• 27 มิถุนายน 2562 - 04:05 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

คุยกันหลังม่านหนังสารคดี “ศิวิไลซ์ ไม่สะอาด” กับบทสนทนา เลือกพลังงานที่ไม่ทำร้ายคนอื่น

 วันที่ 27 กรกฎาคม 2558 - 13:56 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 3,076 ครั้ง พิมพ์

 

ภาพประกอบจากเพจ Thai Climate Justice



ระหว่างวันที่ 14 -26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ณ ผนังโค้งของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มีการจัดแสดงนิทรรศการ Dark Side of the City : ด้านมืดของเมือง ภายใต้คำอธิบายว่าด้านหนึ่งของความสว่างไสวในเมืองใหญ่ คือชะตากรรมของหลากหลายผู้คนที่ผูกติดกับทางเลือกการใช้พลังงานของเรา

กว่าครึ่งเดือนที่นิทรรศการ “Dark Side of the City : ด้านมืดของเมือง โดยภาพถ่ายของเริงฤทธิ์ - เริงชัย คงเมือง และนิทรรศการจัดวาง : Thai Climate Justice และ Civilize Creation พาผู้ชมเข้าไปสัมผัสสิ่งที่คำว่า “ถ่านหินสะอาด” ไม่ได้บัญญัติไว้

ที่สุดในวัน 26 กรกฎาคม นิทรรศการได้ปิดตัวลงพร้อมกับกิจกรรมเพื่อเริ่มต้นบทสนทนา เลือกพลังงานที่ไม่ทำร้ายคนอื่น ประกอบด้วยการฉายหนังสารคดี “ศิวิไลซ์ ไม่สะอาด” โดยทีม BlackSheeps ซึ่งเป็นการรวมตัวของนักรณรงค์ นักพัฒนาเอกชน 3 คน ได้แก่ ฝ้ายคำ หาญณรงค์ คณะทำงานโลกเย็นที่เป็นธรรม สันติ โชคชัยชำนาญกิจ กลุ่มจับตาพลังงาน และเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา

กิจกรรมหนึ่งของการปิดตัวนิทรรศการอยู่ที่การจัดฉายหนัง พร้อมด้วยการเปิดวงชวนพูดคุยวิจารณ์หนังระหว่างคุณกรรณิการ์ กิจติเวชกุล ผู้ดำเนินรายการ กับคุณธิดา ผลิตผลการพิมพ์ จาก Bioscope และ Documentary Club พร้อมด้วยคุณสันติ โชคชัยชำนาญกิจ โปรดิวเซอร์หนังสารคดี “ศิวิไลซ์ ไม่สะอาด” ซึ่งมีเนื้อหาน่าสนใจ ประชาธรรม ชวนให้อ่านเพื่อตั้งถามชวนสนทนากันต่อไป

กรรณิการ์: เริ่มจากคุณธิดาซึ่งถือเป็นเจ้าแม่ Documentary club ที่พาสารคดีทั่วโลก ชนิดสารคดีดีๆ มีที่ไหน คนไทยต้องได้ดู แล้วสำหรับหนังสารคดีเรื่อง ศิวิไลซ์ไม่สะอาด ดูแล้วคิดอย่างไง?

ธิดา: สารคดีมันต่างจากหนัง Fiction ทั่วไป หนังสารคดีมันเล่าจาก Subject และเหตุการณ์ที่มีอยู่จริง โดยใช้กลวิธีของภาพยนตร์มาเล่า ดังนั้น เมื่อพูดถึงสารคดีจะแยกเป็นสองส่วนคือความน่าสนใจของเรื่องราวของ Subject กับความแข็งแรงของภาษาทางภาพยนตร์ สำหรับตัวเองเมื่อดูเรื่องนี้ในฐานะคนกรุงเทพทั่วไป ซึ่งอาจจะเคยรู้เรื่องพลังงานบ้าง หรือดูหนัง เคยได้ยินประเด็นเกี่ยวกับเรื่องสาธารณูปโภคเพื่อความสุขของคนส่วนใหญ่แต่อีกด้านหนึ่งมันส่งผลกระทบ แต่ว่าหนังเรื่องนี้มันพาเราออกไปนอกเหนือจากประเด็นที่เราคาดหวังไว้ตอนแรก

“แน่นอนว่าเราได้เห็นเรื่องราวของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ รวมถึงการตั้งคำถามชีวิตที่จะยาวนานต่อไปหลังจากนี้ เมื่อพ้นจากเรื่องระดับปักเจก หนังสารคดีเรื่องนี้ก็ตั้งคำถามที่ใหญ่ขึ้น จนสุดท้ายพาไปถึงธุรกิจพลังงานที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้ มันพาไปสู่เขตแดนที่เราไม่มีความรู้ คิดว่านี่คือจุดที่แข็งแรงมากๆ มันเริ่มต้นจากจุดที่คนสัมผัสได้ แล้วพาไปสู่คำถามที่ไม่ใช่เพียงว่าจะประหยัดไฟอย่างไร แต่มันทำให้รู้สึกตระหนกว่ามันเป็นเรื่องซับซ้อนที่เราไม่รู้ไม่ได้”

กรรณิการ์: ถ้ามองในมุมที่คุณดาพูดถึง Subject ที่แข็งแรง การเล่าเรื่องนี้ถือว่าใช้ได้ นอกจากจะพาจากจุดที่เราสัมผัสได้ไปสู่เรื่องที่อุตสาหกรรม ธุรกิจพลังงาน การโยงใยถึงธุรกิจผูกขาดในบ้านนี้เมืองนี้ ยังคิดถึงอะไรบ้าง

