• 19 มิถุนายน 2562 - 00:56 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

Mining Zone ในร่างกฎหมายแร่มีสภาพบังคับ ไม่ใช่ดุลพินิจ

 วันที่ 24 ตุลาคม 2558 - 07:46 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,999 ครั้ง พิมพ์

 

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ 23 ตุลาคม 2558



ท่ามกลางกระแสคัดค้านต่อต้านการเปิดให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำรอบใหม่-ร่างนโยบายการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ-ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา  มีคำถามเชื่อมโยงมาถึงร่างกฎหมายแร่ฉบับใหม่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกากำลังปรับแก้ด้วย โดยเฉพาะสามประเด็นสำคัญที่เกิดข้อถกเถียง  โต้แย้งและคัดค้านขึ้นในสังคม นั่นก็คือ ความพยายามที่จะแก้ไขกฎหมายแร่ให้มีเขตทรัพยากรแร่ หรือ Mining Zone ในพื้นที่หวงห้ามตามกฎหมายอื่นให้ชัดเจน เพื่อแก้ไขข้อติดขัดตามกฎหมายอื่นที่มีกฎระเบียบยุ่งยากในการตัดแบ่งพื้นที่เหล่านั้นออกมาเปิดให้เอกชนประมูลเพื่อขอสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ ความพยายามที่จะลดขั้นตอนการขอสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ให้สั้นลงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้  เพื่อความรวดเร็วต่อเอกชนที่จะเข้ามาลงทุน และประเด็นสุดท้ายซึ่งเกี่ยวข้องกับสองประเด็นที่กล่าวไป ก็คือ ความพยายามที่จะทำให้หน่วยงานในการบริหารจัดการทรัพยากรแร่เป็นหน่วยงานเดียวในการบริการ หรือ One Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวกให้เอกชนไม่ต้องยุ่งยากในการเดินเรื่องประมูลหรือขอสัมปทานกับหลายหน่วยงานและหลายกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะใช้เวลานานและเชื่องช้า ไม่ตอบสนองการอำนวยความสะดวกและเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ลงทุน  รวมถึงเป็นหน่วยงานเดียวที่มีสิทธิ์  อำนาจและหน้าที่อย่างเต็มที่ในการบริหารจัดการแร่ในพื้นที่ Mining Zone ที่ถูกตัดแบ่งออกมาจากพื้นที่หวงห้ามตามกฎหมายอื่นด้วย    

       ทั้งสามประเด็นนี้ ถูกผลักดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายแร่หลายยุคสมัยเรื่อยมา แต่ก็ยังไม่สำเร็จเสียที จนมาสบโอกาสอีกครั้งหนึ่งในยุคสมัยรัฐบาลเผด็จการทหาร คสช. ที่คณะรัฐมนตรีรับหลักการร่างกฎหมายแร่ดังกล่าวและส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีการปรับแก้อยู่ในขณะนี้

 

 

การกลบเกลื่อนและบิดเบือนข้อโต้แย้ง ถกเถียงและคัดค้านร่างกฎหมายแร่ของ กพร.

       

       กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) จึงได้เผยแพร่บทความ  ร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.. .... : แนวคิดและหลักการสำคัญ ในการเสนอและในช้ันการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะท่ี 7) ที่เผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์ของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่  สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ที่ http://www.dpim.go.th/pr/article?catid=42&articleid=6520  นั้น  (หรือโปรดดูเอกสารดังกล่าวแนบท้้ายบทความนี้)  เพื่อกลบเกลื่อนและบิดเบือนข้อโต้แย้ง  ถกเถียงและคัดค้านร่างกฎหมายแร่ที่เกิดขึ้นในสังคม 

       โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับ Mining Zone บทความดังกล่าวได้ชี้แจงว่า  ในการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 7)  ได้มีการเพิ่มเติมหมวดว่าด้วยนโยบายในการบริหารจัดการแร่เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการแร่ให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกันจัดทำ  ‘แผนแม่บทบริหารจัดการแร่’ ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อมูลการสำรวจทรัพยากรแร่  แหล่งแร่สำรอง การจำแนกเขตพื้นที่ศักยภาพแร่ พื้นที่ที่ควรสงวนหวงห้ามหรืออนุรักษ์ไว้ และพื้นที่ที่มีแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์และมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงที่จะกำหนดให้เป็นเขตเพื่อการทำเหมืองแร่ โดยให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ  ซึ่งเมื่อคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบแล้ว ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ต้องปฏิบัติการให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในแผนแม่บทฯดังกล่าว 

