งไม่มีพลังมากพอที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายได้จริง นอกจากนั้น การแก้ไขปัญหาในรายประเด็นและรายกรณีไม่ได้สะท้อนว่ามีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนที่จะส่งผลให้นโยบายรัฐเป็นนโยบายที่มาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง จากกรณีศึกษาจะเห็นได้ว่าข้อเรียกร้องและนโยบายที่ภาคประชาชนรณรงค์ผลักดันหลายประการยังไม่บรรลุผล และไม่มีหลักประกันว่าจะมีกลไกที่นำไปใช้ในทุกพื้นที่ และไม่อาจสรุปว่ากลไกที่เกิดขึ้นมาเป็นผลสำเร็จของการทำงานของเอ็นจีโอเพียงลำพังเพราะมีปัจจัยเงื่อนไขแวดล้อมอื่น ๆ อีกมากที่ทำให้เกิดผลเช่นนั้น การต่อรองอำนาจเป็นปฏิบัติการต่อเนื่องที่ภาครัฐและภาคประชาชนต้องต่อรองกันไปเรื่อย ๆ แม้ว่าจะสามารถยุติปัญหาหนึ่งได้แต่ก็จะมีปัญหาอื่นเกิดขึ้นตามมาอีก ดังนั้น การเสริมสร้างอำนาจประชาชนจึงจำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงระหว่างประเด็นปัญหาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติกับปัญหาโครงสร้างการเมืองการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่งานวิจัยนี้ได้แสดงให้เห็นว่าการทำงานพัฒนาของเอ็นจีโอยังขาดการวิเคราะห์เชื่อมโยงระหว่างสองระดับดังกล่าว รวมถึงการไม่วิเคราะห์เชื่อมโยงปัญหาเฉพาะของท้องถิ่นกับปัญหาการเมืองระดับชาติ กลับมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเป็นรายกรณี และการผลักดันนโยบายรายประเด็น

พลวัตและเงื่อนไขการจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจ

การเปลี่ยนแปลงบทบาทของเอ็นจีโอที่เห็นได้อย่างชัดเจนซึ่งเป็นจุดเน้นของงานวิจัยฉบับนี้คือการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์กับรัฐในสามลักษณะสำคัญ

แนวทางแรก  “ในทศวรรษ 2510-2520 การพัฒนาตามแนวทาง “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน”ภายใต้กรอบคิดวัฒนธรรมชุมชน เอ็นจีโอเลือกที่จะ “หันหลัง” ให้กับการพัฒนาของรัฐ แล้วไปส่งเสริมให้ประชาชนในท้องถิ่นพึ่งพาตนเอง โดยเรียกว่าการพัฒนาทางเลือก

แนวทางที่สอง เมื่อมีสถานการณ์ความขัดแย้งในการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติในปลายทศวรรษ 2530 เอ็นจีโอปรับบทบาทมาสู่การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของขบวนการประชาชนแบบเผชิญหน้า ท้าทายอำนาจรัฐที่ผูกขาดการจัดการทรัพยากร และผลักดันการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ

แนวทางที่สาม ราวกลางทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา เอ็นจีโอส่วนใหญ่ปรับแนวทางมาร่วมมือในการพัฒนากับหน่วยงานภาครัฐมากขึ้น แม้ว่าเอ็นจีโอจะมีแนวทางการทำงานที่แตกต่างหลากหลายและมีปัจจัยเงื่อนไขหลายประการที่ส่งผลต่อการกำหนดแนวทางการทำงาน แต่เอ็นจีโอส่วนใหญ่มีแนวโน้มสร้างความร่วมมือกับรัฐมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการรับทุน การร่วมดำเนินโครงการเดียวกัน หรือ

การกำหนดยุทธศาสตร์การทำงานร่วมกัน แนวทางนี้ทำให้เอ็นจีโอมีพื้นที่ในรัฐมากขึ้นเรื่อย ๆ สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายทั้งในด้านการพัฒนาและการปฏิรูปสังคมภายหลังจากการเกิดวิกฤติการณ์สังคมในด้านต่าง ๆ

 

การปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ เอ็นจีโอ – รัฐ

การปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ของเอ็นจีโอกับรัฐมีสาเหตุหลายประการประกอบกัน งานวิจัยฉบับนี้ตั้งข้อสังเกตถึงเงื่อนไข 3 ประการที่เกี่ยวข้องกับการปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างเอ็นจีโอกับรัฐ และประชาชน ได้แก่

หนึ่ง กรอบการวิเคราะห์รัฐของเอ็นจีโอ

การวิเคราะห์ของเอ็นจีโอเน้นไปที่ปัญหาการรวมศูนย์และผูกขาดอำนาจของรัฐ ปัญหาของตัวบทกฎหมาย นโยบายรัฐ หน่วยงานและเจ้าหน้าที่รัฐ โดยไม่ให้ความสำคัญมากพอกับอำนาจรัฐที่ไม่จำเป็นต้องรวมศูนย์อยู่กับหน่วยงาน เจ้าหน้าที่รัฐ หรือกลไกรัฐ แต่เป็นอำนาจที่แผ่กระจายไปในสังคม

ผ่านองค์กรที่ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ และผ่านความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนด้วยกันเอง การละเลยประเด็นนี้ทำให้การร่วมมือกับรัฐถูกมองอย่างง่าย ๆ ว่าจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ซึ่งแท้ที่จริงอาจทำให้เอ็นจีโอกลายเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจรัฐ และเป็นผู้ที่ใช้อำนาจรัฐกระทำต่อประชาชนเสียเอง

สอง การสร้างพื้นที่ของเอ็นจีโอในรัฐ

การศึกษาพบว่าปัจจุบันเอ็นจีโอยู่ในสภาวะที่ต้องดิ้นรนเพื่อสร้างตำแหน่งแห่งที่ในสังคมเนื่องจากบทบาทและความสำคัญของเอ็นจีโอถูกสั่นคลอนเพราะมีองค์กรและสถาบันทางสังคมใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเกิดขึ้นมากมาย มีขบวนการทางสังคมของภาคประชาชนที่ขับเคลื่อนได้เองโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยเอ็นจีโอเป็นตัวกลาง และองค์กรต่างประเทศลดการสนับสนุนทุนให้แก่เอ็นจีโอไทยในสถานการณ์นี้การสร้างพื้นที่ในรัฐจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้สถานภาพของเอ็นจีโอยังดำรงอยู่ได้ทั้งในเชิงนามธรรมที่เอ็นจีโอจะยังคงได้รับการกล่าวถึงในพื้นที่สาธารณะ และในเชิงรูปธรรมที่เอ็นจีโอจะสามารถแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรสาธารณะที่รัฐกุมอำนาจอยู่มาใช้ดำเนินโครงการ และได้เข้าไปมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายรัฐ ด้วยเป้าหมายในการสร้างพื้นที่ในรัฐจึงทำให้เอ็นจีโอปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การทำงานหันมาสร้างความร่วมมือกับรัฐให้มากขึ้น การสร้างพื้นที่ในรัฐกระทำโดยการสร้างคำอธิบายต่อปรากฏการณ์ปัญหาต่าง ๆ ที่ตอกย้ำความจำเป็นและความสำคัญของการพัฒนาตามแนวทางของเอ็นจีโอ เช่นการผลิตซ้ำภาพแทนเกี่ยวกับปัญหาของชนบทและสังคมเกษตร และปัญหาสังคมต่าง ๆ ที่เกิดจากการพัฒนาที่ผิดพลาด การย้ำถึงความจำเป็นและความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการของรัฐ พร้อมทั้งการกล่าวอ้างสถานะของเอ็นจีโอว่าเป็นตัวแทนของภาคประชาชน กระบวนการเหล่านี้ต่างช่วยส่งเสริมบทบาทของเอ็นจ๊โอให้ยังมีความสำคัญที่จะทำหน้าที่ในการพัฒนา