ธิดา: ถ้าพูดถึงวิธีเล่า เรื่องนี้มีองค์ประกอบครบครัน หนังหลายเรื่องมีประเด็นเข้มข้น แต่บางทีเป็นประเด็นเปราะบางที่ชาวบ้านไม่อยากให้ไปถ่าย ไม่อยากพูดหรือเล่า ในเรื่องนี้มีครบทุกองค์ประกอบ มีคนที่จะกล้าพูดวิพากษ์ตรงๆ ถึงผลกระทบที่เขาได้รับ มีนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถอธิบายความซับซ้อนของประเด็นได้ด้วย และยังมีฟุตเทจที่น่าสนใจ เช่น ช่วงโฆษณาโรงไฟฟ้าที่สวยงามสะอาด แล้วตัดฉึบมาเป็นภาพเด็กที่ป่วย ซึ่งมันภาพที่ย้อนแย้งกัน หรือมีฉากที่สร้างความขึ้นลงของเส้นอารมณ์ และยังมีอารมณ์ขันที่รุนแรง เพียงแต่วิธีการเล่า ยังรู้สึกว่ามีหลายวิธีการที่คิดว่าอาจไม่จำเป็นสักเท่าไหร่ เช่น การใช้เสียงบรรยาย

กรรณิการ์: อันนี้รู้สึกเหมือนกัน คือสมมุติถ้าให้เรื่องมันเล่าด้วยตัวของมันเอง ก็อาจจะดึงความสนใจ เพราะเสียงบรรยายมันทำให้นึกถึงสารคดีแบบเชยๆ ต้องขออภัยโปรดิวเซอร์ด้วย (พูดพร้อมเอื้อมมือไปแตะคุณสันติ ทุกคนบนเวทีหัวเราะ)

ธิดา: การใช้เสียงบรรยายเป็นรูปแบบหนึ่งของสารคดี โดยเฉพาะสารคดีเชิงข่าว ซึ่งจะคุ้นเคยกับการเล่าที่ต้องมีบุคคลที่เหมือนเป็นตัวเชื่อมเรากับเรื่อง เพราะบางครั้งมันเป็นประเด็นยากที่จะเล่าผ่านองค์ประกอบอะไรบางอย่าง หรือต้องมีการสรุปหรือขมวดอะไรบางอย่างเพื่อนำทางคน แต่ในปัจจุบันก็มีสารคดีที่งดเว้นวิธีการเหล่านี้และพยายามใช้องค์ประกอบของภาพยนตร์ล้วนๆ มากขึ้น ซึ่งจริงๆ เรื่องนี้ก็สามารถใช้องค์ประกอบเหล่านั้นมาทดแทนได้ เช่น บุคคลที่สามารถพูดสิ่งเหล่านั้นโดยไม่จำเป็นต้องใช้เสียงบรรยายสรุป ซึ่งจะทำให้หนังมีความเป็นภาพยนตร์ ไม่ได้เป็นสารคดีข่าว

กรรณิการ์: สำหรับเอ็นจีโอสามคน ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Black Sheep (สันติ ฝ้ายคำ และเลิศศักดิ์) ก็สามารถเป็นตัวบรรยายเรื่องราวต่างๆ แทนได้ กลับมาที่คุณสันติคือเรื่องนี้ตอนแรกทราบว่าไม่ได้มีการเขียนบท หรือออกแบบไว้ก่อน ขอช่วยเล่าวิธีการหน่อย

สันติ: ผมเคยไปที่นั่นเมื่อ 7-8 ปีก่อน ตอนที่ไปก็ไม่ได้เตรียมตัว แต่ละวันก็ใช้ความคิดอย่างหนักว่าจะถ่ายอย่างไร แล้วงบประมาณก็มีแค่บางส่วน ซึ่งมันทำงานได้ระดับหนึ่ง เราไปที่นั่นกัน 10 วัน แล้วก็กลับมาที่กรุงเทพ ก็เห็นความเชื่อมโยงบางอย่างจากครั้งที่ไปเมื่อ 7 ปีที่แล้วกับการไปในครั้งหลังก็พยายามร้อยให้เป็นเรื่อง

กรรณิการ์: แล้วพอตอนที่คิดว่าจะลงมือทำ อะไรเป็นอุปสรรคบ้างทั้ง ข้อมูล วิธีการเล่าเรื่อง หรือฟุตเทจ

สันติ: เนื่องจากเราเป็นเอ็นจีโอไม่ใช่คนทำสื่อ-สารคดี อันนี้เป็นอุปสรรคใหญ่ว่าจะทำอย่างไร เรื่องคนบรรยายก็ทดลองให้เอ็นจีโอลองอ่านดู มันก็ไม่ใช่ ผมก็เลยชวนเพื่อนเก่าที่ทำงานวิทยุ เขาก็พากษ์หนังแผ่นอยู่ ก็มาช่วยในราคาไม่แพง ผมก็พอนึกออกว่ามันเป็นอะไรแบบที่เชยๆ แต่ว่าปัญหาของเอ็นจีโอคือมีข้อมูลเยอะ แล้วกลัวจะออกไปไม่หมด นี่เป็นเรื่องที่ไม่ควรเอาอย่าง แต่เราก็ก้าวข้ามตัวเองไม่พ้นนะครับ

กรรณิการ์: ตรงนี้อยากจะถามคุณธิดา จากประสบการณ์ที่เคยช่วยหลายทีมผลิตคนทำงานสารคดี คนทำหนังใหม่ๆ แล้วเรื่องราวพวกนี้มันได้รับความสนใจมากน้อยแค่ไหน ในบรรดาคนที่ทำสารคดีรุ่นใหม่ๆ เพราะเรื่องมันยากมาก ข้อมูลเยอะ ถ้าให้คนที่อยู่กับข้อมูลเขาก็ไม่ยอมทิ้งทุกเรื่องที่อยากเล่า

