• 27 มิถุนายน 2562 - 04:05 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

UDDC เผยผลสำรวจย่านไหนในเชียงใหม่ที่เดินได้ ฝั่งเอกชน-พลเมืองแนะปรับระบบขนส่งฯ

 วันที่ 20 กันยายน 2558 - 10:44 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 4,092 ครั้ง พิมพ์

 

เมื่อวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมแคนทารี่ ฮิลล์ เชียงใหม่ ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UDDC) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดสัมมนา “เชียงใหม่” เมืองเดินได้ เมืองเดินดี โดยมีการนำเสนอผลสำรวจพื้นที่ที่เหมาะแก่การเดินในเชียงใหม่สิบแห่ง อันดับหนึ่ง ย่านช้างเผือก 72 คะแนน 2. ย่านท่าแพ 58 คะแนน  3.ย่านเจริญเมือง ย่านช้างคลาน และย่านในเวียง 57 คะแนน  4.ย่านกาดหลวง 56 คะแนน 5. ย่านไนท์บาซาร์ ย่านประตูหายยา ย่านอินทวโรรส และย่านนิมมานเหมินท์ 52 คะแนน

 

แผนที่แสดงค่าการเดินได้ หรือ Goodwalk Score ของพื้นที่นั้น โดยค่าการเดินได้สูงๆ แสดงในแผนที่ด้วยโทนสีเขียว และค่าการเดินได้ต่ำๆแสดงในพื้นที่โซนสีแดง มีค่าคะแนนตั้งแต่ 1-100

 

ดร. พรสรร วิเชียรประดิษฐ์ รองผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง กล่าวว่า ถ้าดูแผนที่เมืองเชียงใหม่และโครงข่ายถนน เมืองเชียงใหม่เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเป็นพัฒนาเป็นเมืองน่าเดินมาก โดยเฉพาะในเขตเมืองเก่า เนื่องจากเมืองมีถนนย่อยๆ ตัดแยกมาก

โดยก่อนจะเริ่มโครงการ พวกตนเริ่มจากสำรวจศักยภาพของเมืองก่อน โดยแบ่งแนวคิดออกเป็นสองส่วน หนึ่ง เดินได้ สอง เดินดี  ในส่วนที่เป็นเมืองเดินได้ พิจารณาจากสิ่งที่เป็นเป้าหมายในการเดินว่ามีมากน้อยแค่ไหน เพราะจะทำให้เริ่มต้นได้ถูก หากว่าเราเริ่มจากการไปทำทางเท้าให้ดีในพื้นที่ที่ไม่มีการเดิน ก็จะเป็นการสิ้นเปลือง

“เราเริ่มต้นหาก่อนว่าพื้นที่ไหนที่เดินได้ โดยยึดว่าสิ่งที่เป็นเป้าหมายของการเดินเยอะๆเป็นพื้นที่เดินได้ ส่วนอันที่สอง เดินดี เราจะคุ้นชินกับอันนี้ คือว่า มันเดินดีหรือเปล่า มีร่มเงาหรือเปล่า ร้อนหรือไม่ ทางเรียบไหม มีสิ่งแวดล้อมเอื้อต่อการเดินมากน้อยขนาดไหน เราจึงแยกคิดเป็นสองส่วน”

ส่วนที่กำลังทำในพื้นที่เชียงใหม่ตอนนี้ คือ สำรวจพื้นที่เดินได้ ส่วนเดินดีเป็นรายละเอียดที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการเดิน ก่อนจะทำส่วนเดินดี ต้องสำรวจพื้นที่เดินได้ขึ้นมาก่อน

ดร. พรสรร กล่าวอีกว่า เกณฑ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์พื้นที่เดินได้คิดจากปัจจัยหกอย่าง คือ 1.แหล่งงาน 2.สถานศึกษา 3.แหล่งจับจ่ายใช้สอย 4.พื้นที่นันทนาการ 5.สถานที่บริการสาธารณะเช่นสถานีตำรวจ โรงพยาบาล ธนาคาร ฯลฯ 6.ตำแหน่งของสถานที่ขนส่งสาธารณะ เช่น ป้ายรถเมล์ ท่ารถ สถานีรถไฟ

