• 16 มิถุนายน 2562 - 15:04 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

โครงการพัฒนาขนาดใหญ่รุกพื้นที่ชนกลุ่มน้อยในพม่า สร้างผลกระทบอื้อ

 วันที่ 29 กรกฎาคม 2558 - 14:35 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 2,767 ครั้ง พิมพ์

 

เมื่อวันที่ 24-26 กรกฎาคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จัดการประชุมนานาชาติในหัวข้อเรื่อง พม่าในยุคเปลี่ยนผ่าน: ความเชื่อมโยง ความเปลี่ยนแปลง และความท้าทาย" (Burma/Myanmar in Transition: Connectivity, Changes and Challenges)  ที่สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(Uniserv)

ในวงเสวนากลุ่มที่ 49  มีการเสวนาในหัวข้อเรื่อง “ การยึดครองที่ดิน การเข้าไปเอาทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาในพื้นที่ของชนกลุ่มน้อยประเทศพม่า (Land Grabs, Resource Extraction, and Development in Burma’s Ethnic Lands) โดยมีการเชิญชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็น

เวย์ เลย์(Way Lay) กลุ่ม Karen Human Right Group กล่าวว่า จากการเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงปี 2011-2012 ปัญหาเรื่องการสูญสียที่ดินทำกินของชาวบ้านส่วนใหญ่ในโซนตะวันออกของประเทศพม่ามาจากการยึดที่ดินของรัฐเพื่อทำโครงการพัฒนา 5 ประเภท หนึ่ง เขื่อน (Hydropower dam projects) สอง โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure development)  สาม สัมปทานป่าไม้ (Logging) สี่ การทำเหมือง  (Mining) ได้แก่เหมืองทอง เหมืองแร่หิน และเหมืองถ่านหิน  ห้า การเกษตรพาณิชย์(ปลูกต้นยางพารา) Agricultural commercial plantation (rubber)

“จากแผนที่จะเห็นว่าโครงการจะอยู่ในพื้นที่ชุมชน ในช่วงปี 2011-2012 การถูกยึดที่ดินเป็นปัญหาใหญ่มาก แต่โครงการต่างๆก็ไม่ได้ถูกยกเลิก ยังคงดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัญหาชาวบ้านถูกยึดที่ดินก็มีจำนวนมากขึ้นตาม”

จากการลงพื้นที่ในช่วงเดือนธันวาคม 2012 – มกราคม 2015 เราจำแนกสาเหตุการสูญเสียที่ดินจากโครงการพัฒนาไว้ 4 ประเภท หนึ่ง โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure projects) สอง การเข้าไปเอาทรัพยากรธรรมชาติ (Natural resource extraction) เช่น การทำเหมือง การทำไม้  สาม เกษตรกรรมเชิงพาณิชย์ (Agriculture projects) สี่ การสงครามเช่นการเข้าไปยึดที่ดินชาวบ้านเพื่อสร้างแคมป์ทหารและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ (Militarization (Eg, for camp construction)

จากภาพจะเห็นเส้นทางการสร้างถนนในเขตรัฐกะเหรี่ยง

เป็นภาพเหมืองในเขตรัฐกะเหรี่ยง

แผนที่การปลูกต้นยาง

พื้นที่ในเขตรัฐกะเหรี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนฮัตจี

เวย์ เลย์(Way Lay) นำเสนอภาพตัวอย่างพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบดังนี้

ซ้าย การก่อสร้างถนนในตำบลดูพละยา(Dooplaya)ทางตอนใต้ของรัฐกะเหรี่ยง

ขวา น้ำจากเขื่อนเข้าท่วมเขตชุมชน Shwegyin  ตำบล Nyaunglebin  ภาคตะวันออกของแคว้นบาโก (Bago)

ซ้าย การก่อสร้างสะพานในเขตชุมชนกอเกอะแระ(Kawkareik) ตำบลดูพละยา(Dooplaya)ตอนใต้ของรัฐกะเหรี่ยง        

ขวา การสร้างถนนในเขตชุมชน Kyonedoe ตำบลดูพละยา(Dooplaya)ตอนใต้ของรัฐกะเหรี่ยง   

ซ้าย เหมืองทองในเขตชุมชน Dwe Lo  ตำบล Hpapun ทางตอนเหนือของรัฐกะเหรี่ยง

ขวา กระบวนการดึงแร่ออกจากดินในเขตชุมชน  K’Ser Doh  ตำบล Mergui-Tavoy แคว้น Tanintharyi

ซ้าย  การทำเหมืองหินในเขตชุมชน Dwe Lo  ตำบล Hpapun ทางตอนเหนือของรัฐกะเหรี่ยง

ขวา การทำไม้ในตำบล Nyaunglebin ทางตะวันออกแคว้นบาโก (Bago)

