• 21 ตุลาคม 2562 - 15:58 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

LocalActเผยผลวิจัยเกษตรกรยากหลุดพ้นวงจรหนี้แนะรัฐใช้หลักธนาคารคนจนแทนเพิ่มเงินกู้

 วันที่ 8 ตุลาคม 2558 - 09:59 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 2,343 ครั้ง พิมพ์

 

ภาพประกอบจาก www.landactionthai.org



โลโคลแอคเผยผลการศึกษา เกษตรกรมีโอกาสน้อยที่จะหลุดจากวงจรหนี้นอกระบบ ปัจจุบันกลายเป็นสาเหตุใหญ่ของการสูญเสียที่ดิน เหตุเพราะไม่มีสถาบันการเงินที่เกษตรกรพึ่งพิงได้จริง ชี้นโยบายปล่อยเงินกู้เพิ่มของรัฐ ยังเป็นแค่การห้ามเลือด ไม่ใช่การรักษาแผลให้หายขาด แนะรัฐบาลใช้หลักการธนาคารคนจนแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ และผลักดันปัญหาหนี้เกษตรกรเป็นวาระแห่งชาติ

โลโคลแอค หรือกลุ่มปฏิบัติงานท้องถิ่นไร้พรมแดน เปิดเผยผลการศึกษา โครงการวิจัยการสูญเสียที่ดินของเกษตรกรอันเนื่องมาจากปัญหาหนี้นอกระบบ โดยพบว่าเกษตรกรเข้าสู่วงจรหนี้นอกระบบ เพราะปัญหาสำคัญ 3 ประการ คือ ขาดทุนจากการผลิตเพราะภัยธรรมชาติและราคาผลผลิตตกต่ำ เข้าไม่ถึงแหล่งเงินกู้ในระบบเพราะไม่ผ่านเกณฑ์ให้กู้จากธนาคารของรัฐและสถาบันการเงิน ขาดความรู้ความเข้าใจในการวางแผนการผลิต การตลาด การใช้จ่ายและการออม

นางสาวพงษ์ทิพย์ สำราญจิตต์ ผู้อำนวยการกลุ่มปฏิบัติงานท้องถิ่นไร้พรมแดน กล่าวว่า แม้รัฐบาลภายใต้การบริหารงานของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะตระหนักถึงปัญหาการถูกยึดที่ดินของเกษตรกรจากนายทุนหนี้นอกระบบและมีคำสั่งให้กระทรวงมหาดไทยสำรวจหนี้สินเกษตรกร โดยเบื้องต้นพบมีเกษตรกรมีหนี้นอกระบบจำนวน 143,437 ราย มูลหนี้ 21,590 ล้านบาท โดยมีกลุ่มที่มีความเดือดร้อนเร่งด่วน จากการนำที่ดินไปค้ำประกันเงินกู้ และอยู่ในชั้นบังคับคดีถูกยึดที่ดินถึงร้อยละ 65 หรือ 92,945 ราย แต่มาตรการแก้ปัญหาหนี้ของรัฐด้วยการปล่อยเงินกู้เพิ่มผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรและธนาคารออมสินนั้น อาจเป็นแค่มาตรการห้ามเลือด แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้นอกระบบในระดับสาเหตุที่แท้จริงและตัดวงจรหนี้นอกระบบที่คุกคามเกษตรกรในปัจจุบันได้  