จากนั้นนำปัจจัยเหล่านี้มาวิเคราะห์ในพื้นที่โดยใช้ระบบ GIS ในเชิงการวิเคราะห์ตำแหน่งสถานที่ที่ดึงดูดคนเดิน โดยเริ่มจากเช็คว่าปัจจัยหกอย่างนี้อยู่ในตำแหน่งไหนของแผนที่บ้าง จากนั้นจะวิเคราะห์รัศมีการเข้าถึง ถ้าอยู่ในระยะเดินได้จะนำมาคิดเป็นคะแนน ซึ่งใช้ค่าเฉลี่ยรัศมีการเดิน 800 เมตร เป็นค่าเฉลี่ยที่ได้จากใบสอบถาม 

“ถ้าอยู่ใกล้สถานที่ดึงดูดมากก็จะได้คะแนนมาก ถ้าอยู่ไกลก็จะได้คะแนนน้อยลดหลั่นกันไป ถ้าหลุดรัศมีแปดร้อยเมตรก็ได้ศูนย์คะแนน เราทำแต่ละเลเยอร์จากนั้นนำมาซ้อนทับกัน ถ้าซ้อนทับกันมากก็ได้คะแนนมากขึ้น จนสุดท้ายถูกถ่ายออกมาเป็นภาพแผนที่รวม(ภาพด้านบน)”

 

เลเยอร์ก่อนซ้อนทับ

ดร. พรสรร กล่าวว่า เวลาทำเราจะทำทีละหนึ่งเลเยอร์ จะมีหน้าตาดังภาพด้านบน  แหล่งงานค่อนข้างกระจายตัว แต่แหล่งจับจ่ายใช้สอยจะมีย่านที่กระจุกตัว เช่น ช้างคลาน นิมมานฯ อาเขต ในขณะที่สถานศึกษามีค่าคะแนนค่อนข้างที่จะกระจายตัว ในช่วงวัดเกต ฟ้าฮ่าม มีการกระจุกตัวของสถานศึกษาก็จะมีคะแนนเพิ่มขึ้นมา ในโหมดพื้นที่นันทนาการก็ค่อนข้างกระจายตัว มีสีเข้มๆบริเวณท่าแพ เนื่องจากพื้นที่สาธารณะค่อนข้างกว้างมาก ในขณะที่ธุรกรรม บริการสาธารณะจะกระจุกตัวอยู่บริเวณช้างเผือก ช้างคลาน และบางส่วนบริเวณถนนราชดำเนิน ส่วนขนส่งสาธารณะค่อนข้างชัดเจนว่าอยู่บริเวณช้างเผือก อาเขต และตีนดอยสุเทพ ซึ่งเป็นส่วนที่ได้ค่าคะแนนค่อนข้างสูง

เมื่อนำค่าคะแนนมารวมกันเราก็ได้แผนที่เมืองเดินได้ ย่านที่ค่าคะแนนโดดขึ้นมา คือ ย่านช้างเผือก หลายท่านอาจจะค่อนข้างตกใจกับผลตรงนี้ แต่ช้างเผือกมีสถานที่เป้าหมายเกือบทุกข้อ มีแหล่งงานอยู่ในพื้นที่ มีสถานศึกษาขนาดใหญ่ มีแหล่งจับจ่ายใช้สอยได้แก่ตลาด พื้นที่นันทนาการก็มีสนามกีฬาเทศบาลอยู่ด้วย ส่วนบริการสาธารณะก็มีพาณิชยกรรมทั่วไป รวมถึงมีท่ารถที่ช้างเผือกทำให้ย่านนี้ได้คะแนนค่อนข้างสูง

ถนนช้างเผือกบริเวณหน้า ม.ราชภัฏ/ภาพโดย Moonfleet -http://www.bloggang.com/Moonfleet

 

ดร. พรสรร นำเสนอต่อไปว่า จากตัวแผนที่เมืองเดินได้ ค้นพบข้อค้นพบ 8 ประการสำหรับลักษณะเฉพาะของเมืองเชียงใหม่ ประการแรก เชียงใหม่มีศักยภาพในการเดิน หรือเข้าถึงพื้นที่เมืองเดินได้จำนวนมาก โดยเฉพาะในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ มีพื้นที่เดินได้ร้อยละ 40 จึงอนุมานได้ว่าพื้นที่เดินได้จะอยู่ในเขตเทศบาลเป็นส่วนใหญ่

