• 17 มิถุนายน 2562 - 20:53 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

ผลกระทบจากการพัฒนาพื้นที่เชียงของในมุมมองภาคประชาสังคม

 วันที่ 22 กันยายน 2558 - 14:34 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 2,755 ครั้ง พิมพ์

 

นางสาวมนทิชา วงศ์อินตา นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาการพัฒนาระหว่างประเทศ สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง



การจะทำอะไรควรถามคนที่เสียผลประโยชน์ก่อนว่าจะเสียอะไร และจะซ่อมแซมทดแทนอย่างไรได้บ้าง มันสำคัญกว่าการที่จะถามว่าใคร ได้ประโยชน์อะไรบ้างเสียอีก” - ครูตี๋ นิวัฒน์ ร้อยแก้ว

 

 

สืบเนื่องจากการเข้าร่วมโครงการ ASEAN Research Workshop 2 โดยศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ฉันมีโอกาสได้เดินทางไปสำรวจพื้นที่เมืองชายแดนทั้งในเขตอำเภอแม่สาย เชียงแสน และ เชียงของ ทั้งในมิติเศรษฐกิจการค้า สังคมของเมืองชายแดน ทั้งผู้คน และพลวัตการเปลี่ยนแปลงไปของเมืองชายแดนทั้งสาม และฉันก็มีโอกาสได้ไปเยือนโฮงเฮียนแม่น้ำของเป็นครั้งแรกหลังจากที่ได้ยินชื่อเสียงของกลุ่มรักษ์เชียงของในช่วง 2-3 ปีที่่ผ่านมา

 

การได้ไปสัมผัสเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงไปในพื้นที่อำเภอเชียงของเพียงแค่ครึ่งวันนั้น แน่นอนมันไม่พอสำหรับฉันในฐานะนักศึกษาสาขาวิชาการพัฒนาระหว่างประเทศ ฉันจึงมีความสนใจในพื้นที่จังหวัดบ้านเกิดในแง่การศึกษาผลกระทบจากการพัฒนา และมีโอกาสได้ไปเยือนเป็นครั้งที่สองในช่วงเวลาหนึ่งเดือนหลังจากนั้น

 

ตอนบ่ายแก่ๆในวันฝนตก ฉันและเพื่อนใช้เวลาสามชั่วโมงเพื่อเดินทางไปถึงอำเภอเชียงของโดยรถเมล์  จุดหมายของเราอยู่ที่โฮงเฮียนแม่น้ำของ แต่ก็น่าแปลกใจที่คนในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่รู้จัก เมื่อเรานั่งสกายแลปไปถึงที่โรงเรียน ก็มีคุณครูตี๋ ครูใหญ่แห่งโฮงเฮียนแม่น้ำของและพี่ๆ เจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับเราอย่างดี เราทานข้าวร่วมกันริมฝั่งโขง เสียงเพลงจากอีกฝั่งลอยมาทำให้เราได้ยินอย่างชัดเจน และคืนนั้นเราได้ร่วมพูดคุยกับพี่ๆ เจ้าหน้าที่อย่างเป็นกันเอง และในช่วงเวลา 5 วันที่ฉันและเพื่อนได้อยู่ร่วมกับครูตี๋และพี่ๆเจ้าหน้าที่ที่โฮงเฮียนแม่น้ำของนี้ ฉันและเพื่อนได้เรียนรู้มากมายทั้งปรัชญาการใช้ชีวิต การอยู่ร่วมกัน แม้กระทั่งการเริ่มต้นทำธุรกิจก็ได้เรียนรู้จากครูตี๋

 