จากงานศึกษาวิจัยพบว่า เกษตรกรในพื้นที่มักเริ่มต้นด้วยการเป็นหนี้ในระบบก่อน โดยการนำหลักทรัพย์ไปค้ำประกันเงินกู้ เมื่อขาดทุนจากการผลิต แต่ต้องการรักษาที่ทำกินไม่ให้ถูกสถาบันการเงินในระบบยึด จึงเข้าสู่วงจรหนี้นอกระบบ เมื่อเป็นหนี้นอกระบบแล้ว เกษตรกรน้อยรายที่จะรักษาที่ทำกินไว้ได้ เนื่องจากนายทุนนอกระบบบางกลุ่มหวังผลในที่ดินและทรัพย์สินของเกษตรกร ปัจจัยผลักดันสำคัญคือ เกษตรกรไม่มีการรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือกัน ชุมชนไม่มีสถาบันการเงินรองรับความเดือดร้อนเฉพาะหน้า รัฐไม่มีสวัสดิการสังคมและมาตรการประกันความเสี่ยงด้านรายได้ให้กับเกษตรกร รวมทั้งไม่มีธนาคารที่ดินที่เกษตรกรจะสามารถนำที่ดินไปจำนองชั่วคราวได้

กรณีศึกษาในโครงการวิจัย นายอุดม คุ้มภัย เกษตรกรจังหวัดราชบุรี มีที่ทำกิน 1 ไร่ 2 งาน ประกอบอาชีพเพาะเห็ด ทำก้อนเชื้อเห็ดขาย เหตุเพราะต้องการทำโรงเรือนเพาะเห็ด จึงนำโฉนดที่ดินไปจำนองกับนายทุนเงินกู้นอกระบบ และขอกู้เงิน 300,000 บาท แต่ได้รับเงินกู้จริงเพียง 280,000 บาท เพราะถูกหักดอกเบี้ย เมื่อลงทุนแล้วกลับประสบปัญหาไรแดงทำลายก้อนเห็ด เห็ดไม่ออกดอกและขาดทุนอย่างหนัก  ด้วยเกรงว่าจะสูญเสียที่ดิน จึงต้องหาเงินกู้แหล่งใหม่เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ แต่เนื่องจากไม่มีสถาบันการเงินที่พึ่งพิงได้ และไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน จึงเข้าสู่วงจรหนี้นอกระบบถึง 7 แห่ง เพื่อหมุนหนี้ รวมทั้งหนี้หมวกกันน็อคที่ตามทวงทุกวัน สุดท้ายรอดมาได้ด้วยการตั้งสติ ขอนัดเจรจากับเจ้าหนี้

รศ.วันชัย มีชาติ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าโครงการศึกษาพัฒนานโยบายการยุติธรรมเพื่อแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ได้เสนอแนวทางการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบว่า ควรผลักดันให้ แก้กฎหมายอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับความเป็นจริงปัจจุบัน จดทะเบียนเจ้าหนี้นอกระบบ รวมทั้งลงทะเบียนแบ่งประเภทของลูกหนี้นอกระบบให้ชัดเจน เพื่อให้ความช่วยเหลือกับกลุ่มที่มีปัญหาเร่งด่วน เช่น เจ็บป่วยฉุกเฉิน หรือประสบปัญหาภัยพิบัติ  ซึ่งควรได้รับความช่วยเหลือ แบบกึ่งให้การสงเคราะห์ เหมือนกรณีตัวอย่างที่ประเทศญี่ปุ่น ที่มีความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเปิดโอกาสให้ลูกหนี้กู้เงินได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก คือร้อยละ 0.5-1.5 ต่อปี เพื่อให้ผู้ที่ประสบปัญหาทางการเงินได้รับการช่วยเหลือและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ

ทั้งนี้ ผลการศึกษาของโลโคลแอค มีข้อเสนอว่าแนวทางแก้ปัญหาหนี้นอกระบบคือการมีสถาบันการเงินในชุมชนที่เข้มแข็งและทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อทำหน้าที่คัดกรองและช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบอย่างจริงจัง ควรลดกฎเกณฑ์การเข้าถึงเงินกู้จากธนาคารของรัฐ เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงได้จริง  และควรใช้หลักการธนาคารเพื่อคนจนเข้ามาแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ เหมือนกรณีประเทศญี่ปุ่นและบังคลาเทศ รวมทั้งควรสร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกรด้วยการสร้างหลักประกันทางรายได้ และการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อวางแผนการผลิตการตลาด และการออมในครัวเรือน.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 18,124 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.