• 16 มิถุนายน 2562 - 15:05 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

การเมืองเรื่องแร่...มติเพื่อเหมือง? ตอนจบ

 วันที่ 27 สิงหาคม 2558 - 15:42 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 2,786 ครั้ง พิมพ์

 

รายงานชุด เพื่อทบทวนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ จากมติคณะรัฐมนตรีในช่วงระหว่างปี 2500 – ปัจจุบัน : ประเด็นทรัพยากรแร่ โดย แม้นวาด กุญชร ณ อยุธยา



ภาพประกอบจาก http://crcthai.blogspot.com/2015/01/blog-post_22.html

การเมืองเรื่องแร่...มติเพื่อเหมือง? ตอนแรก

การเมืองเรื่องแร่...มติเพื่อเหมือง? ตอนสอง

 

ตอนสาม

เศรษฐกิจจากการทำเหมือง ความคุ้มค่าอยู่ตรงไหน?

การเรียกร้องที่ผ่านมา คือทางที่ถูกจริงหรือ?

 

นับแต่ปี 2510 – ปี 2545 ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติแร่ที่แก้ไขเพิ่มเติมจากพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 รวม 5 ฉบับ รวมถึง  พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ที่มีการกำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) 22 ประเภท (ปัจจุบัน 35 ประเภท) ซึ่งเหมืองแร่ ตามกฎหมายว่าด้วยแร่ ทั้งหมดต้องทำ EIA

กฎหมายทั้งหมดที่มีเหตุผลในการประกาศใช้เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ และดูแลกำกับการนำทรัพยากรแร่มาใช้เพื่อประพัฒนาประเทศอย่างคุ้มค่า โดยไม่ส่งผลกระทบต่อฐานทรัพยากรธรรมชาติด้านอื่น สิ่งแวดล้อม และเสริมสร้างความอยู่ดีมีสุขของประชาชน แต่กลับปรากฏในบทเรียนเรื่องผลกระทบมากมายที่เกิดจากการนำทรัพยากรแร่ขึ้นมาใช้ผ่านการทำเหมืองแร่ และเป็นการเขียนกฎหมายเพื่อเปิดโอกาสให้มีการขยายพื้นที่สำรวจและทำเหมืองประเภทต่างๆ ให้มากขึ้น

ในด้านการเมืองเรื่องสิ่งแวดล้อมที่มีพัฒนาการมาเป็นระยะ ความเข้มข้นหนักหน่วงอาจจะเกิดขึ้นในปี 2540 จากการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีความพยายามจากภาคประชาสังคมหลายฝ่าย ที่ต้องการจะสร้างกติกาใหม่ทางสังคม สร้างมาตรการ และกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจของหน่วยงานภาครัฐ ลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจภาคประชาชน และการสร้างประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม เปิดและขยายพื้นที่ทางการเมืองให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการซึ่งเป็นนโยบายสาธารณะ รวมถึงความพยายามในการแก้กฎหมาย เพื่อให้ครอบคลุมถึงการตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐในการตัดสินใจอนุมัติโครงการต่างๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อชีวิตของประชาชน สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ เพื่อป้องกันความขัดแย้ง สร้างความเป็นธรรมในสังคม

อย่างไรก็ตาม กระบวนการเหล่านี้ก็หนีไม่พ้นจากการเมืองเรื่องความขัดแย้ง

กรณีตัวอย่างใหญ่ๆ จาก ร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ…(2556) ซึ่งกล่าวกันว่าเป็น ฉบับภาคประชาชน ยกร่างโดย คณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงและพัฒนากฎหมายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ที่ดำเนินการมาจนแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2556 และอยู่ระหว่างการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 22 - 23 มกราคม 2558  ก็ถูกตัดตอน โดย กระทรวงอุตสาหกรรมตัดหน้าเสนอ พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ…. (ฉบับกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่) เสนอคณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2557 ขณะนี้ร่างดังกล่าวอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