สอง พื้นที่ที่เป็นกลุ่มสีเขียว หรือพื้นที่เมืองเดินได้สามารถแบ่งออกเป็นสองแบบ แบบแรก พื้นที่ที่เกาะกลุ่มกันเป็นย่าน เดินได้ในลักษณะแนวระนาบ เช่น สันติธรรม กาดหลวง อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ มีถนนโครงข่ายเล็กๆเชื่อมโยงกันทั้งหมด  ส่วนอีกแบบ คือพื้นที่ที่เกาะตัวตามแนวยาวของถนน เช่น ถนนโชตนาออกจากตัวเมืองไปแม่ริม กาดสามแยกไปดอยสะเก็ด แยกสนามบินไปหางดง  เป็นต้น กล่าวคือ มีสิ่งที่เป็นเป้าหมายในการเดินได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามีสิ่งแวดล้อมในการเดินดี

สาม พื้นที่เป็นสีแดง(ดูแผนที่) ระหว่างถนนซึ่งมีอยู่หลายจุด ไม่มีสาธารณูปการที่เอื้อต่อการเดินเท้า ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นทางตะวันออกของเมือง เข้าใจว่า บริเวณทางตะวันออกเป็นชนบทมาก่อนพอเมืองขยายออกไปตามถนนสายหลัก พื้นที่ด้านหลังยังไม่ได้ถูกเปิด สิ่งที่เอื้อต่อการเดินจึงไม่มี กลายเป็นแค่ที่อยู่อาศัย ซึ่งย่านที่อยู่อาศัยไม่ได้เป็นเป้าหมายของการเดิน

สี่ ย่านช้างเผือกเอื้อต่อการเดินมากที่สุด แต่เป็นย่านที่เกาะอยู่ตามแนวถนนรัศมีของเมือง ทุกอย่างจึงลงมาอยู่บนถนนสายเดียวกัน มีรถยนต์ที่ต้องการจะออกไปจากเมืองวิ่งอย่างรวดเร็ว ทางเท้ามีบ้างไม่มีบ้าง ทั้งๆที่มีเป้าหมายของการเดินอยู่ค่อนข้างมาก ฉะนั้นจึงน่าจะเป็นปัญหาอุปสรรคอันหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ ปรากฏการณ์เดียวกันนี้ยังเกิดกับย่านเจริญเมืองที่ขยายไปทางตะวันออก ส่วนนิมมานฯไม่ได้เป็นถนนรัศมีเมืองอย่างชัดเจน แต่ก็เกิดปรากฎการณ์เดียวกัน คือมีเป้าหมายการเดินเท้าตามแนวถนน

ห้า ส่วนที่สำคัญอีกส่วนหนึ่ง คือพื้นที่ภายในคูเมือง ตามหลักการน่าจะเป็นพื้นที่ที่มีค่าคะแนนการเดินสูง เนื่องจากมีโครงข่ายถนนถี่ สาธารณูปการที่เอื้อต่อการเดินน่าจะไปตั้งอยู่ในพื้นที่เหล่านั้นมากกว่า แต่กลับเป็นพื้นที่ที่ได้คะแนนกลางๆ

หก ในทางกลับกันพื้นที่นอกเมืองด้านตะวันออกของเมืองส่วนใหญ่จะเป็นสีแดง มีการพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยชานเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เดินไม่ได้ตามหลักการของแผนที่เมืองเดินได้อันนี้ ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาเมืองที่ไม่ได้มีสิ่งดึงดูดการเดิน สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบันที่ต้องใช้รถขับเข้ามาทำงานในเมือง

เจ็ด ย่านที่เป็นตัวเชื่อมต่อการสัญจรคนภายนอกที่มีศักยภาพในการเดินอย่างนักเดินทาง นักท่องเที่ยว เช่น สนามบิน สถานีรถไฟ สถานีเดินรถ คะแนนการเดินได้ค่อนข้างสูง แต่การพัฒนาระบบโครงข่ายที่จะเอื้อต่อคนกลุ่มนี้ให้เปลี่ยนถ่ายต่อไปที่อื่นยังไม่ค่อยดี และยังสามารถพัฒนาต่อไปได้อีก