ธิดา: เท่าที่สัมผัสคนทำสารคดีรุ่นใหม่ เขามีความสนใจในเรื่องชุมชน ปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือวิถีชีวิตอื่นที่นอกเหนือจากตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ช่วงปีที่ผ่านมาก็มีนนทวัฒน์ (นนทวัฒน์ นําเบญจพล) ที่ทำเรื่องสายน้ำติดเชื้อ ซึ่งก็เป็นการติดตามเรื่องราวของชาวบ้านคลิตี้ล่างที่ได้รับสารพิษตะกั่วที่ถูกปล่อยลงในแม่น้ำ กระบวนการทำเริ่มจากมีประเด็น เราก็หาคนทำหนัง ทีนี้นนทวัฒน์เคยทำงานในลักษณะแบบนี้ คือโดยส่วนตัวเขามีความสนใจเรื่องสังคม และเป็นคนที่มีภาษาภาพยนตร์ค่อนข้างดี เราก็ชวนมาทำ จริงๆ นนทวัฒน์ไปคลิตี้เข้าใจว่าไปเพียง 2-3 ครั้ง ตามข้อจำกัดในทุกๆ ด้านของเขา ซึ่งเขาก็ใช้วิธีการศึกษาข้อมูลก่อน

ดังนั้น จากข้อจำกัดถึงสิ่งที่ปรากฏในหนัง มันจึงไม่ใช่การไปติดตามวิถีชีวิตหรือติดตามการเปลี่ยนแปลงในระยะเวลานาน แต่เขาก็ใช้วิธีย่อยโจทย์ออกมาว่า ประเด็นที่ต้องการจะเล่าคืออะไร อย่างสื่อมวลชนชอบพูดคลิตี้โดยโฟกัสไปที่บางประเด็น หนึ่ง ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสารพิษในน้ำ ซึ่งน้ำก็ยังคงไหลในชุมชน เป็นน้ำที่เขาต้องใช้อยู่ สอง กรณีที่ชนะการฟ้องและได้รับเงินชดเชย สาม คือประเด็นที่นนทวัฒน์มองเห็นคือว่า คนจำนวนหนึ่งจะคิดว่าเรื่องมันโอเคที่ชาวบ้านชนะคดีแล้ว ประเด็นนี้จบแล้ว แต่สิ่งที่นนทวัฒน์ไปเห็นคือใต้สายน้ำนี้ ซึ่งมีหลายจุดที่มันเขียวจากสารพิษ แม้ว่าโรงงานจะปิดไปแล้ว แต่สารพิษมันตกตะกอนอยู่ใต้น้ำ ชาวบ้านก็ต้องกินต้องใช้ คือแม้จะได้เงินชดเชยอะไรไปแล้ว ชาวบ้านก็ยังอยู่กับมัน เด็กก็ยังคงว่ายน้ำหาปลาในแม่น้ำนั้น ดังนั้น ธีมที่เขาคิดคือความเป็นจริงของผลร้ายที่ตกอยู่ในชุมชนและวิถีชีวิตคนมันยังไม่จบ มันจะมีคนที่จะได้รับผลตกทอดนั้นอยู่อีกยาวนาน ซึ่งคุณจะไม่มีวันรู้ เพราะสื่อไม่ได้สนใจแล้ว

ตัวหนังจึงเป็นการถ่ายชีวิตคนปัจจุบันแล้วย้อนไปให้เห็นบางช่วงของการต่อสู้ แต่บทสรุปสุดท้ายคือนี่คือสิ่งที่เขายังอยู่กับความเป็นจริง ฉะนั้นในการทำงานก็ไม่ต้องลงพื้นที่หลายครั้ง หรือติดตามนานมาก แต่ใช้วิธีจับธีมแล้วเล่าออกมาเป็นภาพใหญ่มาก

“วิธีการหนึ่งของหนังสารคดีที่จะใช้ในการขมวดประเด็นที่มีความซับซ้อน ก็คือการหา Subject มาเล่า อย่างสายน้ำติดเชื้อก็เล่าด้วยการลงไปถ่ายชาวบ้าน แต่ก็ต้องมีบุคคลเหมือนเป็นตัวแทนของชาวบ้านที่จะเล่าอะไรบางอย่างออกมา”

กรรณิการ์: มีข้อแนะนำไหมคะสำหรับองค์กรพัฒนาเอกชนที่จะไปชวนคนทำหนังที่มีความสนใจในการทำสารคดีให้มาสนใจเรื่องอะไรแบบนี้ หรือเขาควรจะบอกหรือเริ่มต้นอย่างไรไม่ให้คนทำหนังรู้สึกว่ามันหนักมันยากเกินจะเล่า พอมีประสบการณ์อะไรที่อยากแบ่งปันไหมคะ

ธิดา: ตอนที่ดูเรื่องนี้มีความรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีมากๆ ทีมที่ลงไปทำมีความเข้าใจประเด็น ติดตามมาอย่างยาวนาน การไล่เรียงเรื่องที่สลับซับซ้อน จากระดับผู้ป่วยไปจนถึงธุรกิจพลังงาน ถ้าเล่ามั่วปุ๊ป คนจะรับได้ไม่หมด แต่เรื่องนี้ขอชื่นชม เพราะมันทำให้รู้สึกได้ แต่ถ้าอยากจะหาวิธีเล่าใหม่ ก็อาจจะชวนคนทำหนังที่เขามีผลงานทางด้านนี้มาบ้าง แล้วเอาฟุตเทจให้เขาหาวิธีเล่า มันจะง่ายกับทั้งสองฝ่าย คือคนทำหนังไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ให้เขาทำหน้าในเชิงศิลปะ โดยที่เราเป็นคนดูประเด็น

