• 19 สิงหาคม 2562 - 05:25 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

การเมืองเรื่องแร่...มติเพื่อเหมือง?

 วันที่ 26 สิงหาคม 2558 - 13:06 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 4,091 ครั้ง พิมพ์

 

รายงานชุด เพื่อทบทวนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ จากมติคณะรัฐมนตรีในช่วงระหว่างปี 2500 – ปัจจุบัน : ประเด็นทรัพยากรแร่ โดย แม้นวาด กุญชร ณ อยุธยา



28 ตุลาคม 2512-16 มิถุนายน 2558 คณะรัฐมนตรีมีมิติเกี่ยวกับเหมืองแร่ประมาณ 811 มติ มีมติเฉพาะเรื่องการอนุมัติให้มีการเปิดป่า เพิกถอนพื้นที่อุทยาน ผ่อนผันให้ใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1, 2 เพื่อสำรวจและทำเหมืองแร่ มีการเสนอให้คณะรัฐมนตรีมีมติ 87 ครั้ง แบ่งออกเป็น การขอเพิกถอนพื้นที่แหล่งแร่ออกจากเขตอุทยานแห่งชาติ 2 แปลง การเพิกถอนพื้นที่แหล่งแร่ออกจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 1 แปลง การขอเข้าทำประโยชน์ในเขตป่า 19 แปลง การขอต่ออายุหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตป่า 26 แปลง และขอผ่อนผันใช้พื้นที่ลุ่มน้ำ 51 พื้นที่

            และมีมติไม่ถึงร้อยละ 3 ที่เป็นเรื่องของประชาชน ส่วนที่เหลือแทบจะทั้งหมด คือข้อตกลงทางธุรกิจที่รัฐ นักการเมือง กับทุนร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์

เกริ่นนำ

"ให้แจ้งกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ทราบเพื่อถือปฏิบัติต่อไป ดังนี้ 1. ให้เลิกจ้างชนชาติศัตรูโดยไม่ให้บำเหน็จบำนาญ 2. ให้สั่งหยุดจ่ายบำเหน็จบำนาญชนชาติศัตรูตั้งแต่วันประกาศสงคราม 3. ให้สั่งเลิกสัมปทานป่าไม้ เหมืองแร่ ฯลฯ ของชนชาติศัตรู ตั้งแต่วันประกาศสงคราม" มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2485

            เมื่อเข้าสู่ยุคสงครามมหาเอเชียบูรพา “แร่” คือหนึ่งในสินค้าไม่กี่ชนิดในประเทศที่มีราคาค้าขายได้ รัฐบาลได้ตั้ง "บริษัท แร่และยางไทย จำกัด" ขึ้นเมื่อวันที่  8 ธันวาคม 2484 เพื่อบริหารจัดการแร่ดีบุกซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหมืองเรือขุดในภาคใต้ ไม่ให้ตกเป็นของชาติอื่น และให้ภารกิจการรับซื้อแร่ขึ้นอยู่กับบริษัทฯ

            ความตื่นตัวของการทำเหมืองแร่ในยุคนั้น จะเห็นได้จาก มติคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2500 – 14 มิถุนายน 2509 อนุมัติ ประทานบัตร ประมาณ 100 แปลง สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ ประมาณ 116 แปลง อาชญาบัตรผูกขาดตรวจแร่ ประมาณ 28 แปลง และอาชญาบัตรตรวจแร่ ประมาณ 8 แปลง รวมเป็นพื้นที่นับล้านไร่

            เหมืองแร่ดีบุกและวุลแฟรม ส่วนใหญ่อยู่ในท้องที่จังหวัดระนอง สุราษฎร์ธานี สงขลา พังงา ตรัง ภูเก็ต ยะลา และตำบลปิล๊อก อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี นครศรีธรรมราช ชุมพร เหมืองแร่เหล็ก ในจังหวัดกำแพงเพชร นครสวรรค์ ราชบุรี ลพบุรี สระบุรี ชลบุรี ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ตราด ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สงขลา พัทลุง สุราษฎร์ธานี ตรัง สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และเกาะสมุย เหมืองแร่เกลือหิน ในท้องที่จังหวัดอุดรธานี ชัยภูมิ นครราชสีมา อุบลราชธานี และหนองคาย เหมืองแร่ทองแดง ที่จังหวัดเชียงราย เหมืองแร่สังกะสี ที่เขาผาแดง ตำบลแม่ตาว อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และกาญจนบุรี เหมืองแร่ทองคำ จังหวัดนราธิวาส เหมืองแร่ลิกไนต์ มีมาก่อนแล้วที่แม่เมาะ จังหวัดลำปาง