ซ้าย สวนยางพารา ในเขตตำบล Hpa-an ทางตอนกลางของรัฐกะเหรี่ยง

ขวา การปลูกไม้สักในเขตชุมชนดอนยิน (Don Yin Township) ตำบล Hpa-an ทางตอนกลางของรัฐกะเหรี่ยง

ซ้าย กองทัพพม่าปักหลักเขตยึดที่ดินในเขตชุมชน Thandaunggyi  ตำบล TouTatmadawngoo ทางตอนเหนือของรัฐกะเหรี่ยง

ขวา ฐานทัพกองกำลังพิทักษ์ชายแดนของพม่า(BGF Battalion) ตั้งอยู่ในเขตชุมชนบูโธ (Bu Tho)ตำบล Hpapun ทางตอนเหนือของรัฐกะเหรี่ยง

ซ้าย-ขวา ฟาร์มที่ถูกยึดโดยกองทัพพม่าในเขตชุมชนบูโธ (Bu Tho)ตำบล Hpapun ทางตอนเหนือของรัฐกะเหรี่ยง

เวย์ เลย์ กล่าวอีกว่า ปัญหาตอนนี้คือ การเข้ามายึดพื้นที่เพื่อทำโครงการพัฒนาด้านต่างๆ ประชาชนในพื้นที่ไม่มีส่วนร่วม ไม่มีการเข้ามาพูดคุยขอความเห็น และข้อเสนอของพวกเขาถูกเพิกเฉย นอกจากนี้ ยังไม่มีการจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ หรือแม้ว่าจะมีการจ่ายให้ ก็ไม่เพียงพอกับสิ่งที่สูญเสียไป หรือบางครั้งมีการสัญญาว่าจะจ่ายค่าชดเชยแต่สุดท้ายก็ไม่ได้

“การสูญเสียที่ดิน เป็นปัญหาใหญ่มาก ก่อให้เกิดผลกระทบมากมาย ที่ลิสต์ไว้ได้แก่ หนึ่ง ประเด็นการดำรงชีวิต คนสูญเสียที่ดิน เสียบ้าน มันเหมือนกับการตกงานที่ไม่มีรายได้เข้ามา สอง สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย สาม คนไม่มีที่อยู่ และสี่ปัญหาสุขภาพ เมื่อมีการทำเหมืองต้องมีการใช้สารเคมี แล้วเป็นมลพิษทางอากาศส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและผิวหนังของชาวบ้าน”

ตอนนี้ชาวบ้านพยายามวางยุทธศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาการถูกยึดที่ดิน เช่น หนึ่ง การเข้าหาองค์กรภาคประชาสังคมหรือสื่อ เพื่อหาทางนำเสนอเรื่องราวออกไป สอง การเข้าไปต่อรองกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการ เช่น บริษัทที่ได้รับการสัมปทานเพื่อเจรจาต่อรองเพื่อขอให้หยุดโครงการ สาม ล๊อบบี้รัฐบาลทหารพม่าและเจ้าหน้าที่ EAV: Ethnic Armed Groups สี่ ผู้คนส่วนใหญ่ในรัฐกะเหรี่ยงไม่มีโฉนดที่ดิน ดังนั้นเราจึงมีแผนทำการลงทะเบียนที่ดินทำกิน

“ข้อเสนอเราตอนนี้ คือ หนึ่ง ต้องการให้รัฐบาลพม่ารวมถึงผู้เกี่ยวข้องยับยั้งโครงการพัฒนาต่างๆ ในเขตรัฐกะเหรี่ยง และเปิดให้คนเข้าไปมีส่วนร่วมโดยการแสดงความคิดเห็น สอง เรียกร้องให้รัฐบาลหรือผู้เกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาต่างๆ เคารพในสิทธิที่ดิน ขนบธรรมเนียมประเพณีของคนในภาคตะวันออกของพม่า สี่ สนับสนุนแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ชุมชนได้นำเสนอไป ทุกๆโครงการต้องถามความเห็นของคนในพื้นที่ สุดท้าย ลดกองกำลังทหารพม่า เพราะมีทหารในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยงมากไปทำให้เกิดความขัดแย้ง”

 

คุนอู (Khun Oo) กลุ่มเยาวชนปะโอ  (Pa-Oh Youth Organization (PYO) กล่าวว่า โครงการหมืองถ่านหิน Tigyit (Tigyit coal mining) ซึ่งอยู่พื้นที่รัฐฉาน พม่านั้นผลิตถ่านหิน 2,000 ตันต่อวัน หมู่บ้านตองโปลา(Taung Po La) และ ไลคาร์( (Lai khar) ถูกบังคับให้ย้ายออกจากพื้นที่ และที่ดินจำนวนจำนวน 500 เอเคอร์ (ประมาณ 1250 ไร่) กลายเป็นพื้นที่ของเหมือง