สาม การมีอุดมการณ์ร่วมกันกับรัฐ

งานวิจัยเสนอว่าแม้เอ็นจีโอกับรัฐจะทำงานในแนวทางที่ขัดแย้งกันหลายด้าน แต่ทั้งสองฝ่ายมีอุดมการณ์การพัฒนาในแบบเดียวกัน คือมุ่งกำกับควบคุมการดำเนินชีวิตของประชาชนผู้รับการพัฒนาให้เป็นไปในแนวทางที่ตนเห็นว่าถูกต้องเหมาะสมและดีงาม แนวทางการพัฒนาของรัฐและเอ็นจีโอในเรื่องที่ร่วมมือกันยังสะท้อนให้เห็นอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมที่ยึดติดกับ “ความเป็นไทย” ในอุดมคติ และไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ อุดมการณ์ดังกล่าวสะท้อนจากเป้าหมายการพัฒนาที่พยายามที่จะรักษาไว้ซึ่งความเป็นชนบท ระบบเกษตร ระบบนิเวศตามธรรมชาติ วิถีการดำเนินชีวิต และความสัมพันธ์ของ “ชุมชน” ที่เชื่อว่าเป็นวัฒนธรรมดีงามที่มีมาแต่เดิม ดังนั้นจึงมีการผลิตซ้ำคุณค่าทางศีลธรรมเพื่อใช้กำกับการดำเนินชีวิตของผู้คนซึ่งมีทั้งศีลธรรมตามศาสนาพุทธที่เห็นได้ชัดในการส่งเสริมเกษตรยั่งยืน และศีลธรรมความดีที่อ้างเรื่องการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เป็นต้น เอ็นจีโอวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาการพัฒนาว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่แนวทางแก้ไขกลับให้น้ำหนักไปที่ความดี-เลวของปัจเจกบุคคล และแก้ไขด้วยการปลุกจิตสำนึกเพื่อสร้าง “คนดี” ไม่แตกต่างไปจากแนวทางของรัฐที่กล่าวถึงหน้าที่ของพลเมืองดีที่พึงช่วยเหลือประเทศชาติบ้านเมือง กรณีศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมในการถือครองที่ดินให้น้ำหนักกับการสร้างกลไกการควบคุมภายในชุมชนท้องถิ่นเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านขายที่ดิน การส่งเสริมเกษตรทางเลือกเน้นการกล่อมเกลาเกษตรกรรายย่อยให้คำนึงถึงสุขภาพของผู้บริโภคและความยั่งยืนของระบบนิเวศ การแก้ไขปัญหาที่ดินในเขตป่าส่งเสริมให้ชุมชนจำกัดการใช้ที่ดินของตนเองเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้แก่ส่วนรวม เป็นต้น การรณรงค์ในประเด็นเหล่านี้ในด้านหนึ่งคือยุทธวิธีการต่อรองกับรัฐและรณรงค์สาธารณะเพื่อให้ประชาชนท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดการทรัพยากรของตนเองมากขึ้น แต่สังเกตได้ว่าการพัฒนามักให้ความสำคัญกับคุณค่าเชิงนามธรรมเกินไป จนกระทั่งผู้ที่ไม่สามารถปฏิบัติตามแนวทางอุดมคติกลับถูกมองเป็นผู้ร้ายของสังคม หากงานพัฒนาของเอ็นจีโอให้ความสำคัญต่อการสร้างกลไกเพื่อควบคุมประชาชนรากหญ้ามากกว่าผลักดันเชิงโครงสร้างหรือการต่อรองกับอำนาจรัฐก็จะทำให้การพัฒนากลายเป็นการสร้างแรงกดดันหรือใช้อำนาจกดทับประชาชนโดยไม่ได้ทำให้ประชาชนมีเสรีภาพในการกำหนดวิถีชีวิตของตนเองมากขึ้น

การเมืองของการพัฒนา เอ็นจีโอ – ประชาชน

การพัฒนาทางเลือก หรือ การปกครองชีวญาณ ?