            นั่นคือภาพในอดีต ก่อนปี พ.ศ. 2510 ตามยุทธวิธีในการปกป้องสมบัติชาติ

 

1

“เขตสงวนแร่”

แร่สำหรับคนสัญชาติไทย และแร่เป็นของรัฐ

จากขั้นตอนในการร่าง...จนกระทั่งมีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 หลายมาตราได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนกำหนดให้ทรัพยากรแร่เป็นของ "รัฐ" เป็นสมบัติด้านความมั่นคงของชาติ เพื่อให้รัฐมีอำนาจควบคุมการตรวจ การผลิต การรักษาแหล่งแร่ การจำหน่ายแร่ และการโลหกรรมแต่เพียงผู้เดียว

            ก่อนหน้านั้นไม่นาน พระราชบัญญัติพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ พ.ศ. 2509 ประกาศใช้ มติคณะรัฐมนตรีใน รัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ประกาศ “นโยบายเขตสงวนเหมืองแร่” เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2509

            เป็นนโยบายแร่ที่ยึดตามพระบรมราโชบายของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงประกาศ "เขตสงวนเหมืองแร่" ห้ามไม่ให้มีการทำเหมืองในพื้นที่เหนือจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ขึ้นมา ผู้ประกอบการเหมืองแร่ที่จะขอสำรวจและขอประทานบัตรทำเหมืองแร่จะต้องมีสัญชาติไทย ไม่ให้ต่างชาติทำเหมืองแร่ในประเทศ นอกจากรายพิเศษที่ต้องใช้เงินทุนสูง เช่น การประมูลให้เช่าประทานบัตรเหมืองแร่สังกะสี มติคณะรัฐมนตรี กำหนดนโยบายการทำเหมืองแร่ในเขตสงวนนั้นมีหลักการว่า การอนุญาตการตรวจลองแร่และการออกประทานบัตรจะอนุญาตแก่ผู้มีสัญชาติไทยเป็นหลักทั่วไป แต่ถ้าการทำเหมืองรายใดจะต้องดำเนินการเป็นการใหญ่ ใช้ทุนทรัพย์มาก ก็จะพิจารณาอนุมัติลักษณะร่วมทุนกับต่างชาติเป็นรายๆ ไปได้

            และในยุคนั้น แร่ห้ามส่งออกนอกนอกราชอาณาจักร นอกจากจะเหลือจากการผลิตและความต้องการในประเทศ และเป็นที่มาของนโยบายให้ "เช่าช่วง" ประทานบัตรแก่คนสัญชาติไทยของ “องค์การเหมืองแร่” ที่กระทรวงอุตสาหกรรม กรมทรัพยากรธรณี ได้จัดตั้งขึ้นเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม และต่อมาจัดตั้ง “องค์การเหมืองแร่ในทะเล” ขึ้นในปี 2518 ตามมติคณะรัฐมนตรี โดยมีภารกิจในการดำเนินการทำเหมืองแร่ในทะเล ควบคุมการทำเหมืองแร่ในประเทศ และแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่แหล่งแร่ดีบุกจากเหมืองเรือขุดจากต่างชาติ ซึ่งนำไปใช้บังคับกับพื้นที่สงวนทุกแห่งในประเทศ

            องค์การเหมืองแร่ได้เข้าถือประทานบัตรและทำเหมืองแร่ในทะเล แทน บริษัท ไทยแลนด์เอ็กซโปรเรชั่น จำกัด (เท็มโก้) ซึ่งเป็นบริษัทต่างชาติ และควบคุมการทำเหมืองแร่ในทะเลโดยใช้วิธีเช่าช่วง คือ ผู้ขอเช่าช่วงจะต้องออกค่าใช้จ่ายเองทุกอย่างจนได้ประทานบัตรมาและมีอายุสัญญาจำกัด แต่ห้ามมิให้ขออาชญาบัตรสำรวจผูกขาดสำรวจแร่เหมือนเขตเปิด เมื่อผู้เช่าช่วงผลิตแร่แล้ว ต้องให้ค่าตอบแทนเป็นแร่ร้อยละ 15 แก่องค์การฯ โดยองค์การฯ จะมีโรงแยกแร่ของตัวเองและขายแร่ด้วยการประมูล องค์การเหมืองแร่จึงได้ฉายาว่า "องค์การเสือนอนกิน" เพิ่มเติมจากฉายา "เหมืองตาชั่ง"