ผลกระทบมากมายที่เกิดขึ้นในพื้นที่สืบเนื่องมาจากโครงการพัฒนาทั้งหลายของรัฐบาลที่สะท้อนจากทางกลุ่มรักษ์เชียงของ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการย้ายจุดแสตมป์พาสปอร์ต (international check point) จากจุดเดิมที่ท่าเรือบั๊คไปที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 4 (ห้วยทราย-เชียงของ) ทำให้ชาวบ้านเสียผลประโยชน์มากกว่าได้ประโยชน์ ทั้งจากการเก็บค่าธรรมเนียม ทั้งเรือรับจ้างที่ในขณะนี้มีผู้มาใช้บริการน้อยมาก ทางกลุ่มมองว่ามันเป็นผลเสียไปถึงนักท่องเที่ยวและคนที่ต้องเดินทางข้ามฟากด้วย เพราะเส้นทางที่ไกลกว่าเดิม เหมือนเดินทางอ้อมเป็นรูปตัวยู ต้องเสียทั้งค่าธรรมเนียมผ่านด่าน และค่ารถเพื่อจะเข้าไปในเมือง ส่วนผลดีก็คือเรื่องการขนส่งสินค้าที่สะดวกมากขึ้นแค่นั้น ทางกลุ่มมีความเคลื่อนไหวต่อเรื่องนี้คือพยายามให้ความรู้กับชาวบ้าน ให้ได้รับรู้ว่า ก่อนที่จะเปลี่ยนจุดแสตมป์ฯ ต้องประกาศล่วงหน้าอย่างน้อยหกเดือน แต่ในความเป็นจริงคือย้ายโดยไม่มีการประกาศ เรื่องนี้จึงกำลังอยู่ในกระบวนการดำเนินการเรียกร้อง เพราะมันไม่ได้เป็นไปตามกฎ เพียงแต่มีคนที่เห็นด้วยและผลักดันให้มันเรื่องผ่านไปได้ก็คือนายทุนบางกลุ่มที่มีส่วนได้เสียกับการเปิดสะพาน โดยที่ไม่ถามชาวบ้านก่อนเลย

 

เมื่อพูดถึงมุมมองด้านการพัฒนา ครูตี๋กล่าวว่ามันก็คือ “วาทกรรมการพัฒนา” แบบหนึ่งที่มีมาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 แล้ว ซึ่งคนส่วนน้อยต้องเสียสละให้คนส่วนใหญ่ แต่ห้าสิบกว่าปีที่ผ่านมาจนถึงฉบับปัจจุบันก็ยังคงเหมือนเดิม ในความเป็นจริงหากนับรวมๆ แล้วจะพบว่าคนที่ต้องเสียสละให้กับแผนฯ ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้งหลายซึ่งเป็นคนที่เจ็บกลายเป็นคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะชาวบ้านต่างจังหวัดในภาคเกษตรกรรม

 

การทำให้พื้นที่ชายขอบของสังคมสมัยใหม่กลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ(หลายๆพื้นที่ ไม่ใช่เฉพาะเชียงของ) พบว่ารัฐบาลพยายามทำแบบรวบรัด การมีส่วนร่วมของประชาชนมีน้อยมาก ดังนั้นสิ่งที่รัฐควรทำเป็นอย่างแรกคือ ต้องให้ประชาชนเรียนรู้ก่อนว่าสิ่งที่รัฐฯ กำลังจะทำมันคืออะไร และให้หลายฝ่ายเสนอแนวความคิด เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งฝ่ายที่ทำเกษตรกรรม ฝ่ายที่ทำธุรกิจการท่องเที่ยว และฝ่ายที่ทำธุรกิจอื่นๆ การบูรณาการทั้งสามอย่างที่ประชาชนมีส่วนได้เสีย และชี้ให้เห็นว่าดีอย่างไร ทำแบบนี้จะได้ประโยชน์ร่วมกันมากกว่า โดยไม่ว่าจะเสนอแบบสร้างสิ่งใหม่ หรือเอาของเก่ามาใช้ ไม่ได้ปฏิเสธอุตสาหกรรมแต่หากต้องสร้างก็ต้องสร้างหมุดหมายเขตแดนว่าพื้นที่ใดเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม หรือพื้นที่สีเขียวซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน การหาจุดยุทธศาสตร์ร่วมกันแบบนี้ถึงจะอยู่ร่วมกันได้

 

เมื่อถามครูตี๋ถึงบทบาทของทางกลุ่มรักษ์เชียงของ ก็ได้คำตอบว่า ภายใต้ช่วงเวลาของรัฐบาลชุดนี้ ในเรื่องการแสดงออก การเคลื่อนไหวยังของทางกลุ่มยังทำได้เหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือ การมีส่วนร่วมในเรื่องต่างๆถูกลิดรอน ทั้งความโปร่งใสในเรื่องกระบวนการโดยเฉพาะ EIA หรือการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม มันถูกย่อกระบวนการและย่นระยะเวลาลงแบบ by pass ซึ่งเป็นผลจากการบังคับใช้กฎหมายมาตรา 44 คือบังคับให้ไม่ต้องทำ EIA