สุดท้าย ข้อสังเกตเกี่ยวกับรถแดง เนื่องจากรถแดงไม่ได้จอดเป็นป้าย เราจึงสามารถเรียกรถแดงตรงไหนก็ได้ เราลองกำหนดจุดเรียกรถแดง ปรากฏว่าสามารถเรียกได้ทุกร้อยเมตร แต่ว่าตัวรถแดงเป็นสิ่งที่น่าสนใจคือ เป็นกึ่งขนส่งมวลชนและเป็นขนส่งมวลชนในตัวมันเอง คือ รถแดงจะวิ่งตามถนนสายหลักซึ่งสามารถเป็นรถประจำทางได้ และในขณะเดียวกันก็วิ่งไม่ประจำทาง สามารถเข้าไปในตรอกซอกซอย ซึ่งระบบขนส่งมวลชนนั้นมีความจำเป็นต่อการเดินพอสมควร ดังนั้นรถแดงอาจจะเป็นศักยภาพและโอกาส เพียงแต่ต้องวางยุทธศาสตร์ให้ชัด

ดร. พรสรร กล่าวอีกว่า ข้อเสนอเบื้องต้นที่จะทำให้เชียงใหม่เป็นเมืองเดินได้เมืองเดินดี  คือ เมื่อมองจากผลวิเคราะห์ของแผนที่เมืองเดินได้ทำให้เรารู้ตำแหน่งของพื้นที่ที่มีสาธารณูปการที่เอื้อต่อการเดิน ซึ่งเราสามารถนำไปเชื่อมต่อในเชิงนโยบายได้ว่า พื้นที่ตรงไหนคนเดินได้มาก แปลว่าเราควรจะทำพื้นที่ตรงนั้นให้ดี คือ สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีเอื้อต่อการเดิน

ส่วนคนที่จะมาเดินในเชียงใหม่ เห็นอยู่สองกลุ่ม คือ นักท่องเที่ยว และประชาชนทั่วไปในเมือง ซึ่งกลุ่มหลังต้องใช้การเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม ภูมิหลัง ฉะนั้นเมืองเดินได้เมืองเดินดีจะเป็นตัวหนึ่งที่ช่วยฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ได้ในอนาคต

นอกจากนี้จุดที่น่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวของเมืองเชียงใหม่ คือ วัด ในเขตคูเมือง เมื่อนำตำแหน่งวัดในคูเมืองมาทาบกับแผนที่เมืองเดินได้ จะเห็นว่าตำแหน่งซ้อนทับใกล้กับตำแหน่งพื้นที่สีเขียว ดังนั้นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญเช่น  ในคูเมือง ท่าแพ ถ้ามีการปรับปรุง ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเดินให้ดี เศรษฐกิจเชียงใหม่น่าจะไปได้ไกลกว่าปัจจุบัน

ส่วนพื้นที่อื่นๆ เช่น ช้างเผือก ช้างคลาน ที่เป็นพื้นที่สำคัญในแผนที่เมืองเดินได้ อาจจะต้องมีการปรับให้เป็นเมืองเดินดีต่อไป ซึ่งมีปัจจัยที่จะทำให้เป็นเมืองเดินดีมีสามข้อ คือ หนึ่ง เดินสะดวก สอง ปลอดภัย และสาม ความมีชีวิตชีวาในพื้นที่ตรงนั้น

“จุดสำคัญอีกอันของเชียงใหม่ คือ เรื่องขนส่งมวลชน เพราะเป็นจุดสำคัญที่จะทำให้คนเดินหรือไม่เดิน เนื่องจากเป็นจุดที่รับจากจุดหนึ่งไปจากจุดหนึ่ง เพราะจะหวังให้คนเดินทั้งเมืองที่ใหญ่ขนาดนี้ อาจจะไม่ไหว”

 

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า หลังจากมีการนำเสนอผลสำรวจพื้นที่ที่เหมาะแก่การเดินในเชียงใหม่ได้มีการเสวนา ในหัวข้อ “เชียงใหม่” เมืองเดินได้ ให้ใครเดินดี? โดยเชิญตัวแทนภาคเอกชน นักวิชาการ และประชาสังคมมาร่วมเสวนา

วรวิมล ชัยรัต ตัวแทนกลุ่มรักษ์บ้านรักษ์เมือง กล่าวว่า ปัจจุบันเชียงใหม่เดินลำบากเพราะทางเดินไม่เรียบเสมอกัน ต้นไม้ตรงทางเดินตนเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้ร่มรื่น แต่ในขณะที่มีต้นไม้แล้วยังมีกระถางไม้ดอกมาสวางสลับฟันปลากับไม้ยืนต้นทำให้เดินลำบากมาก