            ส่วนพื้นที่ที่มีแหล่งแร่มีค่า เช่น  เหมืองแร่พลอยและแร่รัตนชาติ ในท้องที่จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2511 ให้รักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ ห้ามไม่ให้ใครอื่นขุดแร่ นอกจากรัฐอนุญาตหรือเป็นการทำโดยหน่วยงานรัฐเท่านั้น

            เมื่อสงครามจบลงโครงการรับซื้อแร่ โดย บริษัท แร่และยางไทย ได้โอนภารกิจการรับซื้อแร่ให้กับองค์การเหมืองแร่ ส่วนขั้นตอนการรับซื้อแร่ขององค์การ คือ ผู้เช่าช่วงทำเหมืองแร่จะต้องขายแร่แก่คนสัญชาติไทย ก่อนนำมาขายให้องค์การฯ รวมทั้ง องค์การเหมืองแร่ในทะเลยังว่าจ้างเอกชนเข้ามาทำเหมืองแร่ขุดในพื้นที่ประทานบัตร พร้อมทั้งรับซื้อแร่จากเรือดำดูดแร่ และลงทุนสร้างเรือขุดขนาดใหญ่เพื่อดำเนินการทำเหมืองแร่

            การดำเนินการขององค์การเหมืองแร่ในทะเลประสบความสำเร็จพอควรในระยะต้น แต่ต่อมาราคาของแร่ดีบุกลดลงกว่าครึ่งในปี 2528 แหล่งแร่มีความสมบูรณ์สูงหมดไปทั้งจากการทำเหมืองและการลักลอบทำเหมืองที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางเพราะรัฐบาลไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง ทำให้การดำเนินการขององค์การเหมืองแร่ในทะเลขาดทุนและถูกยุบไปเมื่อปี 2540

            ส่วนการยกเลิก นโยบายเขตสงวนเหมืองแร่ ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่มากยิ่งขึ้น และจูงใจให้มีการลงทุนจากเอกชนชาวต่างชาติ คณะรัฐมนตรีมีมติยกเลิกนโยบายนี้เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2534

            และหากย้อนกลับไปถึงการประกาศใช้ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2504 ด้วยเหตุผลเพื่อคุ้มครองรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ ให้คงอยู่ในสภาพธรรมชาติเดิม มิให้ถูกทำลายหรือเปลี่ยนแปลงไป เพื่ออำนวยประโยชน์ทั้งทางตรงและทรงอ้อมแก่รัฐและประชาชนสืบไป โดยไม่อนุญาตให้มีการทำไม้ เก็บหาของป่า ทำเหมืองแร่ ขุดดิน ทำเขื่อน ฯลฯ ต่อด้วย พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2507 ก็จะพบว่า กฎหมายทั้งสองฉบับ หรือกฎหมายอื่นไม่ได้เป็นอุปสรรคในการเปิดพื้นที่เพื่อให้สำรวจและทำเหมืองแร่และการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแต่อย่างใด

            ดังเช่น มติคณะรัฐมนตรีที่ อนุมัติให้ผ่อนผันให้ประทานบัตรทำเหมืองแร่แก่ผู้ร้องขอ 5 รายในเขตป่าเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2506 

            14 มกราคม 2507 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ นโยบายการทำเหมืองแร่กับการสงวนคุ้มครองป่า ตามที่คณะกรรมการบริหารสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติเสนอ

            17 สิงหาคม 2508 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ให้ใช้ประโยชน์ ทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ ทุ่งละออง ตำบลราชกรูด อำเภอเมือง จังหวัดระนอง ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้ประกาศสงวนที่ดินบริเวณนี้ไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2469 เพื่อสำหรับส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้เอกชนใช้ประโยชน์ในด้านการทำเหมืองแร่ได้

            8 กรกฎาคม 2511 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเกี่ยวกับหลักการในการพิจารณาวางหลักเกณฑ์การทำเหมืองแร่ในพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร ตามที่กระทรวงเกษตรเสนอ

            สำหรับวิถีชีวิตของประชาชนทั่วๆ ไปที่เคยประกอบอาชีพจากการทำเหมืองแร่เป็นอันยุติโดยสมบูรณ์ ใครใคร่ค้าไม่ได้ค้า ใครใคร่ขายไม่ได้ขาย