“การพัฒนา” เป็นปฏิบัติการทางอำนาจแบบหนึ่งที่นักพัฒนากระทำต่อผู้รับการพัฒนางานวิจัยชิ้นนี้ชวนให้นักพัฒนาตระหนักถึงการใช้อำนาจของตน และให้ความสำคัญกับการรับฟังและทำความเข้าใจเงื่อนไขชีวิตของผู้รับการพัฒนามากขึ้น แทนที่นักพัฒนาจะวางตนเป็น “ผู้พิทักษ์” ที่นอกจากจะให้คำชี้แนะแล้วยังวางเงื่อนไขกำกับควบคุมการกำหนดวิถีชีวิตของผู้รับการพัฒนา งานวิจัยพบว่าการพัฒนาของเอ็นจีโอไทยเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนให้ปรับปรุงและควบคุมวินัยของตนเองอย่างเคร่งครัด กำกับตนเองด้วยศีลธรรมตามอุดมการณ์ศาสนาคือเน้นให้ สมถะ พึ่งพาตนเอง รู้จักพอเพียงในทางเศรษฐกิจ เป็นมิตรและเอื้ออาทรกับธรรมชาติและเพื่อนมนุษย์ ด้วยการทำเกษตรที่เป็นมิตรกับระบบนิเวศ ไม่บุกรุกขยายพื้นที่ป่า คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน ฯลฯ การพัฒนาในลักษณะนี้เน้นการยกระดับจิตสำนึกมากกว่าการพัฒนาทางวัตถุ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “การพัฒนาทางเลือก” หรือหากจะกล่าวอย่างถึงที่สุดก็คือทางเลือกที่จะไม่พัฒนาทางวัตถุ หรือแม้กระทั่งปฏิเสธหรือต่อต้านการพัฒนา จากกรณีศึกษาจะเห็นได้ว่าการทำเกษตรยั่งยืนต้องอาศัยการควบคุมตนเองในระดับปัจเจก ส่วนการจัดการโฉนดชุมชนและการจัดการที่ดินในเขตป่าเป็นการควบคุมกันและกันในระดับชุมชนโดยการสร้างกติการ่วมกัน และตั้งคณะกรรมการชุมชนมาทำหน้าที่กำกับควบคุมให้การใช้ที่ดินของชาวบ้านเป็นไปตามกติกานั้น ผู้ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขจะไม่ได้รับสิทธิหรือการแก้ไขปัญหาในเรื่องสิทธิที่ดิน เอ็นจีโออธิบายว่าเงื่อนไขกำหนดขึ้นมานี้เพื่อช่วยให้ชาวบ้านมีอำนาจต่อรองกับรัฐ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อต่อรองส่งผลให้ชาวบ้านควบคุมตนเองและกันและกัน และอาจเข้มงวดจนสร้างผลกระทบได้มากกว่าการถูกรัฐควบคุม ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามที่ชุมชนกำหนดจะถูกกระบวนการแทรกแซงทางสังคม ถูกกีดกันจากการเข้าถึงสิทธิ รวมทั้งถูกกีดกันจากขบวนการเคลื่อนไหว ซึ่งเท่ากับว่าชาวบ้านไม่ได้มีเสรีภาพในการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง แต่อยู่ภายใต้การกำกับควบคุมของส่วนรวม ความจริงแล้วเอ็นจีโอให้ความสำคัญกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชน แต่ในทางปฏิบัติเอ็นจีโอไทยยังพยายามมีบทบาทให้คำแนะนำและส่งเสริมทางเลือกที่เชื่อว่าเหมาะสมสำหรับผู้รับการพัฒนามากกว่าจะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้กำหนดทางเลือกของตนเองโดยเสรี

เอ็นจีโอพยายามสร้างพื้นที่เพื่อให้ตนเองได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายการพัฒนาระดับชาติ หากว่าพื้นที่การมีส่วนร่วมนั้นไม่ใช่พื้นที่ของประชาชนอย่างแท้จริงแต่กลับเป็นพื้นที่ของเอ็นจีโอที่อ้างการเป็นตัวแทนภาคประชาชนก็จะทำให้ชัดเจนมากขึ้นว่าการพัฒนาได้ทำให้เอ็นจีโอกลายเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐกำกับประชาชนเสียเอง เพราะนโยบายระดับชาติที่เอ็นจีโอเข้าไปมีส่วนร่วมกำหนดขึ้นมานั้นย่อมนำไปสู่การกำหนดวิถีชีวิตของประชาชนด้วย หากการพัฒนาไม่ได้นำไปสู่การทำให้ประชาชนมีอำนาจในการกำหนดชีวิตตนเองแล้วก็จำเป็นต้องมีการทบทวนถึงความจำเป็นของ “การพัฒนา”และการเมืองของ “การพัฒนา” ซึ่งประเด็นนี้มีการถกเถียงกันอย่างมากในแวดวงวิชาการด้านการพัฒนาศึกษา แต่แวดวงเอ็นจีโอไทยโดยส่วนใหญ่กลับยังคงถกเถียงอยู่ภายในกรอบว่าควรจะพัฒนาในทิศทางใด หรือควรจะใช้ยุทธวิธีใดในการผลักดันให้รัฐมีแนวนโยบายในการพัฒนาที่เหมาะสมเท่านั้น