มีคนอาศัยอยู่พื้นที่รอบเหมืองจำนวน 12,000 คน ซึ่งอยู่ห่างจากเหมืองเพียงแค่ 5 ไมล์

เหมืองปล่อยมลพิษทางอากาศทำให้บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยควันพิษ รถขนแร่จากเหมืองก็ทำให้เกิดฝุ่นอยู่ทุกวัน

บริษัทฉานโยมานาการ์ (Shan Yo Ma Nakar) ได้ทำลายศาสนาสถานของชุมชนในพื้นที่เหมืองด้วย ชาวบ้านพยายามเก็บเศษซากที่ถูกทำลายรอบรวมขึ้นมาใหม่ในบริเวณเดิม

“พื้นที่ใต้เหมืองส่งผลกระทบต่อไร่ชาและนาข้าวของชาวบ้าน คุณภาพดินถูกทำลายโดยกองเถ้าถ่านที่ถูกทิ้งในไร่นาของชุมชน”

“ซากถ่านหินอยู่สูงกว่าพื้นที่หมู่บ้านตองโปลา(Taung Po La) ส่งผลกระทบต่อสุขภาพชาวบ้าน ตอนนี้ชาวบ้านร้อยละ 50ของจำนวนประชากรที่อยู่ใกล้เหมืองมีผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง”

นอกจากนี้ซากถ่านหินยังปิดกั้นทางน้ำที่ชาวบ้านใช้ในไร่นา และในฤดูฝน น้ำจะท่วมซากเหล่านั้นทำให้แหล่งน้ำปนเปื้อนมลพิษโดยเฉพาะคลอง TIGYIT ซึ่งเป็นสายน้ำที่ไหลลงคลองบาลู (Balu) และไหลลงไปยังทะเลสาปอินเล

“เมื่อน้ำถูกดึงไปใช้ในเหมือง แอ่งน้ำในหมู่บ้านจะแห้ง ไม่สามารถใช้น้ำได้ ตอนนี้พื้นที่เหมืองขยายออกมาเรื่อยๆ”

คุนอู กล่าวอีกว่า หลังจากย้ายชาวบ้านในเขตพื้นที่เหมืองไปไว้รอบๆ เพียงแค่สองสัปดาห์ เด็กอายุสิบขวบก็ตาย สาเหตุมาจากความดันเลือด สมอง และท้อง ซึ่งเขาไปโรงเรียนตอนเช้ากลับมาตอนเย็นเขาก็ตาย และในรูปด้านล่างจะเห็นว่าเด็กที่เพิ่งเกิดมาไม่นาน มีสภาพผิดปกติ นี่คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

สถานการณ์ตอนนี้ หลังจากเกิดปัญหา โครงการได้ถูกระงับชั่วคราว แต่อย่างไรก็ตามหลังการเลือกตั้งในปี 2015รัฐบาลวางแผนที่จะทำเหมืองในพื้นที่แห่งนี้เป็นเวลาเก้าปี

“ข้อเสนอเรา คือ ยุติโครงการ จ่ายค่าชดเชยชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ เปลี่ยนนโยบายและโครงสร้างรัฐธรรมนูญ และให้มีการปฏิบัติตาม เราต้องการความสงบสุข และมีการพัฒนาโดยตัวชุมชนเอง”

 

นาง ลา(Nang La) เครือข่ายชาวนาในรัฐฉาน (Shan State Farmers’ Network (SSFN)) กล่าวว่า  ชาวบ้านในเขตพื้นที่เมืองเลนก็ได้รับผลกระทบจากเหมืองทองเช่นกัน

พื้นที่ขุดเหมืองกินพื้นที่ในวงกว้าง อยู่ในเขตลุ่มน้ำคำ ใกล้กับแม่น้ำโขง โครงการเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2007 บริษัทที่ได้รับสัมปทานใหญ่ๆ มีจำนวน 3 กลุ่ม หนึ่งในนั้น คือ  บริษัทแม่คำหลวง

การทำเหมืองต้องใช้น้ำจากแม่น้ำที่เป็นสายหลักของชุมชน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมาหลายอย่าง เช่น น้ำไม่เพียงพอทำเกษตรเมื่อเหมืองดึงน้ำไปใช้ และเมื่อมีการปล่อยน้ำจากเหมือง น้ำก็ปนเปื้อนไปด้วยสารพิษ ไร่นา สวนผลไม้ป่าไม้ ราว 750 ไร่ (300 เอเคอร์) และปลาในแม่น้ำถูกทำลาย

 “ดูจากรูป จะเห็นว่าน้ำปนเปื้อนสารพิษ ทำให้สัตว์เลี้ยงวัวควายตาย ในแม่น้ำคำซึ่งเต็มไปด้วยกุ้ง ปลา ตายเต็มแม่น้ำเมื่อมีการปล่อยน้ำจากเหมือง เมื่อตรวจเลือดเด็กก็พบว่ามีสารพิษใอยู่ในร่างกาย เด็กบางคนตายในท้องก่อนเกิด”