            เป็นต้นว่า การทำเหมืองแร่วุลแฟรม บริเวณเขาศูนย์ อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งแต่ปี 2510 รัฐบาลออกคำสั่งปิดเขาศูนย์ ห้ามมีการขุดและซื้อขายแร่บนเขาอย่างเด็ดขาด และอพยพคนลงจากเขา โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคงของประเทศ

            กรณี คำสั่งห้ามประชาชนทำเหมืองแร่ทองคำบริเวณเขาพนมพา ตำบลหนองพระ อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร โดยให้ประทานบัตรแก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตรเป็นผู้ทำเหมืองเสียเอง

            กรณี การทำเหมืองแร่พลอยและแร่รัตนชาติในท้องที่จังหวัดจันทบุรีและตราด ในป่าสงวนแห่งชาติ ที่มติคณะรัฐมนตรีประกาศให้เป็นสมบัติชาติ ก็ใช้วิธีการแก้ปัญหาโดยให้ประชาชนที่ทำเหมืองต้องขอประทานบัตร ขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ส่วนพื้นที่ป่าไม้ โดยต้องปฏิบัติมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม

            ยกตัวอย่างเพียงนี้ โดยไม่ขอลงรายละเอียดในกรณีการห้ามอาชีพการขุดหาแร่ดีบุกของประชาชนทั่วไปในภาคใต้ เนื่องจากอาชีพขุดแร่โดยใช้เครื่องไม้เครื่องมือจากภูมิปัญญา ได้ผันเปลี่ยนผู้คนไปเป็นแรงงานของผู้ประกอบการเหมืองจนแทบหมดสิ้น

 

2

ย้อนแย้งหนักมาก

อนุรักษ์ป่าต้นน้ำ แต่ “ไม่” ห้ามให้ทำเหมืองแร่?

รอยต่อระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจโดยการนำทรัพยากรออกมาใช้ที่เดินทางมาถึงยุคเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ น่าจะเริ่มจากการจัดการระบบสัมปทานป่าไม้ โดยกรมป่าไม้เป็นผู้อำนวยการในการออกสัมปทานรวมไปถึงการจัดเก็บภาษีต่างๆ ประเทศไทย โดยมีพื้นที่ที่ให้สัมปทาน 230,000 ตร.กม. หรือร้อยละ 44 ของพื้นที่ประเทศ ในระหว่างปี พ.ศ.2496 - 2532 ผลจากการเปิดสัมปทานเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี ทำให้พื้นที่ป่าไม้ลดลงเหลือร้อยละ 29 ของพื้นที่ประเทศ

            ความเสื่อมโทรมของป่าไม้ แหล่งต้นน้ำลำธาร นำไปสู่ความรุนแรงของภัยพิบัติครั้งใหญ่ๆ หลายครั้ง จนวันที่ 14 มกราคม 2532 รัฐบาลได้ประกาศยกเลิกสัมปทานทำไม้ในพื้นที่ป่าบกทั้งหมด หรือ "ปิดป่า" ตามพระราชกำหนดปิดป่าสัมปทานทำไม้ (เฉพาะป่าบก) ทั่วประเทศ และการ “อนุรักษ์” ป่าและแหล่งต้นน้ำลำธารที่ยังเหลือกลายเป็นวาทะกรรมแห่งชาติ

            ท่านกลางกระแสอนุรักษ์ที่กำลังมาแรงในตอนนั้น มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นการเริ่มต้นในการใช้การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องมือในการป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการ ทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมต่อสังคมและประชาชนทั่วไป และให้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อดูแลและกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม และพระราชบัญญัติปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 เพื่อจัดสรรที่ดินทำกินให้เกษตรกรที่ขาดที่ทำกินหรือมีรายได้น้อย

            แต่สีเขียวแห่งความขัดแย้งเริ่มก่อตัวขึ้น เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการ เรื่อง การอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในป่า โดยให้ “ปิดป่า” เพื่อลดการทำไม้ ไม่ให้ต่ออายุใบอนุญาตระเบิดและย่อยหิน สัมปทานระเบิดและย่อยหิน และประทานบัตรเหมืองแร่ ในเขตป่าโครงการที่อยู่ในบัญชีรายชื่อป่าปิด ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2527 และมติการกำหนดเขตพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารที่ห้ามเปิดการทำเหมืองแร่ เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2518