“ครั้งหนึ่งข้าเจ้าเดินในเจียงใหม่ ข้าเจ้าป๊อกกระแด๊ก(เดินข้อเท้าพลิก) เง่อบ่ได้(เหม่อชมวิวไม่ได้) อันนี้คือฟุตบาทของเมืองจียงใหม่”

การเปิดโอกาสให้คนขายของบนทางเท้าย่อมดีต่อเศรษฐกิจ แต่มันดีเฉพาะคนบางกลุ่ม ถ้าเราจะทำสิ่งที่อยู่เย็นเป็นสุขอยู่ร่วมกันได้ คนอยากเดิน คนใช้ชีวิตเป็นสุข ก็ควรจะเคารพในสิทธิซึ่งกันและกัน นั่นคือ ประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งถ้าเรายังไม่ทำมันก็ไม่อยู่เย็นเป็นสุข เดินไม่ได้

จะทำอย่างไรนั้น คิดว่า นโยบายรัฐต้องชัดเจน และต้องปฏิบัติตามอย่างตรงไปตรงมา ส่วนคนเชียงใหม่คงอยากได้ทางเดินเท้าที่สะอาดตา เจริญใจ เรียบ ปลอดภัย มีสิ่งดึงดูดใจ ร่มรื่น แล้วมีช่องทางให้คนพิการสามารถเดินได้ ส่วนถนนก็ต้องแบ่งพื้นที่ให้รถจักรยานและมอเตอร์ไซต์

“จะเดินได้ต้องมีขนส่งมวลชน แต่ขอขนส่งมวลชนที่เป็นพลังงานสะอาด ดึงดูดนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวถ้าเห็นว่ามันสวยงามยังไงเขาก็กลับมาอีก”

 

รศ.ดร.ปรานอม ตันสุขานันท์ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า บางครั้งการออกแบบทางเดินหรือพื้นที่สาธารณะกับการใช้งานจริงมีความผิดเพี้ยนไปอย่างมาก บางครั้งออกแบบมาคนไม่ใช้ก็มี ดังนั้น จึงมีปัจจัยต่างๆที่ต้องคำนึงอยู่ ทางเดินที่ดีอาจจะไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้เมืองน่าเดิน

ปัจจัยแรกที่เห็นว่าควรนำมาพิจารณา คือ การเข้าถึงเรื่องโครงข่ายฯเพื่อเชื่อมต่อกันภายใน ถ้าหากลองนำความเป็นย่านต่างๆ รวมทั้งย่อมบ้านชุมชนที่อยู่อาศัยมาเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะเส้นสีแดงหรือพื้นที่สีแดงในแผนที่ก็อาจจะทำให้เกิดการเดินมากขึ้น ซึ่งตนคิดว่าพื้นที่เหล่านั้นยังสามารถพัฒนาให้เป็นทางเดินที่เชื่อมต่อกันได้

“พื้นที่ที่คิดว่าน่าพัฒนาให้เดินได้มากที่สุด มีสามพื้นที่ กาดหลวงท่าแพ ย่านเวียงเก่า และย่านนิมมาน”

อีกปัจจัยหนึ่ง คือเรื่องระบบขนส่งสาธารณะ เพราะถ้าเรายังเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งโดยอยู่บนรถตลอด จะไม่มีเวลาที่จะใช้ในการเดินเลย โอกาสที่พื้นที่ของเมืองจะมีชีวิตชีวาก็จะน้อย ดังนั้นจึงเป็นโจทย์ที่ว่าจะพัฒนาขนส่งมวลชนอย่างไรให้เหมาะกับเมืองเชียงใหม่

ประเด็นต่อมา คือ การใช้ที่ดินแบบผสม หากเราจัดให้มีการใช้ที่ดินแบบผสมจะทำให้พื้นที่แต่ละพื้นที่ไม่ไกลกันเกินไป ซึ่งถ้าดูจากแผนที่การใช้ที่ดินทั้งในย่านเมืองเก่าและนิมมานยังมีการใช้ที่ดินแบบผสมอยู่ แต่ย่านกาดหลวงอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินซึ่งต้องไปสำรวจข้อมูลใหม่