หรือ ย้อนกลับไปที่ตัวอย่าง การจัดทำบัญชีรายการ โครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ตาม มาตรา 67 วรรคสอง ซึ่งต้องทำรายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) และผลกระทบด้านสุขภาพชุมชน (HIA) และเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องและความล้มเหลวของระบบ EIA ที่ถูกร้องเรียนอย่างมากผ่านผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในพื้นที่ทั่วประเทศ

กล่าวคือ ในช่วงการใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 มีความพยายามผลักดันการปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ 2540 โดยการตั้งคณะกรรมการยกร่างกฎหมายองค์การอิสระเพื่อจัดทำบัญชีรายการโครงการที่อาจมีผลกระทบรุนแรงฯ แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐมนตรีการดำเนินงานก็หยุดไป

ต่อมาประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 คณะกรรมการจัดทำร่างกฎหมายองค์การอิสระสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ถูกแต่งตั้งขึ้นมาอีกครั้งเพื่อศึกษาปรับปรุงร่างบัญชีรายการโครงการที่อาจมีผลกระทบรุนแรงฯ ซึ่งกว่าจะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายต้องผ่านการกลั่นกรองหลายชั้น และอยู่บนพื้นฐานของรัฐธรรมนูญโดยรับฟังความเห็นทั่วทุกภูมิภาค จนได้ข้อสรุป บัญชีรายการ 19 ประเภท เสนอต่อ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ในช่วงปลายปี 2551 แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐมนตรีเรื่องก็หยุดชะงักอีก

จนเกิดการฟ้องร้องจากประชาชนกรณีมาบตาพุด และศาลปกครองสั่งให้ระงับโครงการ 76 โครงการที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 67 จากนั้นรัฐบาลตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายขึ้นมาสะสางปัญหาต่อ โดยพิจารณาทบทวนเสนอ บัญชีรายการโครงการที่อาจมีผลกระทบรุนแรงฯ 18 ประเภท (ถอดโครงการสนามกอล์ฟออก) เสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

แต่เมื่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและคณะรัฐมนตรีนำบัญชีโครงการ 18 ประเภท ไปพิจารณา กลับตัดบัญชีโครงการเหลือ 11 ประเภท และ มีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์อีก 6 กิจการ ทำให้เหลือบัญชีตามที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายฯ เสนอเพียง 5 ประเภท

การสูบน้ำเกลือใต้ดินทุกขนาด ถูกตัดออกจากบัญชี และ เหมืองแร่ต่างๆ ทุกประเภท ถูกแก้เป็น เหมืองแร่ต่างๆ

ข้อเรียกร้องของภาคประชาชนเพื่อให้การทำเหมืองแร่ทุกประเภทและทุกขนาด ต้องเป็น โครงการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างรุนแรง ตามบทบัญญัติมาตรา 67 วรรคสอง เป็นอันตกไป

ที่น่าสังเกต คือ ในช่วงที่คณะรัฐมนตรีมีมติดังกล่าว เกิดขึ้นในจังหวะที่ศาลปกครองกลางมีคำตัดสินให้ 76 โครงการอุตสาหกรรมในมาบตาพุดที่เคยถูกสั่งระงับชั่วคราว มติในครั้งนั้นทำให้ 74 โครงการดำเนินการต่อได้

ต้นปี 2558 กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) กับ กระทรวงกลาโหม เรื่อง การนำทรัพยากรแร่ในเขตพื้นที่ทหารมาใช้ประโยชน์ แร่เป้าหมายในการสำรวจในพื้นที่ทหารทั่วประเทศ ได้แก่ แหล่งแร่ควอตซ์ เหล็ก และโปแตช โดยภาครัฐอาจจะเป็นผู้ทำการสำรวจเองเบื้องต้น หลังจากนั้นจะเปิดให้ภาคเอกชนขออาชญาบัตร เพื่อทำการสำรวจ และเมื่อพบปริมาณแร่ที่ผลิตเชิงพาณิชย์ได้ ก็จะอนุมัติประทานบัตรทำการขุดแร่ให้เอกชนต่อไป