            ขณะที่ ปี 2515 – 2522 เศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังตกต่ำอย่างรุนแรง ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับสูงขึ้นหลายเท่าตัว ไทยต้องลดค่าเงินบาทหลังจากสหรัฐอเมริกาลดค่าเงินดอลลาร์ เกิดปัญหาเงินเฟ้อ การค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล สถาบันการเงินหลายแห่ง เช่น ธนาคารพาณิชย์ตกอยู่ในภาวะวิกฤต มีการว่างงานอย่างกว้างขวาง การขาดเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมทั้งภาวะฝนแล้ง และความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงและขยายตัวมากขึ้น

            เวลานั้น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 พ.ศ.2520-2524 ชี้นำเป้าหมายในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ มุ่งสู่การปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออก กระตุ้นอุตสาหกรรมที่ซบเซา โดยเฉพาะการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ ไม่ว่าจะเป็น ที่ดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้ และแหล่งแร่ รวมถึงการสำรวจและพัฒนาแหล่งพลังงานในอ่าวไทยและภาคใต้ฝั่งตะวันออก

            กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังประกาศเชิญชวนขนานใหญ่ ให้เอกชนมาลงทุนสำรวจและทำเหมืองแร่ ทั้งโดยการเสนอ การทำสัญญา ให้สิทธิพิเศษ หรือการเปิดให้เอกชนลงทุนร่วมกับรัฐ

            และคณะรัฐมนตรีเองก็มีมติ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกันพิจารณา นโยบายการสงวนและคุ้มครองป่ากับการสำรวจและทำเหมืองแร่ เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2517 และมติวันที่ 5 มกราคม 2520 ที่เห็นชอบในหลักการ ร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดพื้นที่ให้เป็นเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษาหรือวิจัยเกี่ยวกับแร่ ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ

            ด้วยเหตุดังนั้น การกำหนดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ หลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ และข้อเสนอแนะมาตรการการใช้ที่ดินในเขตลุ่มน้ำชั้นที่ 1-5 ทั่วประเทศ ที่ทยอยเป็น มติคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่ปี 2528 จนถึงปี 2538

            พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 อันเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำที่ควรสงวนไว้เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารโดยเฉพาะ แบ่งออกเป็น 2 ระดับชั้นย่อย คือ พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1A และ พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1B และพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 2 ตามนัยของมติคณะรัฐมนตรีได้ถูกกำหนดเป็นป่าอนุรักษ์ และมิให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1A  ไม่ว่ากรณีใดๆ “โดยเด็ดขาด" ส่วนพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 2, 3, 4, 5 สามารถใช้เพื่อประโยชน์ เช่น การทำเหมืองแร่

            มติคณะรัฐมนตรี ที่ห้ามการทำเหมืองในพื้นที่ป่าปิดและไม่ให้มีการขอใช้ประโยชน์พื้นที่ในเขตป่าต้นน้ำลำธารชั้นที่ 1 จึงก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง กรมป่าไม้ กับ กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงอุตสาหกรรม เนื่องจากแนวทางในการอนุรักษ์จะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการทำเหมืองแร่ จนมีการขอให้ทบทวนมติใหม่ถึง 2 ครั้ง ที่นำไปสู่การตั้งกรรมการจาก กรมป่าไม้ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรธรณี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ปัจจุบันสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) ขึ้นพิจารณา

            จากนั้น คณะกรรมการชุดดังกล่าวเห็นควรให้มีการปรับปรุงแบ่งเขตชั้นของป่าต้นน้ำลำธารใหม่ โดยสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้ตั้งคณะกรรมการกำหนดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำขึ้นทำหน้าที่กำหนดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ และมาตรการในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรในแต่ละชั้นของลุ่มน้ำ

            ท้ายในที่สุด พื้นที่ลุ่มน้ำ ชั้นที่ 1A ยังถูกกำหนด ห้ามไม่มีการใช้พื้นที่ในทุกกรณี “โดยเด็ดขาด” แต่เปิดช่องว่างให้ส่วนราชการที่ต้องการใช้ที่ดินในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1B  เช่น หากมีความจำเป็นต้องอนุญาตให้ประทานบัตรหรือต่ออายุประทานบัตรการทำเหมืองแร่ “ให้กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติเป็นรายๆ ไป” คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2528