ส่วนประเด็นเป้าหมายสำหรับการเดิน มีนักวิชาการท่านหนึ่งได้แบ่งกิจกรรมเป้าหมายการเดินอยู่หลายแบบ ซึ่งถ้าเป็นกิจกรรมที่เราจำเป็นต้องไป เช่น ไปโรงเรียน ไปทำงาน ก็อาจจะไม่เหมาะสำหรับการเดินทางด้วยการเดิน ส่วนกิจกรรมทางเลือก ที่เราไม่จำเป็นต้องไป แต่เราไป มันจะสะท้อนสิ่งที่ดึงดูดคนได้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยดึงดูดให้คนเดิน เช่นย่านกาดหลวง มีแหล่งน้ำ และการค้า ส่วนย่านเวียงเก่า มีพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ มีวัด หรือย่านนิมมานเองเคยเป็นย่านที่อยู่อาศัยชั้นดีมาก่อน มีระยะเดินเหมาะสม ใกล้ มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ตลาด

“สรุป เชียงใหม่ เดินได้ มีความพร้อมมาก แต่ยังไม่สามารถเดินดีได้”

 

สมชาย ทองคำคูณ รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ตอนนี้เชียงใหม่ขาดเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะเรื่องขนส่งมวลชน ซึ่งถ้ามีขนส่งมวลชนจะเอื้อให้เกิดการเดิน และในที่สุดมันจะทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการเดิน

ปัจจุบัน คนเชียงใหม่ส่วนใหญ่อาศัยอยู่รอบนอกแล้วขับรถเข้ามาในเมืองเพื่อมาทำงาน โจทย์อยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้คนทิ้งรถไม่เอารถเข้ามาในเมือง ทุกวันมีรถขนส่งจากต่างอำเภอเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นสีเหลือง ขาว เขียว เหลือง แต่ไม่ตอบโจทย์คนเดินทาง เพราะถ้าขึ้นมาแล้วก็ต้องมาหาต่อรถอีก ต้นทุนหรือความสะดวกสบายไม่มี

“เชียงใหม่ต้องมีระบบราง จากสันป่าตองวิ่งเข้าไปในเมือง ยาวไปจนถึงดอยสะเก็ด แม่ริมวิ่งยาวไปจนถึงสันกำแพง แม่โจ้วิ่งไปถึงลำพูน แค่สามเส้น และใช้รถรับต่อจากรถรางอยู่ในเมืองลูปหนึ่ง วงแหวนรอบสอง รอบสามอีกลูปหนึ่ง แค่นี้คนน่าจะทิ้งรถ”

ในอนาคตคนส่วนใหญ่จะอยู่นอกเมืองมากขึ้น เพราะไม่มีใครซื้อที่ดินในเมืองเพราะราคาแพง และถ้าไปอยู่ดอยสะเก็ด แม่โจ้ อากาศดีน่าอยู่ เพียงแต่เราขาดอย่างเดียวคือระบบขนส่ง

“ถ้ามีระบบขนส่งมวลชนจะแก้ได้ทุกอย่าง ถ้ามัวแต่คิดแค่เรื่องขนส่งในเมือง คนก็ไม่ทิ้งรถ แต่ถ้ามีระบบขนส่งจากที่แม่โจ้เข้ามา แม่ริมเข้ามา ผมก็ต้องทิ้งรถ ปั่นรถถีบไปจอดขึ้นรถขนส่งเข้ามา พอมาถึงในเมืองก็เดิน ในระยะ 300 เมตร หรือ 1 กิโลเมตร คนเดินได้อยู่แล้ว ยิ่งเทศบาลมีบริการจักรยานให้ในเมืองยิ่งสบายง่าย”

 

วิเชียร เชิดชูตระกูลทอง รองประธานสภาอุตสาหกรรมเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการเมืองเดินได้ เดินดี อาจจะเริ่มมองจากถนนคนเดินที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ได้ ซึ่งถนนที่ทำอยู่ตอนนี้คือบริเวณท่าแพ ถนนวัวลาย และยังมีเส้นอื่นๆที่กำลังคิดทำ รวมถึงที่พืชสวนโลก

สังเกตได้ว่าที่ใดมีเรื่องของการเดิน นอกจากจะได้เรื่องสุขภาพแล้ว ในเชิงเศรษฐกิจก็เกิดรายได้ แต่อาจจะมีข้อเสียอยู่บ้างก็ต้องแก้ไขกันไป

“ผมเห็นว่ามันต้องส่งเสริมให้เห็นว่ามันมีประโยชน์อย่างไร อย่างที่พืชสวนโลก อยากลองให้ทำถนนคนเดิน เพราะนอกจากคนแถวนั้นจะไปเดินเพื่อสุขภาพแล้ว นักท่องเที่ยวก็จะไปเดิน ก่อให้เกิดรายได้ทางเศรษฐกิจขึ้นมา”