ในช่วงก่อนปี 2007 คนในหมู่บ้านของเรา (Na Hai Long village) ไม่มีการอพยพออกไปเป็นแรงงานข้ามชาติ แต่พอเริ่มโครงการทำเหมือง มีการยึดที่ดินและย้ายคนออก คนสูญเสียที่ดินทำกิน จำนวนวัยรุ่น 3 ใน 4 ของหมู่บ้านอพยพไปเป็นแรงงานข้ามชาติหางานทำในประเทศไทยและลาว

หลังจากเกิดผลกระทบต่างๆ พวกเราได้รวมตัวกับชาวบ้านหมู่บ้านอื่นที่ได้รับผลกระทบ พยายามเขียนจดหมายร้องทุกข์ ไปยังกระทรวงเหมืองแร่ของรัฐบาลฉานและบริษัทที่ได้รับสัมปทาน ไปเจอกับรัฐมนตรีประจำกระทรวงและบริษัท บอกให้เห็นถึงผลกระทบต่างๆที่เกิดขึ้น โดยมีข้อเรียกร้องหลัก 3 ข้อ หนึ่ง หยุดการทำเหมือง สอง ฟื้นฟูที่ดินและแม่น้ำ สาม จ่ายค่าชดเชยอย่างเหมาะสมให้กับคนที่ได้รับผลกระทบ

ในช่วงเดือนสิงหาคมปี 2014 หลังจากประชุมร่วมกับ Sai Ai Pao รัฐมนตรีกระทรวงเหมืองแร่ของรัฐฉาน  ข้อเรียกร้องก็ได้รับการตอบสนอง โดยรัฐมนตรีกระทรวงเหมืองแร่สั่งระงับการทำเหมืองตามข้อเรียกร้องของชาวบ้าน

“แต่มีเพียงบางบริษัทเท่านั้นที่หยุดทำเหมือง บางแห่งยังคงดำเนินการขุดต่อไป มีการซ่อมแซมถนนให้ชาวบ้าน แต่สุดท้ายก็พัง ชาวบ้านไม่สามารถใช้ได้ ขุดลอกแม่น้ำหลายครั้งแต่เมื่อขุดเสร็จก็กั้นแม่น้ำทันที”

ในปี 2014 เดือนพฤศจิกายน บริษัททำการจ่ายค่าชดเชยหนึ่งปี ให้กับพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายประมาณ 160 เอเคอร์ ซึ่งเป็นพื้นที่เสียหายเพียงครึ่งเดียว

อย่างไรก็ตาม เหมืองก็กลับมาดำเนินการต่อ ในเดือนพฤษภาคมปีนี้(2015) รัฐมนตรีกระทรวงเหมืองแร่ของรัฐฉาน  ได้เข้ามาในพื้นที่ ชาวบ้านได้ถามเขาว่าทำไมการทำเหมืองยังไม่ยุติ เขาตอบว่า “เขาไม่มีอำนาจและสิทธิหยุดการทำเหมืองได้ เพราะรัฐบาลที่เนปิดอว์เป็นคนให้ใบประทานบัตรแก่บริษัท”  นอกจากนี้ยังตำหนิชาวบ้านด้วยว่า ที่ไม่ยอมเพาะปลูกในพื้นที่ เพราะจะเรียกร้องค่าชดเชย

“ตอนนี้สถานการณ์ในพื้นที่ยังไม่ชัดเจน นี่คือภาพในหมู่บ้านของฉัน(ดูรูป) แม่น้ำคำแห้ง และสามารถท่วมได้ทุกเวลา”

นางลา กล่าวสรุปว่า รัฐบาลของรัฐฉานไม่มีอำนาจที่จะหยุดโครงการเหล่านี้ ไม่สามารถปกป้องคุ้มครองชุมชนจากผลกระทบที่เกิดขึ้นได้

“ขอเสนอว่า อำนาจการตัดสินใจในการจัดการกับทรัพยากรควรเป็นของประชาชนในพื้นที่นี้ ถูกควบคุมและจัดการของรัฐบาลฉาน ซึ่งเป็นรัฐบาลท้องถิ่น เราควรมีโครงสร้างระบบที่มั่นคง มากไปกว่าการแก้ไขโดยการการเขียนกฎหมายไว้ในรัฐธรรมนูญหรือการปฏิรูป เพื่อปกป้องวิถีชีวิตความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อม และชีวิตของคนท้องถิ่น”.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
ดูวิธีแบบจีนสไตล์ อยู่และจัดการปัญหาหมอกควัน
 เข้าชม: 24,263 ครั้ง  |   วันที่ : 11 มีนาคม 2559 - 11:15 น.
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 17,719 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.