การพัฒนากับการประกอบสร้างตัวตนพลเมือง

การพัฒนาไม่ว่าจะโดยรัฐหรือเอ็นจีโอจัดว่าเป็นการประกอบสร้างตัวตนทางสังคมและวัฒนธรรมของประชาชนแบบหนึ่ง หากมองตามแนวคิดการปกครองชีวญาณ (governmentality) ของมิเชล ฟูโกต์จะเห็นได้ว่าการใช้อำนาจรัฐในยุคเสรีนิยมใหม่ใช้วิธี “การปกครองจากระยะไกล” (government from a distance) การสร้างอัตบุคคลที่ปกครองตนเอง (self-governing subjects)ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชีวะการเมืองว่าด้วยตัวตน (biopolitical technologies of the self)กระบวนการพัฒนาของเอ็นจีโอก็ใช้วิธีการเช่นนั้นด้วย กล่าวคือเอ็นจีโอพยายามทำให้ชาวบ้านผู้รับการพัฒนาให้เป็นพลเมืองที่ดีมีการกำกับควบคุมตนเองโดยมีนักพัฒนาเป็นผู้ชี้นำแนวทาง ทั้งยังเป็นพลเมืองที่มีลักษณะสอดคล้องกับพลเมืองที่มีศีลธรรมตามที่รัฐพึงปรารถนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่รัฐบาลมีนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง กระบวนการพัฒนาของเอ็นจีโอจึงไม่ใช่เพียงมุ่งแก้ไขปัญหาของชาวบ้านโดยสนับสนุนการต่อรองระหว่างชาวบ้านกับอำนาจรัฐและอำนาจทุนเท่านั้น แต่ยังมุ่งปรับเปลี่ยนวิธีคิดของชาวบ้านในการดำเนินชีวิตไปสู่แนวทางที่เหมาะสมตามอุดมคติของเอ็นจีโอ มีกระบวนการสร้างปราชญ์ หรือ บุคคลต้นแบบของตัวตนพลเมือง “ทางเลือก” เพื่อประโยชน์ในการชี้นำ กล่อมเกลา และตอกย้ำคุณค่าหรือบรรทัดฐานแบบใหม่ของพลเมืองที่ดี ซึ่งนับว่าเป็นการชี้นำเชิอุดมการณ์ควบคู่ไปกับ “การบังคับสั่ง” ผ่านการวางเงื่อนไขทั้งโดยรัฐ และโดยเอ็นจีโอ