มีหนังสารคดีหลายเรื่องที่ทำงานในแบบนี้ เช่น An Inconvenience Truth ตัว Subject คืออัล กอร์และคีย์โน้ตที่บรรยายปัญหาโลกร้อนในที่ต่างๆ แต่หากให้อัล กอร์และคีย์โน้ตมาทำหนังสารคดีอาจไม่มีใครดู เขาก็ชวนมือทำสารคดีที่ดีอย่าง Davis Guggenheim คนหนึ่งมาใช้ของที่เขามีและตัดถ่ายเพิ่มเติม สัมภาษณ์เพิ่ม และร้อยเรียงออกมาเป็นเรื่อง มันก็เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างคนทำงานสองด้านและได้หนังที่สื่อสารกับคนทั่วไปได้

กรรณิการ์: จากสิ่งที่คุณธิดาชมมากๆ ว่าหนังมันฉายให้เห็นใบหน้าผู้คน Human face ที่ได้รับผลกระทบ แล้วค่อยไล่ไปถึงระบบใหญ่ที่ผูกขาด ครอบงำการจัดการพลังงาน ตรงนี้มันมาจากไหน หรืออยากจะสื่อสารกับผู้คนมากกว่าผลกระทบ

สันติ: ผมทำงานเรื่องพลังงานไฟฟ้ามานาน เห็นว่ามันมีตัวละครหลักอยู่ไม่มาก มันจะขึ้นมาเป็นประเด็นทางสังคมได้ก็เมื่อมีชาวบ้านประท้วงปิดถนน ตีกับตำรวจ แล้วจริงๆ ก็มีกรณีเดียวเท่านั้น อย่างโรงไฟฟ้าหินกรูดบ่อนอกที่เคลื่อนไหวจากพื้นที่ขึ้นมาจนประเด็นมันยกระดับถึงเรื่องการบริหารพลังงานที่ฉ้อฉล แต่ว่าชาวบ้านที่ไม่เข้มแข็งขนาดนั้น ประเด็นจะขึ้นมาไม่ถึงเลย คราวนี้มันจะเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ

ผมก็เลยพยายามเชื่อมให้เห็นว่ามันเป็นเรื่องของเราทุกคน ด้วยการคำนวณข้อมูลออกมากว่าสนทนากับคำพูดที่หากเราไม่ใช้ถ่านหินจะทำให้ค่าไฟแพง ผมก็คำนวณออกมาจนพบว่าถ้าค่าไฟจะเพิ่มขึ้นแค่นี้ เราจะยอมจ่ายไหม นั่นคือสิ่งที่พยายามเชื่อมให้ถึงคนทุกคน

ธิดา: ตรงนี้เป็นจุดที่ดีมาก มีประโยชน์ และสื่อสารกับคนเมืองได้

กรรณิการ์: เมื่อสักครู่คุณธิดาบอกว่าถ้าเอ็นจีโอมีประเด็นอะไรก็ชวนสื่อหรือศิลปินมาช่วยถ่ายทอด แต่ถ้าสักวันหนึ่งถ้าเราอยากจะปั้นบรรดาองค์กรพัฒนาเอกชนให้ลุกขึ้นมาทำสื่อเอง คุณธิดามีข้อแนะนำอะไรไหม หรือต้องเริ่มต้นจากอะไรถึงจะทำให้ไม่ดูเชย

ธิดา: มันก็น่าจะยาก วิธีที่ดีที่สุดคือดูหนังสารคดีเยอะๆ เพราะคนทำหนังสารคดีจำนวนมากในโลกนี้ก็ไม่เริ่มต้นจากการเรียนภาพยนตร์ หรือมีทักษะด้านภาษาหนังหรูหราจากไหน คนที่ทำหนังสารคดีเชิงประเด็นจำนวนมากก็มาจากคนทำงานเชิงประเด็นนั่นแหละ เช่น ไมเคิล มัวร์ วิธีการของเขาแม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์มากอย่างการเอาตัวเองออกกล้องตลอดเวลาเหมือนโชว์ความเป็นดาราของตัวเอง หรือเลือกฝั่งแบบสุดๆ มันก็ถูกตั้งคำถามในเรื่องความเป็นกลาง หรือวิธีการของการทำสารคดี อย่างไรก็ตามสิ่งที่เขาทำโดยการใช้บุคลิกของเขาที่เป็นคนตัวอ้วนใหญ่โผงผาง แล้วทำหนังจากประเด็นที่ขึ้นมาจากตัวเอง คือบุกลุยและตามถ่าย แต่ในแง่หนึ่งมันก็ได้รับคำชมว่าทำให้หนังสารคดีซึ่งเดิมมันวางท่าทีของความเป็นวิชาการ หรือเป็นวิธีการแบบที่เรียกว่า “แมลงวันบนผนัง” คือ คนทำสารคดีห้ามแสดงตัวตน ต้องมีความเป็นกลาง ห้ามแทรกแซงเรื่อง แต่ไมเคิล มัวร์ ไม่เชื่อแบบนี้ เขารู้สึกว่าการทำให้ตัวเขาปรากฏในหนัง แล้วพูดให้คนดูได้ยินเสียง ด้วยการพูดแบบมีอารมณ์ขัน มันคือการกระแทกหมัดใส่คนโดยตรง แล้วคนก็จะสื่อสารกับเขา ซึ่งหนังมันก็ทำงานในเชิงนี้ หนังของไมเคิล มัวร์ก็เป็นสารคดีที่ได้รับความนิยมมาก จะมีคนเกลียดแต่คนก็สนใจหนังของเขาเยอะ