            ต่อมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร โดยลดขั้นตอนในการพิจารณาทำเหมืองแร่สำหรับในท้องที่ที่ได้มีมติคณะรัฐมนตรีแบ่งชั้นคุณภาพลุ่มน้ำไว้แล้ว ซึ่งเป็นบริเวณพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร โดยไม่ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการผู้แทน 4 กรม ออกไปตรวจสอบพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารซ้ำอีก สำหรับในท้องที่ที่ยังไม่มีมติคณะกรรมการแบ่งชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กรมป่าไม้) ดำเนินการปรับปรุงระเบียบกรมป่าไม้ที่เกี่ยวข้องตามหลักการและวิธีการ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2531

            การกำหนดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำทั้งหมดในประเทศไทยที่ออกเป็น 5 ประเภท ตามมติคณะรัฐมนตรีที่ออกมามองดูเผินๆ เหมือนว่าจะเป็นการดีสำหรับการสงวนรักษาพื้นที่อันเป็นต้นน้ำลำธาร แต่พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1A และ 1B ที่ควรสงวนเด็ดขาดไว้เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารโดยเฉพาะ ก็มีเงื่อนไขที่เปิดช่องไว้ในการนำพื้นที่มาใช้เพื่อสำรวจและทำเหมืองแร่ได้ โดยต้องจัดทำรายงานการเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และนำไปผ่านเป็นมติคณะรัฐมนตรี และกลายเป็นเครื่องมือให้สามารถนำพื้นที่ต้นน้ำลำธารทั้งหมดในประเทศมาใช้ในการสำรวจและทำเหมืองแร่ได้อย่างถูกต้อง

 

3

'ไม่' ห้ามทำเหมืองแร่โดยเด็ดขาดในเขตป่าอนุรักษ์?

เมื่อรัฐบาลประกาศ "ปิดป่า" ทั่วประเทศในปี 2532 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2535 - 2539 แม้จะเน้นความเติบโตทางเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ แต่ก็กำหนดเป้าหมายในอนุรักษ์ป่าไว้ที่ร้อยละ 25 ของพื้นที่ประเทศ หรือประมาณ 80 ล้านไร่ จากพื้นที่ประเทศไทยทั้งหมด 320.70 ล้านไร่ เพื่อเป็นต้นน้ำลำธาร แหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพ รักษาความสมดุลของระบบนิเวศ ในขณะที่พื้นที่ป่าไม้ในเวลานั้นเหลืออยู่ร้อยละ 26 ของพื้นที่ประเทศ หรือประมาณ 83 ล้านไร่

            วาทะกรรมรักษาป่าในมิติของเหมืองแร่ อาจะเริ่มต้นจริงจังจากมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 10 มีนาคม 2535 และมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 17 มีนาคม 2535 ซึ่งแบ่งป่าไม้ออกเป็น 3 เขต ได้แก่ เขตพื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์ (Zone C) เขตพื้นที่ป่าเพื่อเศรษฐกิจ (Zone E) เขตพื้นที่ป่าที่เหมาะสมต่อการเกษตร (Zone A)

            เขตพื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์ (Zone C) หมายถึง พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ที่กำหนดไว้ เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ พันธุ์พืช และพันธุ์สัตว์ที่มีคุณค่าหายาก... และหมายรวมถึง พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพื้นที่อุทยานแห่งชาติ พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 พื้นที่เขตอนุรักษ์ป่าชายเลน พื้นที่ป่าอนุรักษ์เพิ่มเติม รวมถึง พื้นที่ป่าที่มีลักษณะสมบูรณ์ พื้นที่ป่าที่สมควรสงวน พื้นที่ป่าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของท้องถิ่น พื้นที่ป่าซึ่งกำหนดเป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุ โดยพื้นที่ป่าดังกล่าวนี้ มีทั้ง พรบ. พรก. และมติคณะรัฐมนตรีที่ประกาศออกมาคุ้มครองอยู่แล้ว

            เขตพื้นที่ป่าเพื่อเศรษฐกิจ (Zone E)  หมายถึง พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่กำหนดไว้เพื่อผลิตไม้ และของป่า รวมถึงพื้นที่เศรษฐกิจตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการกำหนดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำและการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าชายเลน พื้นที่เพื่อการพัฒนาการทรัพยากรป่าไม้ และพื้นที่ประสานการใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างทรัพยากร ป่าไม้กับทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ เช่น ทรัพยากรมนุษย์ ทรัพยากรแร่ และทรัพยากรพลังงาน เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ

            เขตพื้นที่ป่าที่เหมาะสมต่อการเกษตร (Zone A) หมายถึง พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่มีสมรรถนะที่ดินเหมาะสมต่อการเกษตรหรือศักยภาพสูงในการพัฒนาด้านการเกษตร ตามผลการจำแนกสมรรถนะที่ดินของกรมพัฒนาที่ดิน

            ข้อมูลจากมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเปิดเผยถึงการจัดการป่า 83 ล้านไร่ในตอนนั้นว่า พื้นที่ป่า 40 ล้านไร่ อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และอุทยานแห่งชาติ ส่วนป่าสงวนแห่งชาติโซน C โซน E และโซน A มีพื้นที่ 43 ล้านไร่ แต่ป่าสงวนแห่งชาติโซน A กว่า 7 ล้านไร่ และโซน E 37 ล้านไร่ กรมป่าได้กันพื้นที่ให้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 4 พฤษภาคม 2536 และ 28 กุมภาพันธุ์ 2537 ไปแล้ว

            รวมทั้ง มติคณะรัฐมนตรี ในเดือนมีนาคม ปี 2535 ได้กันพื้นที่แหล่งแร่ที่อยู่ในป่าโซน C ออกต่างหากเพื่อจะได้อนุญาตให้มีการทำแร่ตามคำขอของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยแหล่งแร่ที่กันออกจากผืนป่าที่จะอนุรักษ์เฉพาะ 18 จังหวัด มีถึง 3,000 กว่าแปลง รวมถึงเขตระเบิดและย่อยหิน กิจกรรมเหมืองแร่ ตลอดจนเส้นทางคมนาคมระหว่างเหมืองแร่กับภายนอก

            เพื่อขยายพื้นที่สำรวจและทำเหมืองแร่ในพื้นที่อนุรักษ์ที่ติดข้อจำกัดจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น หน่วยงานด้านเหมืองแร่และรัฐบาลแต่ละสมัยไม่เคยหยุดหย่อนที่จะร่วมมือกันหาช่องทางใหม่

            15 พฤษภาคม 2533 มติคณะรัฐมนตรีเรื่องการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ กำหนดให้การต่ออายุใบอนุญาตในที่เดิมที่เคยได้รับอนุญาตมาก่อนกรณีที่ เป็นลุ่มน้ำชั้นที่ 1 บี ต้องเสนอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเป็นรายๆ ไป

            6 กรกฎาคม 2542 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ โครงการเร่งรัดการสำรวจและประเมินศักยภาพทรัพยากรแร่ แนวทางการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่เขตนิคมสร้างตนเองของกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย และเขตนิคมสหกรณ์ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการได้อยู่แล้วก็ให้ปฏิบัติตามนั้นต่อไป ยกเว้นการสำรวจลุ่มน้ำชั้น 1 ให้เสนอ ขออนุมัติเป็นรายๆ ไป ให้ชักชวนให้เอกชนเข้าร่วมดำเนินการในการแสวงหาแหล่งแร่

            16 กันยายน 2542 มติคณะรัฐมนตรี เห็นชอบและอนุมัติให้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1B 1BR 1BM เพื่อกิจการเหมืองหินอุตสาหกรรม จำนวน 20 แห่ง 13 จังหวัด

            28 ตุลาคม 2546 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ เรื่อง การอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ (ปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2533) โดยยกเลิกข้อกำหนดเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจแร่และการทำเหมืองแร่ โดยมอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปพิจารณาปรับปรุง กฎ ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับมาตรการและแนวทางการใช้ที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์ และการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบันและสมบูรณ์อยู่ในฉบับเดียวกัน แล้วเสนอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณา ก่อนที่จะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

            5 สิงหาคม 2551 คณะรัฐมนตรีมีมติเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ เพื่อกำหนดพื้นที่เขตศักยภาพแร่เพื่อการทำเหมืองแร่ (Mining Zone) โดยให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับเรื่องนี้ไปพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง โดยอาจว่าจ้างสถาบันการศึกษาที่มีศักยภาพและมิได้ร่วมดำเนินการศึกษาในครั้งที่ผ่านมาเป็นที่ปรึกษา แล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