ผู้ได้รับการพัฒนา – ตัวตนและอำนาจในการเลือก

จากแนวคิดการปกครองชีวญาน (governmentality) ของมิเชล ฟูโกต์ ผู้วิจัยตรวจสอบว่าประชาชนผู้รับการพัฒนาได้กำกับควบคุมตนเองตามแนวทางของเอ็นจีโอหรือไม่ ด้วยข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลทำให้ไม่เห็นรายละเอียดในประเด็นนี้มากนัก แต่พบว่าชาวบ้านมีการตั้งกฎระเบียบหรือข้อตกลงร่วมกันในระดับชุมชนโดยหวังที่จะใช้กฎระเบียบต่อรองกับเจ้าหน้าที่รัฐว่าพวกเขาพร้อมที่จะจัดการตนเองได้อย่างดี การศึกษาวิจัยพบว่าการกำกับควบคุมด้วกระบวนการพัฒนานั้นไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์เบ็ดเสร็จเพราะมีหลายครัวเรือน/คนที่ไม่เข้าร่วมในกระบวนการพัฒนา เข้าร่วมแต่ไม่แข็งขัน หรือแม้กระทั่งปฏิเสธเข้าร่วมกระบวนการพัฒนา ผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการพัฒนามีความขัดแย้งในตัวตนอย่างสูง หลายคนยอมรับข้อตกลงหรือกฎระเบียบเพื่อผลประโยชน์ตอบแทนอย่างใดอย่างหนึ่งโดยไม่ได้ยึดมั่นในแนวทางนั้นทั้งหมด บางคนรับแนวทางนั้นมากำกับควบคุมผู้อื่นมากกว่าตนเอง หรือบางคนเลือกเป็นอิสระจากการถูกควบคุม หรือบางคนไม่สามารถทำตามระเบียบและข้อตกลงเพราะเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ และบางคนยอมรับที่จะปฏิบัติตามระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัดโดยเชื่อว่าเป็นแนวทางที่ดีและเชื่อว่าเขาเป็นผู้เลือกเองโดยไม่ได้ถูกกำหนดจากผู้อื่น ตัวตนของประชาชนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการพัฒนาไม่ได้เป็นเอกภาพเพราะมีทั้งด้านที่ยอมรับในคุณค่าของตัวตนพลเมืองที่ถูกสร้างผ่านกระบวนการพัฒนา และด้านที่มีความรู้สึกขัดแย้ง แม้แต่ในคนเดียวกันในบางขณะก็ทั้งยอมรับและมีความรู้สึกขัดแย้งกับคุณค่าตัวตนใหม่ไปพร้อม ๆ กัน นอกจากผู้รับการพัฒนาจะเป็นผู้เลือกยอมรับ หรือไม่ยอมรับกระบวนการพัฒนาแล้ว ทางด้านเอ็นจีโอเองก็มีขีดจำกัดที่ไม่สามารถทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาอย่างทั่วถึงและในระดับที่เท่าเทียมกัน ชาวบ้านจำนวนมากอาศัยช่องทางหรือเครือข่ายอื่น ๆ เพื่อเข้าถึงการพัฒนาหรือการแก้ไขปัญหาในแบบที่พวกเขาต้องการ เช่น เครือข่ายทางการเมือง เครือข่ายพ่อค้านักธุรกิจ เครือข่ายความสัมพันธ์กับผู้มีอิทธิพลทั้งในและนอกภาครัฐ หรือเครือข่ายที่สัมพันธ์กับองค์กรอิสระอย่าง สสส. หรือ พอช. ฯลฯ การที่ชาวบ้านยอมรับเอาระเบียบวินัยของกระบวนการพัฒนามายึดถือปฏิบัติโดยส่วนใหญ่เป็นการรับมาใช้ในฐานะเครื่องมือในการต่อรองทางอำนาจกับรัฐหรือเพื่อเข้าถึงทรัพยากรผ่านกระบวนการพัฒนา รวมทั้งยังหมายถึงการต่อรองเพื่อเข้าถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากเอ็นจีโอด้วย แต่เอ็นจีโอกลับพยายามใช้การพัฒนาเพื่อกำกับควบคุมชาวบ้านเพื่อให้ชาวบ้านมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงตัวตน ดังนั้น แม้ผู้วิจัยจะเห็นว่าการพัฒนาเป็นปฏิบัติการทางอำนาจแบบหนึ่งในลักษณะการปกครองชีวญาณที่รัฐกระทำต่อเอ็นจีโอ และเอ็นจีโอกระทำต่อประชาชนผู้รับการพัฒนา แต่หากตระหนักว่าผู้เกี่ยวข้องทุกส่วนมีกระทำการ (agency) เพื่อดิ้นรนต่อรองกับโครงสร้างอำนาจเสมอ ก็จะมองเห็นว่าการพัฒนาเป็นดังสนามแห่งการต่อรองอำนาจที่จะมีการต่อรองไปเรื่อย ๆ ซึ่งแม้ว่าจะมีฝ่ายที่มีอำนาจเหนือกว่าแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถครอบงำฝ่ายที่ด้อยอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์