และขณะที่ข่าวภัยแล้งกำลังเป็นกระแส กระทรวงอุตสาหกรรมผลักดันนโยบาย "พื้นที่ประทานบัตรเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งน้ำ โดยใช้ขุมเหมืองเก่าทั่วประเทศ 238 ประทานบัตร เป็น "พื้นที่รับน้ำ" แก้ปัญหาภัยแล้งสำหรับการเกษตร โดยมีพื้นที่นำร่องเป็นขุมเหมืองเก่าของบริษัทในเครือซิเมนต์ไทย รวมถึงการนำพื้นที่ขุมเหมืองเก่าเข้าสู่ แผนกำจัดขยะอุตสาหกรรม ซึ่งตามแผนการดำเนินงานในระยะกลาง คือ การสำรวจพื้นที่เหมืองแร่เก่าที่หยุดการผลิตไปแล้ว นำมาปรับปรุงให้เป็นบ่อกำจัดขยะอุตสาหกรรม

และที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด จากการผลักดันยาวนานนับครึ่งศตวรรษสำหรับโครงการเหมืองแร่โปแตช กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ได้อนุญาตประทานบัตร ให้ บริษัท เหมืองแร่โปแตชอาเซียน จำกัด (มหาชน) พื้นที่อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ พื้นที่ 9,700 ไร่ จะสามารถผลิตปุ๋ยโปแตชได้ในปี 2562 และอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษไปแล้วจำนวน 5 ราย คำขอประทานบัตร 2 ราย และคำขออาชญาบัตรพิเศษ 34 ราย รวมพื้นที่ทั้งหมด 3,521,796  ไร่ ในภาคอีสาน

ที่ดินจำนวนนี้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจตรงไหน และคงมีไม่น้อยที่เป็นที่ดิน ส.ป.ก. ป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร แหล่งน้ำ ที่ดินสาธารณะ ที่ดินการเกษตร และที่ดินอยู่อาศัยของชาวอีสานที่มีกรรมสิทธิ์ถูกต้องอย่างไม่อาจหลบเลี่ยง

กฎหมาย กรอบ กติกา มาตรการ ทั้งหลายที่ผลิตออกมามากมายโดยมีการทบทวนถึงผลกระทบที่เกิดจากการสำรวจและทำเหมืองแร่ ที่มักถูกฉีก ทิ้ง ตัด แก้ ข้าม ตอน โดยใช้ มติคณะรัฐมนตรี ในทุกรัฐบาลเป็นเครื่องมือ เพื่อเปิดทางให้เหมืองแร่ คือภาพสะท้อนมุมหนึ่งของหน่วยงานฝ่ายรัฐหรือฝ่ายการเมืองที่ไม่ต้องลดอำนาจ ไม่ต้องการถูกตรวจสอบ หรือถ่วงดุลการใช้อำนาจใช่หรือไม่          

กับ ข้อเรียกร้องของภาคประชาสังคมในช่วงเวลาต่างๆ ที่มุ่งหวังให้ แร่เป็นของประชาชน ยกเลิก นิยามทางกฎหมายว่า แร่เป็นของรัฐ

มีการตรวจสอบเกาะติด EIA/EHIA ตั้งแต่กระบวนการอนุญาตและการดำเนินกิจการเหมืองแร่ ให้เป็นเครื่องมือและกลไกในการพิจารณาเห็นชอบของหน่วยงานภาครัฐต่อการอนุมัติโครงการพัฒนาที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและต่อเนื่องถึงสุขภาพของประชาชน แต่ EIA/EHIA ก็ไม่สามารถมีบทบาทในการพิจารณาตัดสินใจ เปลี่ยนแปลง หรือ ยับยั้ง โครงการที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน ทั้งยังขาดการมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำและคัดเลือกพื้นที่โครงการ รวมถึงปิดกั้นการแสวงหาทางเลือกอื่นที่มีความคุ้มค่ากว่า

แรงคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ต่อกระบวนการ EIA/EHIA กลายเป็นประเด็นปัญหาในทุกพื้นที่ กระทั่งรัฐต้องใช้กำลังตำรวจและทหารปิดกั้นไม่ให้ประชาชนที่คัดค้านสามารถเข้าไปในเวทีเพื่อแสดงความคิดเห็นได้

ส่วนการประเมินความคุ้มค่าที่แท้จริงจากการนำทรัพยากรแร่ขึ้นมาใช้ ไม่ว่าจะเป็น การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ SEA หรือ การประเมินความคุ้มค่าของฐานทรัพยากรธรรมชาติและค่าภาคหลวงแร่กับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เพื่อสร้างกระบวนการในการกำหนดแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสม ก่อนนำไปสู่กระบวนการตัดสินใจในเชิงนโยบาย เพื่อให้ได้แนวทางการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

การให้ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการประเมินและกระบวนการตัดสินใจ เพื่อให้ได้ทางเลือกที่เป็นที่ยอมรับมากที่สุดจากทุกฝ่าย ไปจนถึง การยกเลิกระบบสัมปทาน โดยเปลี่ยนเป็น ระบบแบ่งปันผลประโยชน์

ดังนั้น ถ้าทุกรัฐบาลยืนยันประเทศชาติจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรแร่ในการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่ง เพื่อผลประโยชน์ของชาติ สิ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือ ทุกรัฐบาลควรจะสร้างความเป็นธรรมโดยใส่ใจและตรวจสอบกำกับการประกอบกิจการเหมืองแร่ไม่ให้ส่งผลกระทบ ไม่ทำร้ายประชาชนในชุมชน ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ เช่น ป่าต้นน้ำ ป่าอนุรักษ์ แหล่งน้ำ แหล่งอาหาร ที่ดินสมบูรณ์สำหรับการเกษตร ซึ่งสำคัญต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในชาติ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันไม่ใช่หรือ

โดยเฉพาะในสังคมประชาธิปไตยที่มติคณะรัฐมนตรีควรจะเป็น “ข้อตกลง” ระหว่างประชาชนกับผู้แทนที่ประชาชนคัดเลือกให้เข้าไปบริหารประเทศ

แต่ 58 ปีที่ผ่านมา จากมติคณะรัฐมนตรี 811 เรื่องเหมืองแร่ มีมติไม่ถึงร้อยละ 3 ที่เป็นเรื่องของประชาชน ส่วนที่เหลือแทบจะทั้งหมด คือข้อตกลงทางธุรกิจที่รัฐ นักการเมือง กับทุนร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์

จากอดีต “เขตสงวนแร่” และ “แร่เป็นสมบัติของชาติ” รัฐเป็นผู้ประกาศ

หากวันนี้ไม่นำพามติคณะรัฐมนตรี โดยประชาชนนำมาประกาศด้วยถ้อยคำเดียวกัน แต่อำนาจแห่งประชาชนนี้ ใครจะฟัง หรืออีกนานเท่าไหร่กว่าจะมาถึง

            ที่สุดแล้วคำถามใหญ่สำหรับปัจจุบันยังคงเป็นคำถามเดิม ทรัพยากรของชาติเป็นของใคร

            มติ ครม. คือ การเดิมพันด้วยชาติ ใช่หรือไม่

            และมาจนถึงวันนี้ ใครอยู่เบื้องหลัง ครม. ใครขายทรัพยากร ใครขายชาติ

            ภาพที่เห็นจาก มติ ครม. มันชัดมากจนไม่สามารถกล่าวเป็นอย่างอื่นได้.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
ดูวิธีแบบจีนสไตล์ อยู่และจัดการปัญหาหมอกควัน
 เข้าชม: 24,263 ครั้ง  |   วันที่ : 11 มีนาคม 2559 - 11:15 น.
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 17,719 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.