สำหรับตัวไมเคิล มัวร์ จุดเริ่มต้นก็ไม่ได้มีพื้นฐานทางภาพยนตร์ เขาเป็นนักข่าวสำนักพิมพ์ท้องถิ่น วันหนึ่งเขาเกิดคำถามว่าเมืองดีทรอยต์ที่เขาอยู่ ซึ่งเป็นฐานการผลิตโรงงานรถยนต์ จู่ๆ โรงงานเหล่านั้นก็ยุบไป เขาเห็นว่าละแวกบ้านของเขา จากเดิมที่ทุกคนทำงานในโรงงาน ต่อมาเศรษฐกิจล้ม เมืองแทบล่มสลาย ในฐานะของนักข่าวเขาจึงลุกขึ้นมาทำหนังที่พูดถึงเรื่องนี้

“นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของคนทำงานหนังสารคดีที่เริ่มต้นจากการเป็นคนทำงานทางสังคม และทำในวิธีการที่อยากให้สิ่งที่เขาพูดมันไปถึงเป้าหมาย ดังนั้น เขาไม่ได้สนใจขนบภาษาภาพยนตร์ด้วยซ้ำ”

กรรณิการ์: อย่างนั้นจริงๆ สารคดีที่จะเปลี่ยนโลกได้ มันก็ไม่ได้มีข้อจำกัดใช่หรือไม่ว่าต้องมีภาษาหลังที่ดี แต่ว่ามันต้องมีส่วนประกอบอะไรบ้าง หรือถ้ามีแล้วน่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้

ธิดา: สิ่งหนึ่งที่คนทำสารคดีจะต้องมีนอกจาก Subject ความเข้าใจประเด็นแข็งแรงแล้ว ต้องมีความเข้าใจคนดู เพราะว่าหนังสารคดีจำนวนมากมันไม่ทำงาน เนื่องจากมันทำงานอยู่บนเรื่องของตัวเอง และไม่นึกถึงว่าคนดูทั่วไปจะติดตามหรือซึมซับมันได้อย่างไร อย่างเรื่องนี้ในประเด็นที่คุณสันติบอก แสดงว่ามีพื้นฐานของคนทำหนังสารคดีที่ดี คือ มีความคิดถึงเหตุผลที่ประเด็นนี้มันไม่สื่อสารกับสังคมวงกว้าง เพราะคนในเมืองไม่รู้ว่าจะเชื่อมโยงเรื่องนี้อย่างไร เพราะมันห่างไกล แม้ว่าเราจะทราบว่าโรงไฟฟ้าสร้างผลกระทบแต่ก็นึกไม่ออกว่าถ้าไม่มีโรงไฟฟ้าแล้วจะเป็นอย่างไร หรือเราได้ยินข้อมูลว่าถ้าไม่มีโรงไฟฟ้าถ่านหิน ค่าไฟมันจะแพงขึ้น เราก็จะเชื่ออยู่อย่างนั้น เพราะเราไม่ได้มีความเชื่ยวชาญที่จะค้นหาด้วยตัวเองว่ามันจริงหรือไม่จริงอย่างไร แต่หนังเรื่องนี้ก็พยายามจะตอบคำถามตรงนี้ ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างของคนทำหนังสารคดีที่มองเห็นว่าหนังจะไปหาคนดูเมื่อคุณหาจุดเชื่อมพบ หนังสารคดีต้องทำตรงนี้ก่อน

บงกช ผู้ชมร่วมแสดงความเห็น:  ก่อนอื่นขอขอบคุณกับสิ่งที่ทำถือเป็นความกล้าหาญอย่างหนึ่งในแง่ของการเป็นเอ็นจีโอ ในแง่ประเด็นกับเนื้อหาที่นำเสนอออกมา สำหรับคนดูหนังทั่วไปอย่างดิฉัน ถือว่าสั่นสะเทือนได้ เพียงแต่ว่ามันอาจจะขาดกลวิธีในการนำเสนอเชิงภาพยนตร์ที่มันจะทำให้เกิดการเขย่าให้สั่นสะเทือนมากกว่านั้น ซึ่งจริงๆ มันเติมได้ แล้วเราอาจต้องยอมรับว่าสังคมไทย ชอบความเป็นดราม่า ก็อาจเอาตรงนี้มาเล่น หากไม่ถนัดในโครงการต่อไปอาจขอความร่วมมือกับผู้ที่เจนจัดสัดทัด ซึ่งดิฉันเชื่อว่ามันมีคนจำนวนมากที่อยากจะช่วยเหลือตรงนี้ เพียงแต่ต้องเชื่อมกันให้ได้เท่านั้น

สิ่งที่ชอบมากก็อาจจะเหมือนกับคุณกรรณิการ์ และคุณธิดาที่พูดไปแล้ว คือการนำเสนอปัญหามันสามารถบอกตั้งแต่จุดเริ่มต้นในระดับปักเจกที่ได้รับผลกระทบ คือชาวบ้านในพื้นที่ จนกระทั่งสิ่งที่เป็นวาระซ่อนเร้น Hidden Agenda ซึ่งคนส่วนใหญ่ในสังคมไม่ทราบ อย่างเรื่องของกลุ่มทุนสามานย์ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด แล้วก็ขมวดปมในลักษณะที่เป็นการตั้งคำถามกับคนในสังคมว่า คุณพร้อมที่จะเสียสละ ยอมจ่ายแพงขึ้นอีก .17 สตางค์ต่อหน่วยไหม เพื่อแลกกับชะตากรรมของคนในพื้นที่ที่เขาไม่ได้เป็นคนกำหนดเอง

