• 23 สิงหาคม 2562 - 01:55 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

เยาวชนเชียงใหม่เปิดวงคุยเติบโตด้วยนโยบายสาธารณะอะไรให้สูงวัยอย่างมีคุณภาพ

 วันที่ 21 กันยายน 2558 - 19:45 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 2,060 ครั้ง พิมพ์

 

เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการประกอบไปด้วยเครือข่ายสลัมสี่ภาค เครือข่ายสภาองค์กรชุมชน เครือข่ายผู้สูงอายุ เครือข่ายแรงงานนอกระบบ และกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์ “สังคมไทยสูงวัยไปด้วยกัน: คนรุ่นใหม่สูงวัยอย่างมีคุณภาพ ด้วยบำนาญแห่งชาติ” ขึ้น ในวันที่ 20 กันยายน 2558 ซึ่งเป็นวันเยาวชนแห่งชาติในการเป็นจุดเริ่มต้นที่จะดึงเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันให้รัฐมีระบบบำนาญแห่งชาติให้เป็นหลักประกันทางรายได้ขั้นพื้นฐานให้ประชาชนทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปสามารถดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนในการเป็นผู้สูงวัยอย่างมีคุณภาพ โดยมีการจัดกิจกรรมพร้อมกัน 2 ภูมิภาคคือภาคเหนือที่ จ. เชียงใหม่ ณ ลานกิจกรรมพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา ตรงข้ามอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ และกรุงเทพฯ ณ เกาะพญาไท อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

สำหรับ จ.เชียงใหม่มีการจัดกิจกรรมทั้งการแสดงดนตรีจากนักศึกษา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ การประกาศผลรางวัลประกวดวาดภาพ และเวทีเสวนา “การเตรียมตัวเป็นผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ” โดยมีตัวแทนทั้งวัยเยาวชนและผู้สูงอายุมาแลกเปลี่ยนความเห็นเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่วัยผู้สูงอายุที่มีคุณภาพในอนาคต

นายอภิชาต หิรัญพฤกษ์ เยาวชนจาก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เล่าว่าได้มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้สูงอายุซึ่งเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ได้ดูแลซึ่งกันและกัน จึงรู้สึกดีใจที่มีผู้สูงอายุให้ดูแลมากกว่าจะมองว่าเป็นภาระของครอบครัวหรือทำให้รู้สึกรำคาญ อีกทั้งยังทำให้เราได้เห็นว่าที่จริงแล้วผู้สูงอายุกับเยาวชนก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไกลตัวกันเลย เพราะเข้าใจว่าครอบครัวส่วนใหญ่ก็ต้องมีผู้สูงอายุอยู่ร่วมกันในบ้านอยู่แล้ว และถ้ามองย้อนมาที่ตัวเองที่ในอนาคตก็จะโอกาสได้เป็นผู้สูงอายุเหมือนกันนั้นคิดว่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องของการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เพราะจะได้มีแรงทำงานหารายได้มาให้กับตัวเองได้อย่างสม่ำเสมอ

น.ส.ชนัญญา สุจริต เยาวชนอีกคนหนึ่งให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าในชุมชนหนองหอยได้มีกิจกรรมที่ทำให้เยาวชนกับผู้สูงอายุใกล้ชิดกันมากขึ้น เพราะ อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน) ที่เป็นผู้สูงอายุจะชักชวนให้เยาวชนไปเยี่ยมผู้สูงอายุที่อยู่ติดบ้านติดเตียงเพื่อไปมอบของใช้ที่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุ เช่น ผ้าอ้อมสำหรับผู้ใหญ่ ทำให้ได้มีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันของคนสองวัย ซึ่งช่วยให้ผู้สูงอายุไม่เหงาและเยาวชนก็เข้าใจวิถีชีวิตของผู้สูงอายุมากขึ้น

อ.สว่าง แก้วกันทา ผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ ในฐานะผู้สูงวัยที่อีกหนึ่งปีจะอายุครบ 70 ปีแต่ยังคงมีร่างกายแข็งแรงได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้ฟังว่าช่วงที่ยังเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานอยู่นั้นไม่เคยคิดเรื่องการเตรียมความพร้อมในการเป็นผู้สูงอายุเลยจนกระทั่งได้มาเรียนรู้ประสบการณ์การทำงานร่วมกับผู้สูงอายุทำให้ได้เห็นแง่มุมในการใช้ชีวิตที่หลากหลายจึงนำมาปรับใช้กับตัวเอง โดยเริ่มตั้งแต่การใช้ชีวิตแบบคิดบวก ไม่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น มองโลกในทางสร้างสรรค์ ไม่เครียด ไม่โกรธ นำหลักธรรมทางศาสนาโดยเฉพาะการปล่อยวาง การอดทนอดกลั้น และความเมตตามาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต นอกจากนั้นยังให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย การทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะก่อให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ อีกด้วย