 

ก้าวต่อไปของกลุ่มคือการเปิดตัวโรงเรียนอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้กับผู้คนทั้งใน และนอกชุมชน และสิ่งที่ทางกลุ่มทำมาตลอดก็คือการเป็นจุดประสานและเชื่อมร้อยชุมชนในการให้ข้อมูล แนะนำ และสร้างความเข้าใจแก่ชาวบ้านให้รู้ว่าพื้นที่เชียงของจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด

 

เมื่อสอบถามครูตี๋เรื่องบทบาทของแต่ละภาคส่วน ก็ได้คำแนะนำว่า องค์กรท้องถิ่นนั้นควรจะได้รับอำนาจเพิ่มขึ้นเพื่อจะได้มีบทบาทมากขึ้น ไม่ใช่แค่แสดงออกในสิ่งที่รัฐส่วนกลางส่งเสริมสนับสนุนอย่างเดียว สิ่งที่ควรทำคือส่งเสริมบทบาทของภาคประชาชนให้มากขึ้น ฟังและสนใจพวกเขาให้มาก ในส่วนบทบาทของภาครัฐส่วนกลางนั้นควรจะมีการวางหน้าที่บทบาท มอบหมายให้ชัดเจน อีกทั้งต้องเป็นผู้ให้ความรู้ประชาชนในเรื่อการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ไม่ใช้แค่การบอกให้ประชาชนต้องปรับตัวอย่างเดียว และควรส่งเสริมสิ่งที่มีอยู่แล้วในชุมชน ส่วนบทบาทของชาวบ้านเองนั้นมีอยู่แล้วคือ ในเรื่องการตั้งรับโดยการเสนอยุทธศาสตร์หนึ่งเมืองสองแบบ ที่เป็นทั้งเมืองท่องเที่ยวและเมืองการค้า

 

สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นการปักปันเขตแดนก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ หรือแม้กระทั่งชาวบ้านชุมชนที่อาศัยอยู่ริมน้ำโขงก็ไม่ใช่ปัญหา แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือจะมีวิธีการอย่างไรในการสร้าง peacebuilding การที่รู้จักตัวเองและผู้อื่น ทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันได้โดยสันติ การหาวิธีประนีประนอมระหว่างรัฐกับชาวบ้าน ท้ายที่สุดแล้วการจะทำอะไรก็แค่ต้องยึดหลักที่ว่าจะไม่เบียดเบียนใครเท่านั้นเอง

 

การได้ไปสัมผัสและเรียนรู้แนวความคิดของภาคประชาสังคมนั้นสะท้อนให้เห็นในแง่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้คนในพื้นที่เป็นอย่างดี สืบเนื่องมาจากโครงการพัฒนาฯ ทั้งหลาย ทั้งเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ความเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพ เสียงจากภาคประชาสังคมจึงมีความสำคัญ อย่างไรก็ตามเสียงจากภาคส่วนอื่นๆ ก็มีความสำคัญเช่นกัน แต่ด้วยข้อจำกัดทางด้านเวลาทำให้ไม่สามารถสอบถามข้อมูลจากทุกกลุ่มได้ ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคตอันใกล้จะได้นำเสนอมุมของกลุ่มอื่นๆ ให้หลากหลายมากยิ่งขึ้นเช่น กลุ่มผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ หรือแม้แต่คนในพื้นที่ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและประมง จะทำให้ได้มาซึ่งข้อคิดเห็นที่หลากหลายและครบถ้วนมากขึ้น.

 

นางสาวมนทิชา วงศ์อินตา นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาการพัฒนาระหว่างประเทศ

สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

E-mail: [email protected]

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
ดูวิธีแบบจีนสไตล์ อยู่และจัดการปัญหาหมอกควัน
 เข้าชม: 24,317 ครั้ง  |   วันที่ : 11 มีนาคม 2559 - 11:15 น.
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 17,726 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.