สำหรับทุกคนดู เราอย่าเพียงแค่ดู เราต้องส่งสารกระจายต่อไปด้วย นี่คือความจริงที่ทุกคนควรต้องรับรู้ว่ามันมีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นในพื้นที่ มันเป็นความอยุติธรรม รวมถึงตอนนี้ก็มีการขับเคลื่อนต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ และเทพาสงขลา อยากให้ทุกคนจับตาและเท่าทันในข้อมูลที่ฝ่ายรัฐบิดเบือน เราต้องเป็นพลเมืองที่ไม่ยอมจำนน และสร้างสังคมที่สามารถเดินไปด้วยกันได้ ด้วยข้อมูลที่มันเป็นข้อเท็จจริงที่บริสุทธิ์

กรรณิการ์: คุณสันติตอนที่ทำหนังเรื่องนี้เสร็จ หวังอยากจะให้คนดูคิดอย่างที่คุณบงกชพูดไหม หรือหวังให้คนดู เมื่อดูเสร็จแล้วเขาทำอย่างไร?

สันติ:  ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองหวังอะไร (หัวเราะ) มันเป็นเรื่องยากนะ พอมาเชื่อมโยงถึงตัวเองแล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง ผมคาดหวังแค่ว่าเขาจะตั้งคำถามมากขึ้นกับสิ่งที่เราได้ยินทุกวัน อยากให้ประเด็นพวกนี้มันถูกจุดขึ้น อีกอย่างหนึ่งที่รู้สึกอยากทำให้เห็นปัญหา เพราะกฟผ.รวมทั้งบริษัทอื่นๆ มีโฆษณาเยอะมาก หลายเรื่องไม่ใช่ข้อเท็จจริง สำหรับชาวบ้านแม่เมาะผมเชื่อว่าอีกสิบปีปัญหาด้านสุขภาพก็ยังไม่จบ เมื่อเทียบกับโฆษณาหลายตัวๆ ผมจึงทำเรื่องนี้จากความคับแค้น ว่าจริงๆ มันไม่ใช่ ผู้คนจะต้องรู้ ปัญหามันยังอยู่

คลิ๊กชมโฆษณา "บทพิสูจน์" แม่เมาะ กฟผ." เผยแพร่ในช่วงปี 2011-2012 ทางสถานีโทรทัศน์ 3,5,7,9 และ 11  https://www.youtube.com/watch?v=i76LP1XVtMc

กรรณิการ์: แล้วคุณธิดา ตอนดูจบในฐานะคนกรุงเทพ ในฐานะแม่ของลูกด้วย รู้สึกว่าเราต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างหรือเปล่า?

ธิดา: ตอนดูพอดูเสร็จมันมี message บางอย่างที่เรารับรู้จากการติดตามข่าว และมี message อีกบางอย่างที่เราอาจจะไม่เคยรู้ พอมาเห็นจากในหนังก็รู้สึกตระหนกพอสมควรว่ามันไม่ใช่อย่างที่เราคิด หรือไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องให้เป็นอย่างนั้น หรือต้องเลือกทางนี้เพราะมันคือทางที่ดีที่สุด อย่างหนึ่งที่รู้สึกกับตัวเองคือ เรามีความรู้น้อย เช่น ถ้าต่อต้านไม่ใช้ถ่านหินถามว่าเราจะใช้อะไรหล่ะ มันคือคำถามที่คนกรุงแบบเรามี เมื่ออับจนปัญญางั้นก็ช่างมันเถอะ คือเรารู้สึกว่าคนมักจะหยุดตัวเองไว้กับสิ่งที่ไม่รู้ แต่พอหนังมันตั้งคำถามหลายอย่าง มันก็ทำให้รู้สึกว่าแน่นอน มันมีสิ่งที่ต้องหาความรู้เพิ่ม มันไม่ได้หยุดเพียงแค่เรารู้ว่าใครคือผู้ได้รับผลกระทบ การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมีผลร้ายแบบนี้ แล้วเราก็รู้สึกไม่มีทางเลือกงั้นก็ช่างมันเถอะ คิดว่ามันต้องก้าวพ้นจากจุดนั้น

“ตอนที่ดูเรื่องนี้ ลูกก็มานั่งดูด้วย เพราะเขาเห็นฉากที่มีเด็ก เขาก็สงสัยว่าเด็กเป็นอะไร ก็บอกเขาคร่าวๆ เท่าที่เด็กเจ็ดขวบจะเข้าใจ พอลูกรู้เขาก็ตกใจพอสมควร แล้วถามว่าเด็กคนนี้อยู่ที่ไหน แม่เมาะคืออะไร พอตอนดูหนังเสร็จ เขาก็นั่งทำงานอะไรของเขาไป พอถามว่าไม่เปิดพัดลมหร๋อ เขาก็ตอบว่าไม่ต้องเปิดก็ได้แม่ ใช้ไฟน้อยๆ หน่อย เราก็รู้สึกว่ามันมีผล (หัวเราะ)”

คือสิ่งที่สำคัญอย่างที่คุณบงกชบอกคือมันเป็นสารที่เราต้องส่งออกไป ตอนเราดูเราตั้งต้นดูเพื่อจะต้องมาพูดถึงความเป็นหนังของมัน อันหนึ่งที่มีในความรู้สึกที่มันมีในหนังเรื่องนี้คือมันมีความเป็นสากลมาก คือมีหนังสารคดีในระดับโลกที่พูดประเด็นแบบนี้ แล้วก็ไม่มีความรุนแรงมากน้อยไปกว่านี้เลย เรื่องแบบนี้มันสามารถที่จะสื่อสารออกไปให้พ้นมากไปกว่าที่จบแค่งานวันนี้ มันเป็นจุดเริ่มต้นที่จะมีโอกาสเผยแพร่ออกไปและมันน่าจะทำงานในฐานะหนังสารคดีที่จุดประกายคนในวงกว้าง