อ.อุษา เขียวรอด จากองค์กร HelpAge International ประเทศไทย กล่าวว่าเหตุผลที่เลือกวันเยาวชนมารณรงค์เรื่องการเตรียมตัวเป็นผู้สูงวัยที่มีคุณภาพนั้น เพราะต้องการสร้างความตื่นตัวให้กับคนทุกวัยหันมาใส่ใจกับประเด็นสูงอายุซึ่งเป็นเรื่องของทุกคนที่ไม่ว่าจะเร็วจะช้าก็มีโอกาสเป็นผู้สูงวัยเหมือนกันหมด ยิ่งปัจจุบันฐานประชากรของไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากเดิมที่เป็นรูประฆังคว่ำคือวัยเด็กกับวัยทำงานมีเยอะวัยสูงอายุมีน้อย ก็เปลี่ยนมาเป็นรูประฆังหงายคือวัยเด็กกับวัยทำงานลดลงแต่วัยสูงอายุมีเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เผชิญกันทั่วโลกรวมถึงประเทศในแถบอาเซียน โดยประเทศไทยได้เข้าสู่วัยสูงอายุสูงเป็นอันดับสองรองจากสิงคโปร์

เมื่อมองถึงเรื่องการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทย ในส่วนของภาครัฐนอกจากจะมีนโยบายรณรงค์ให้ประชาชนออมเงินเพื่อใช้ในยามบำนาญในรูปแบบของกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ที่รัฐช่วยจ่ายเงินสมทบให้แล้วนั้น รัฐก็ยังมีเรื่องเบี้ยยังชีพที่จ่ายให้กับประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปในจำนวนเงิน 600 – 1,000 บาทตามช่วงอายุ แต่เมื่อเทียบกับเส้นความยากจนของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเมื่อปี 2556 ซึ่งอยู่ที่ 2,572 บาทต่อเดือนนั้นพบว่าเบี้ยยังชีพที่ได้รับยังต่ำกว่าเส้นความยากจนมากถึงร้อยละ 23 – 39 เลยทีเดียว

ดังนั้นรัฐต้องพัฒนาปรับปรุงเรื่องเบี้ยยังชีพให้มีความเพียงพอและเหมาะสมในการดำรงชีวิต โดยต้องปรับขึ้นตามระดับเงินเฟ้อและเป็นไปตามเส้นความยากจน ซึ่งขณะนี้ภาคประชาชนเองก็ได้มีการร่วมกันรณรงค์ลงลายมือชื่อเพื่อช่วยกันสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บำนาญแห่งชาติ ในการทำให้เบี้ยยังชีพที่มีอยู่ได้รับการยกระดับให้เป็นบำนาญแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงบำนาญที่เป็นไปอย่างครอบคลุม ทั่วถึง และยั่งยืน ซึ่งเยาวชนก็ถือว่ามีบทบาทสำคัญที่จะมาเป็นอีกแรงหนึ่งที่จะผลักดันร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวให้เป็นจริงร่วมกัน  

อนึ่ง เมื่อวันที่ 20 กันยาน 2558 เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการได้แถลงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อความมั่นคงในชีวิตเมื่อสูงวัย โดยเก็บข้อมูลจาก 4 ภูมิภาค จำนวน 953 คน พบประชาชนร้อยละ 65 ระบุว่ามีการวางแผนด้านรายได้เมื่ออายุ 60 ปี ในขณะที่ร้อยละ 35 ไม่ได้วางแผน ทั้งนี้คนที่วางแผนส่วนใหญ่มองว่าจะมีรายได้จากการทำงานแม้จะอายุ 60 ปีแล้ว เมื่อถามเรื่องความกังวลใจที่สุดตอนอายุ 60 พบว่าร้อยละ 25 กังวลเรื่องสุขภาพมากที่สุด ร้อยละ 21 กังวลเรื่องรายได้ ร้อยละ 19 กังวลเรื่องคนดูแล ร้อยละ 18 กังวลเรื่องที่อยู่อาศัย ร้อยละ 17 เรื่องหนี้สิน ทั้งนี้ปัญหาสุขภาพเกี่ยวโยงกับเรื่องรายได้จากการทำงาน หากเจ็บป่วยอาจทำงานไม่ได้ทำให้ขาดรายได้