            ตัวอย่างบทพิสูจน์วัดใจรัฐบาล หลังการประกาศแนวทางอนุรักษ์รูปแบบต่างๆ เช่น

            ในปี 2533 เมื่อกลุ่มโรงโม่หิน 14 จังหวัดภาคใต้ เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เนื่องจากมีการระเบิดและย่อยหินในชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1A ซึ่งได้รับอนุญาตมาก่อน คณะรัฐมนตรีมีมติวันที่ 3 กรกฎาคม 2533 ให้โรงโม่ต่ออายุการอนุญาตได้อีก 1 ครั้ง เป็นครั้งสุดท้าย ระยะเวลา 5 ปี โดยจะหมดอายุวันที่ 14 มิถุนายน 2538 ทุกราย กรณีที่กรมที่ดินอนุญาตให้ดำเนินการระเบิดและย่อยหินในเขตลุ่มน้ำชั้น 1B ให้กระทรวงมหาดไทยแจ้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการ พิจารณาร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง

            11 มิถุนายน 2534 มติคณะรัฐมนตรี เห็นชอบโครงการเร่งรัดการสำรวจและประเมินศักยภาพทรัพยากรแร่ 7 ปี (2543-2549) ตามข้อเสนอของกระทรวงอุตสาหกรรม ด้วยวงเงินรวม 1,512 ล้านบาท เพื่อสำรวจพื้นที่ที่มีศักยภาพทางแร่สูง 60 พื้นที่ทั่วประเทศ เนื้อที่ประมาณ 22.75 ล้านไร่  ซึ่งมีแนวทางการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ และให้สำรวจแร่ได้ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 โดยเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเป็นรายๆ ไป

            23 ธันวาคม 2546 มติคณะรัฐมนตรี ประเดิมการเห็นชอบผ่อนผันให้กองทัพอากาศใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1A โดยมีเงื่อนไขให้จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ      22 มิถุนายน 2547 คณะรัฐมนตรีมีมติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ  อนุมัติให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ดำเนินการโครงการศึกษาวิจัยทางธรณีวิทยาในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เนื้อที่ 6,562 ไร่ พื้นที่ศักยภาพแร่ทองแดง ภูหินเหล็กไฟ-ภูหัวเขา อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1A รวมทั้งอนุมัติในหลักการผ่อนผันให้มีการใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1A และผ่อนผันการใช้พื้นที่ป่าได้ ในกรณีที่พบว่ามีแหล่งแร่ทองแดงที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ และบริษัท ภูเทพ จำกัด ประสงค์จะทำเหมืองแร่ทองแดงตามคำขอประทานบัตร

            8 มีนาคม 2548 มติคณะรัฐมนตรี ให้กรมทรัพยากรธรณีร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณากำหนดพื้นที่เขตศักยภาพแร่ เพื่อการทำเหมืองในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 และพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อให้สามารถอนุญาตประทานบัตรและต่ออายุประทานบัตร แทนการผ่อนผันการทำเหมืองในพื้นที่ดังกล่าวจากคณะรัฐมนตรีเป็นแต่ละรายคำขอ หรือรายผู้ประกอบการ

            2 มิถุนายน 2549 กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ปรับหลักเกณฑ์การเสนอผลประโยชน์พิเศษเพื่อประโยชน์แก่รัฐในการขออาชญาบัตรพิเศษสำหรับการสำรวจแร่ทองคำ ซึ่งมีผลผูกพันเมื่อได้รับอนุญาตประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่ที่ได้รับอาชญาบัตรพิเศษ โดยให้ผู้ขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำเสนอผลประโยชน์พิเศษเพื่อประโยชน์แก่รัฐตอบแทนการอนุญาตประทานบัตรในพื้นที่สำรวจแร่ตามอาชญาบัตรพิเศษในอัตราก้าวหน้า รวมถึง การขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ทองคำในเขตลุ่มน้ำ 1A และ 1B ให้ผู้ขอประทานบัตรเสนอผลประโยชน์พิเศษเพื่อประโยชน์แก่รัฐในอัตราเป็น 2 เท่า

            9 กันยายน 2551 มติคณะรัฐมนตรี เห็นชอบการกำหนดพื้นที่เขตศักยภาพแร่เพื่อการทำเหมืองแร่ (Mining Zone) ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1A และพื้นที่ป่าอนุรักษ์.
 

อ่านบทที่ 4 เจตนารมณ์ ส.ป.ก. เบนทิศทางออกจากการเกษตร? มติคณะรัฐมนตรี มีความขลังกว่า กฎหมาย? ได้ในบทความต่อไป.

การเมืองเรื่องแร่...มติเพื่อเหมือง? ตอนสอง
การเมือง

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 17,944 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.