มีหนังหลายเรื่องที่เป็นแบบนี้ที่มันพ้นไปจากเรื่องที่พ้นพื้นที่ประเทศไทยได้ด้วย ไปฉายในเทศกาลแล้วสร้างประเด็นสนทนาให้มันจริงจังขึ้นมา แล้วที่สุดมันนำมาสู่การขับเคลื่อนในเรื่องนโยบายได้ด้วย ซึ่งสำหรับตัวเองถ้าไปถึงตรงนั้นมันจะดีมาก

กรรณิการ์: สำหรับตัวเองที่ยังไม่ได้แต่งงานหรือมีลูก แต่เป็นนักรณรงค์ พอดูหนังเรื่องนี้คิดหลายเรื่อง เรื่องแรกคือ อยากจะชวนผู้คนให้มาคิดถึงเรื่องความสุขสบายที่เราได้รับทุกวันนี้มันต้องแลกอะไรกับใครบ้างหรือไม่ เพราะบางทีเราไม่รู้ ไม่ใช่เป็นคนไม่ดี คือคนจำนวนมากไม่รู้หรอกว่าตัวเองการใช้ไฟฟ้าอย่างฟุ่มเฟือยมันต้องไปทำร้ายใครบ้าง

เส้นหนังมันอาจจะไม่ได้แข็งแรงมากเท่าไหร่ แต่ว่าหนังเรื่องนี้มันมีจุดอธิบายเยอะมาก ส่วนตัวชอบหนังสารคดี The Story of Stuff ของแอนนี เลนนาร์ดมาก คือสารคดีของเขา 1 ชิ้นที่เป็นการอธิบายเรื่องราวต่างๆ ตอนที่จะเอาเรื่องนี้มาแปลเป็นภาษาไทย ก็พบว่าเขามีตัวบท พร้อมกับเชิงอรรถยาว 40-50 หน้า คือถ้าสมมุติอยากจะอ่านเรื่องนี้ก็สามารถอ่านจากเชิงอรรถเหล่านั้นเพื่อทำความเข้าใจเรื่องราวได้เลย สารคดีเรื่องนี้ก็ควรจะถูกทำแบบนั้น เพราะในแต่ละคำอธิบายของมันเรื่องราว มีข้อมูลจากการทำงานอย่างยาวนาน ไม่ใช่ดราม่ามโนขึ้นมา มันสามารถทำเป็นหนังสือ หรือทำเป็นไฮเปอร์ลิงก์ในคำอธิบายของ YouTube คุณจะเจอข้อมูลต่าง กราฟ กราฟิก เพื่อจะรู้เรื่องราวพวกนี้มากขึ้น เข้าใจโลกนี้มากขึ้น หรือในอีกมุมหนึ่งเรื่องนี้ควรจะชวนพวกเทพาหรือกระบี่และอีกหลายพื้นที่ให้มาดู เหมือนอย่างที่คนในหนังสารคดีบอกว่า อีไอเอ หรือทุกอย่างมันก็มี ถึงแม้จะมีแบบแย่ๆ แต่จริงๆ มันไม่ได้ทำเลย แล้วจะบอกให้คนอื่นมั่นใจได้อย่างไร แล้วก็บอกว่าให้เสียสละไม่อย่างนั้นค่าไฟของคนทั้งประเทศจะแพง ซึ่งมันก็ไม่ได้ตอบ เพราะในทั่วโลกพลังงานจากถ่านหินมันตกยุคไปแล้ว ทุกคนพยายามจะค้นหาพลังงานใหม่ที่มันไม่ทำร้ายผู้คน เรื่องนี้มันบอกอะไรหลายอย่างมาก และทำให้คิดได้มากขึ้นสุดท้ายในฐานะของคนทำหนัง คุณสันติอยากจะบอกอะไรกับผู้ชมที่นี่ และคนที่จะได้ชมนับหลังจากนี้

สันติ: โจทย์มันยากที่จะอธิบาย หรืออธิบายไม่ได้ พอถามว่าเชื่อมโยงกับตัวเองแล้วเราทำอะไรได้บ้าง จริงๆ สิ่งที่ทำมันได้น้อยมาก ช่วยประหยัดไฟกันทั้งหมด มันก็ไม่ถึง 0.001% เพราะประชาชนทั่วประเทศใช้ไฟฟ้าไม่ถึงร้อยละ 20 แต่ว่าภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมนั้นใช้เยอะ คนจะแก้ปัญหาจะต้องอยู่ตรงนั้น ก็อยากให้คนเริ่มคุยกันในเรื่องพวกนี้ แล้วก็อยากให้มีตัวละครเพิ่มอย่างเช่นคนเมืองทั้งหลาย คือมันไม่ใช่ปัญหาถ้าเราจะเดินไปสยามพารากอน มันก็ไม่ใช่ความผิดของเรา แต่มันเป็นปัญหาที่นโยบาย ทำอย่างไรที่อีก 5 ปี 10 ปี ประชาชนกรุงเทพตระหนักเรื่องนี้ แล้วบอกกับกทม.ว่ามันต้องมีนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ จะปล่อยไปอย่างนี้ไม่ได้ นี่คือสิ่งที่อยากจะให้มันเดินไปอย่างนี้ในระยะไกล

กรรณิการ์: แล้วคุณธิดา ในแง่ความเป็นสารคดีสิ่งแวดล้อม กับประเด็นปัญหาที่มีอยู่ในสังคมไทย อยากเห็นอะไร ถ้าจะบอกถึงคนทำสารคดี คนทำภาพยนตร์ รวมถึงกลุ่มที่ทำข้อมูลไว้แบบนี้ด้วย