เมื่อถามถึงรายได้ที่คาดว่าจะได้รับเมื่ออายุ 60 ปี ร้อยละ 25 ตอบว่าเบี้ยยังชีพ รองลงมาร้อยละ 21 จากลูกหลาน ร้อยละ 16 จากเงินเก็บร้อยละ 15 จากการทำงาน ส่วนบำเหน็จบำนาญทั้งส่วนข้าราชการและประกันสังคมคิดเป็นร้อยละ 4 เท่ากัน ในขณะที่ประชาชนเพียงร้อยละ 3 ที่คิดเรื่องการออมเพื่อบำนาญ เช่น กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) อาจด้วยว่า กอช. เพิ่งเริ่มต้นดำเนินการและไม่เป็นที่รู้จัก รัฐจึงควรเร่งรณรงค์สร้างความเข้าใจในหมู่คนวัยทำงานให้มากขึ้น

ทั้งนี้คนส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 67 คาดหวังให้รัฐมีระบบบำนาญพื้นฐานที่ครอบคลุมทุกคน โดยเปลี่ยนเบี้ยยังชีพ ให้เป็นบำนาญพื้นฐาน เมื่อถามว่าค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่จำเป็นและเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตเมื่ออายุ 60 ปีเป็นเท่าไหร่ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 32 ตอบว่า 3,000 – 6,000 บาท ร้อยละ 34 ตอบว่า 6,000 – 10,000 บาท

ผลสำรวจดังกล่าวพบว่า คนส่วนใหญ่มีการวางแผนเรื่องรายได้เมื่อสูงวัย ทั้งนี้คาดว่าจะมีรายได้จากเบี้ยยังชีพผู้สูงวัย รวมกับส่วนที่ได้จากลูกหลาน และจากการทำงานต่อเนื่องหลังจากอายุ 60 ปี โดยคาดหวังอัตรารายได้ขั้นต่ำต่อเดือนที่ 6,000 บาทขึ้นไป ทั้งนี้หวังให้รัฐปรับเบี้ยยังชีพเป็นบำนาญพื้นฐานในอัตราที่สูงกว่าในปัจจุบัน หรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงกับ 3,000 บาทต่อเดือน

เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ มีเป้าหมายขับเคลื่อนให้รัฐ มีการจัดระบบบำนาญแห่งชาติที่ครอบคลุมประชากรทุกคน ตั้งอยู่บนหลักการเสมอภาคถ้วนหน้า ไม่เหลื่อมล้ำ มีความเป็นธรรมระหว่างกลุ่มอาชีพและวัยต่างๆ โดยมีข้อเสนอให้มีการออกกฎหมายบำนาญแห่งชาติ เพื่อสร้างหลักประกันทางรายได้ที่เหมาะสมเพียงพอต่อการดำรงชีวิต โดยระบบบำนาญแห่งชาติควรมีชั้นความมั่นคงรองรับ 3 ชั้น คือ

  1. ชั้นความปลอดภัย คือการจัดบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้าให้ทุกคน ในอัตรารายเดือนที่สูงว่าเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในปัจจุบัน อย่างน้อยเท่าเส้นความยากจน ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2,400 บาท/เดือน
  2. ชั้นเพิ่มคุณภาพชีวิต คือการออมเพื่อบำนาญของแต่ละคน โดยมีการบังคับให้ออม หรือสร้างแรงจูงใจให้สมัครใจออม โดยรัฐสมทบการออมให้ประชาชนโดยเสมอภาคกัน เช่น การสมทบให้ข้าราชการในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ การสมทบให้ประชาชนในกองทุนการออมแห่งชาติ และการสมทบให้ผู้ประกันตนในกองทุนประกันสังคม ในอัตราและสัดส่วนที่ไม่แตกต่างกัน
  3. ขั้นเพิ่มความมั่งคั่งให้ชีวิต คือ การออมผ่านระบบการลงทุนสำหรับประชากรที่มีรายได้มากเพียงพอ เช่นการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ทั้งนี้รัฐต้องมีการกำกับให้ระบบบำนาญทั้งหมดเอื้อต่อประชากรทุกกลุ่มอาชีพ ทุกกลุ่มวัย โดยมีคณะกรรมการกำกับให้แต่ละชั้นของระบบบำนาญมีความคล่องตัว มีความเป็นธรรม และมีการติดตามตรวจสอบกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันการล้มละลายที่อาจเกิดขึ้นในการบริหารจัดการ.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 17,964 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.