“มันต้องทำให้เห็นว่า มันเป็นเมืองเดินได้เมืองเดินดีในแง่สุขภาพ เดินดีในแง่ของเศรษฐกิจ ซึ่งถนนคนเดินน่าจะเป็นประโยชน์แน่นอน ถ้าสร้างให้มันเกิดขึ้นตามที่ต่างๆ”

 

ผศ.ดร.อภิวัฒน์ รัตนวราหะ อาจารย์ประจำภาควิชาการการวางแผนภาคและเมือง สถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยติดกับดักเป็นประเทศรายได้ปานกลาง แต่ถ้าอีก 20 ปี เราไม่อยากติดกับดักรายได้ปานกลาง เมืองที่เดินได้เดินดีจะตอบโจทย์อันนี้ได้อย่างไร

ตนคิดว่า เราจะพ้นเศรษฐกิจแบบนี้ได้ต้องเป็นเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนฐานของความรู้และความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ในเชิงการผลิต หรือด้านออกแบบ ฯลฯ ซึ่งมันจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเราต้องใช้เวลาการเดินทางโดยการนั่งอยู่ในรถ

“ถ้าเด็กอายุ 5 ขวบตอนนี้ อีก 20 ปี อายุ 25 ปี เป็นคนรุ่นใหม่ ต้องมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองเชียงใหม่ในอนาคต ถ้ารถติดอยู่ตลอดเวลา คนเหล่านี้จะเอาเวลาที่ไหนไปคิดสร้างสรรค์ได้ งั้นแสดงว่าพื้นฐานของเมืองเดินได้ เมืองเดินดีไม่ได้อยู่ที่ว่านักท่องเที่ยวมาเที่ยวแล้วสนุก ไม่ใช่แค่ว่าเราใช้ชีวิตได้อย่างดี  แต่มันสืบเนื่องไปถึงเรื่องการพัฒนาทางเศรษฐกิจ”

อีกประเด็นที่ต้องคิดต่อคือ การเดินกับอินเตอร์เน็ตจะไปด้วยกันได้อย่างไร เพราะเราปฏิเสธไม่ได้ว่าเราอยู่ในโลกของอินเตอร์เน็ต ในอนาคตถ้าอินเตอร์เน็ตอยู่ทุกที่ในเมือง หน้าตาของเมืองที่มันต้องเดินไปกับอินเตอร์เน็ตจะเป็นอย่างไร ซึ่งตนก็ตอบไม่ได้ แต่คิดว่าเป็นสิ่งที่ต้องคิด

“เวลาเราพัฒนาเมือง เราไม่ได้ดูแค่ว่า ถ้าเดินได้เดินดีแล้วจะไปจบอย่างไร แต่ดูว่าจะไปเชื่อมกับการใช้ชีวิตในชีวิตประจำวันอย่างไรด้วย”

จากประสบการณ์ที่ได้ทำวิจัยและไปอยู่ต่างประเทศมา เมืองที่จะเป็นเมืองสร้างสรรค์ พัฒนาได้ในเชิงความรู้ต้องเป็นเมืองที่ดึงดูดคนที่มีความรู้ด้วย ซึ่งคนที่มีความรู้มักจะเลือกได้ มีการเคลื่อนย้ายสูง ถ้าไม่ชอบก็ย้ายที่ ดังนั้นเมืองสร้างสรรค์ที่น่าอยู่จะดึงดูดคนพวกนี้เพราะเมืองมันอยู่ได้ อย่างเชียงใหม่ มีบริษัทซอฟแวร์มาเปิดเป็นจำนวนมาก เป็นรองแค่กรุงเทพเท่านั้น มันไม่ใช่แค่เรื่องเด็กจบมช.แล้วอยากกลับมาอยู่บ้านเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะเมืองมันอยู่ได้ ซึ่งเชื่อว่าเมืองเดินได้ เมืองเดินดีจะตอบโจทย์ตรงนี้.

 

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
ดูวิธีแบบจีนสไตล์ อยู่และจัดการปัญหาหมอกควัน
 เข้าชม: 24,642 ครั้ง  |   วันที่ : 11 มีนาคม 2559 - 11:15 น.
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 17,761 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.