ธิดา: ในแง่คนทำอาจจะเกี่ยวข้องกับคำถามช่วงแรก ทุกวันนี้มีคนสนใจทำประเด็นที่เกี่ยวกับปัญหาสังคมมากน้อยแค่ไหน คือมันมีเพิ่มขึ้นแต่จริงๆ ก็เป็นการเพิ่มในสัดส่วนที่น้อยมาก ยังไม่ต้องพูดถึงหนังในกระแสที่ฉายกันทั่วไป ประเด็นทางสังคมก็จะเบาบางอย่างสุดๆ ขณะที่ในระดับโลกมีคนทำสารคดีที่ลุกมาทำหนังเชิงประเด็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เหตุผลหนึ่งที่มีคนวิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจคือ เพราะการเจริญเติบโตของสื่ออินเทอร์เน็ต สื่อดิจิทัล โซเซียลมีเดีย มันทำให้รู้สึกว่าสามารถเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในปริมณฑลต่างๆ ในโลก มันไม่มีซอกหลืบเร้นลับที่เราไม่อยากรู้ คือเรามีความรอบรู้ เท่าทันชีวิตคนอื่นๆ มากขึ้น และการพัฒนาของสื่อการทำหนังมันเข้าไปอยู่ในมือของทุกคน

เมื่อการเข้าถึงสื่อ และความอยากรู้มันเพิ่มขึ้น มันก็เป็นแรงกระตุ้นให้วงการสารคดีมันเติบโต เพราะคนทุกคนมีความรู้สึกว่าเรื่องที่น่าเล่ามีอยู่เต็มไปหมด และประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เป็นเรื่องซ่อนเร้น รัฐบาลทำอะไรเป็นเรื่องที่ถูกพูดขึ้นมาในสื่อสาธารณะอย่างเปิดเผยมากขึ้น ทำให้หนังสารคดีในเชิงประเด็นมันเจริญเติบโตขึ้น ในเชิงของอาชีพ การเผยแพร่ก็กว้างขึ้นเรื่อยๆ

“บ้านเรามีเรื่องให้เล่าเยอะมากมายมหาศาล แต่น่าเสียดายที่ยังอยู่ในระดับเริ่มต้น ยังมีคนทำหนังที่สนใจสิ่งเหล่านี้ หรือคนทำงานเชิงสังคมเองที่เห็นความสำคัญของภาพยนตร์ และใช้เป็นสื่อในการถ่ายทอดประเด็นยังอยู่ในจุดเริ่ม คือจริงๆ อยากจะเห็นหนังสารคดีที่เล่าเรื่องแบบนี้ และเล่าอย่างจะแจ้ง และเล่าแบบกระแทกคน คือถ้าจะมีอิทธิพลถึงขั้นสูงสุด มันต้องขั้นที่พอทำออกไปแล้วคนทำโดนฟ้อง (หัวเราะ) อย่างหนังสารคดีเมืองนอกจุดหนึ่งจะไปถึงตรงนั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะเจอหรอก แต่มันเป็นการบอกโดยนัยว่าหนังมันมีอิทธิพลจนคนที่ถูกพาดพิงกลัว เช่น กรณีที่อื้อฉาวมากเรื่อง Crude สารคดีของชาวอเมริกันที่ไปทำเรื่องชาวบ้านเอกวาดอร์รวมตัวกันฟ้องเชฟรอนที่ปล่อยน้ำมันลง ก็เป็นคดีความยาวนาน หนังก็ตามถ่าย และถึงขั้นทำให้เชฟรอนอยู่ไม่สุข ต้องฟ้องฐานศาลขอยึดฟุตเทจ และต่อสู้ยืดเยื้อยาวนาน คนทำสารคดีก็เดือดร้อน แต่แกไม่สนใจก็ทำเรื่องอื่นต่อไปอย่างสบายใจ

คือมันเป็นการบอกว่าในสังคมแบบนั้นสื่อภาพยนตร์มันมีอิทธิพล มันมีพลัง ถ้าหากฉันปล่อยให้เธอทำหนังออกไป ฉันต้องเดือดร้อน เราอยากให้หนังสารคดีมันไปถึงจุดที่มันสั่นสะเทือนได้แบบนั้น

กรรณิการ์ กล่าวปิดท้ายวงเสวนาว่า หลังการชมสารคดีเรื่องศิวิไลซ์ไม่สะอาด วงเล็กๆ ในวันนี้ ที่ผู้จัดก็ไม่ได้หวังอะไรมากมาย อยากจะให้เรามองโลก มองสังคมไทยไม่เหมือนเดิม การที่จะมีใครสักคนจะมาบอกเราน่าจะได้ตั้งคำถามกับเขาบ้าง และมองแต่ละประเด็นที่ความซับซ้อนของมันมากขึ้น และอยากจะเป็นกำลังใจให้กับทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนทำงานข้อมูล หรือคนที่ทำงานศิลปะที่มีเรื่องที่อยากจะเล่า ถ้ามาทำงานด้วยกันได้ หรือว่าต่างคนต่างทำแล้ววิพากษ์วิจารณ์กันเพื่อให้เกิดการพัฒนาให้เรื่องราวแบบนี้ดีขึ้น เพราะว่ามันมีอีกหลายเรื่องบนโลกใบนี้ ในสังคมไทยที่ต้องการการเล่าและบอกกล่าวออกมา.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
ดูวิธีแบบจีนสไตล์ อยู่และจัดการปัญหาหมอกควัน
 เข้าชม: 24,642 ครั้ง  |   วันที่ : 11 มีนาคม 2559 - 11:15 น.
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 17,761 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.