บทบาทและความสำคัญขององค์กรพัฒนาเอกชน

การดำเนินงานของเอ็นจีโอไทยที่ผ่านมาได้ช่วยบรรเทาปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนและรัฐในหลายด้าน และสามารถสร้างพื้นที่ให้เอ็นจีโอได้เข้าไปแบ่งปันทรัพยากรสาธารณะจากรัฐและมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายรัฐ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาไม่ว่าจะโดยเอ็นจีโอหรือโดยรัฐควรเสริมสร้างให้ประชาชนมีอำนาจในการเลือกแนวทางการดำเนินชีวิตของตนเองด้วย ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและประชาชน เมื่อกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เอ็นจีโอจำนวนมากยังจำกัดการทำงานอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงกฎหมายและนโยบายของรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนเฉพาะกลุ่มที่เรียกร้องการแก้ไขปัญหาเท่านั้นและตามวิถีทางที่เอ็นจีโอเห็นด้วยเท่านั้น แต่ไม่ได้หมายรวมถึงประชาชนทั่วไปที่จะมีอำนาจต่อรองกับโครงสร้างอำนาจรัฐและกำหนดแนวทางการดำเนินชีวิตของตนเองได้อย่างเป็นอิสระ อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาย่อมส่งผลให้เกิดเป็นบรรทัดฐานและการเรียนรู้ว่าประชาชนจะสามารถที่จะเคลื่อนไหวต่อรองและท้าทายอำนาจรัฐได้ ส่วนจะมีพลังแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับเงื่อนไขปัจจัยหลายประการ และจำเป็นจะต้องผลักดันมากไปกว่าการแก้ไขปัญหาเป็นรายกรณีหรือเรียกร้องอำนาจการจัดการตนเองโดยไม่เชื่อมโยงไปกับระบบเศรษฐกิจการเมืองในภาพรวม

หากการพัฒนาของเอ็นจีโอคือ “การพัฒนาทางเลือก” การพัฒนานั้นควรมีลักษณะวิพากษ์วิจารณ์หรือโต้แย้งกับการพัฒนากระแสหลัก โดยไม่กำหนดแบบแผนที่ชัดเจนและตายตัวเกินไปเพราะจะเป็นการทำลายความหลากหลายของแนวทางการพัฒนาซึ่งเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งของการพัฒนาทางเลือก การกำหนดความสัมพันธ์ของเอ็นจีโอกับรัฐและประชาชนมีความเกี่ยวโยงกับ

การกำหนดบทบาทของเอ็นจีโอในการพัฒนา การจัดความสัมพันธ์กับรัฐบางลักษณะอาจไม่เอื้อให้เกิดการต่อรองหรือผลักดันการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงโคน แต่กลับทำให้รัฐหรือกลุ่มอำนาจอื่น ๆ ฉกฉวยข้อเสนอของการพัฒนาเลือกไปใช้ประโยชน์ ดังนั้น จำเป็นต้องมีการทบทวนและถกเถียงกันมากขึ้นถึงเป้าหมายของการพัฒนาว่าจะนำไปสู่การสร้างพื้นที่และเสริมสร้างอำนาจให้ประชาชนมากเพียงใดการสร้างภาพแทน การคิดแทน และการพูดแทนประชาชนเป็นโจทย์สำคัญข้อหนึ่งของเอ็นจีโอเพราะเอ็นจีโอมักอ้างว่าทำหน้าที่สะท้อนเสียงและความต้องการของประชาชนแต่เอ็นจีโอทำงานเฉพาะประเด็นในบางพื้นที่และไม่สามารถเข้าถึงคนทุกกลุ่ม ขณะที่ประชาชนผู้รับการพัฒนายังมีสถานะเป็นเพียงผู้รับการส่งเสริม สนับสนุน หรือช่วยเหลือ มากกว่าจะมีอำนาจคิดและตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ด้วยตนเองในระดับความสัมพันธ์ที่เสมอกับเอ็นจีโอ ในบริบทการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมืองไทยแนวทางการพัฒนาแบบเอ็นจีโอมีพื้นที่ในรัฐมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่หากพื้นที่นั้นไม่ได้ช่วยให้เสริมสร้างอำนาจให้ประชาชน แต่เป็นพื้นที่ของเอ็นจีโอที่จะร่วมมือกับรัฐกำกับควบคุมวิถีชีวิตของประชาชนมากขึ้น การพัฒนาก็จะกลายเป็นเทคนิควิธีการของอำนาจ (Technology of Power) และการลดทอนความเป็นการเมือง (de-politicization) ของปัญหา โดยที่นักพัฒนาสถาปนาตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญ หากเป็นเช่นนั้นก็จำเป็นต้องถามถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาไม่ว่าจะเรียกว่าการพัฒนากระแสหลักหรือการพัฒนาทางเลือกก็ตาม

 

อ่านรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์จำนวน 182 หน้า ได้ที่ http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=MRG5480282

 

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 18,719 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.