       ดังนั้น  ตามร่างกฎหมายแร่ฉบับใหม่ หรือ ‘ร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ....’  ได้กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจออกประกาศกำหนดพื้นที่ให้เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองได้เป็นอันดับแรกก่อนการสงวนหวงห้าม  หรือใช้ประโยชน์อย่างอื่นในพื้นที่นั้น ซึ่งในการออกประกาศดังกล่าว นอกจากต้องกำหนดจากพื้นที่ที่มีแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์และมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง และไม่ใช่พื้นที่ที่มีกฎหมายเฉพาะห้ามการเข้าใช้ประโยชน์โดยเด็ดขาด รวมถึงพื้นที่ตามกฎหมายว่าด้วยเขตปลอดภัยและความมั่นคงแห่งชาติแล้ว การออกประกาศกำหนดเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองได้เป็นอันดับแรกยังต้องอยู่ภายใต้กรอบของแผนแม่บทบริหารจัดการแร่ด้วย ด้วยเหตุนี้ หากแผนแม่บทฯดังกล่าวได้กำหนดให้พื้นที่แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึมในบริเวณใดเป็นพื้นที่ที่สมควรสงวนหวงห้ามหรืออนุรักษ์ไว้ ก็ไม่อาจออกประกาศกำหนดเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองได้เป็นอันดับแรกทับพื้นที่สงวนหวงห้ามหรืออนุรักษ์ดังกล่าวได้

 

 

ข้อโต้แย้ง  ถกเถียงและคัดค้านร่างกฎหมายแร่ที่ไม่อาจทำลายได้

 

       นั่นคือคำอธิบายของ กพร. ที่นำเอาแผนแม่บทบริหารจัดการแร่มากลบเกลื่อนและบิดเบือนข้อโต้แย้ง ถกเถียงและคัดค้านร่างกฎหมายแร่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Mining Zone 

       แต่ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น 

       ร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. .... ที่ผ่านความเห็นชอบในหลักการจากคณะรัฐมนตรีและอยู่ในขั้นตอนการตรวจพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา  ในหมวด 7 การบริหารจัดการแร่ในพื้นที่พิเศษ  มาตรา 99 ระบุว่า  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศกำหนดให้พื้นที่ใดเป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองได้เป็นอันดับแรกก่อนการสงวน หวงห้าม หรือใช้ประโยชน์อย่างอื่นในพื้นที่นั้น โดยพื้นที่ที่จะกำหนดให้เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองแร่ได้ต้องเป็นแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์และมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง และมิใช่พื้นที่ตามกฎหมายเฉพาะเรื่องการห้ามการเข้าใช้ประโยชน์โดยเด็ดขาด รวมถึงพื้นที่เขตปลอดภัยและความมั่นคงของชาติ  นั้น  เมื่อดูเจตนารมณ์ของบทบัญญัติมาตราดังกล่าวจะเห็นว่าเป็นการเปิดโอกาสให้นำพื้นที่อ่อนไหวทางระบบนิเวศตั้งแต่พื้นที่สูงบนภูเขาจนถึงที่ราบต่ำและชายทะเล  และพื้นที่หวงห้ามตามกฎหมายอื่น  เช่น  พื้นที่ ส.ป.ก.  พื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร  พื้นที่ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ทางโบราณวัตถุ  โบราณสถาน  หรือแหล่งฟอสซิลที่ควรค่าแก่การศึกษาและอนุรักษ์ไว้  ฯลฯ  ต้องคำนึงถึงการนำพื้นที่เหล่านั้นมาเปิดประมูลก่อนคำนึงถึงการสงวนหวงห้าม  หลักกฎหมายเช่นนี้  เป็นการลบล้างหรือครอบกฎหมายอื่นไปสิ้น  จนทำให้แทบไม่เหลือพื้นที่ใดเลยในประเทศที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์หรือรักษาไว้เพื่อประโยชน์ที่ไม่ใช่การสำรวจและทำเหมืองแร่อีกต่อไป

       หลักการเช่นนี้  ดูเหมือนจะมี  ‘สภาพดุลพินิจ’  หมายความว่าหากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่หยิบยกพื้นที่หวงห้ามต่าง ๆ มาประกาศเปิดให้เอกชนประมูลเพื่อสำรวจและทำเหมืองแร่ก็ย่อมได้  แต่จริง ๆ แล้วบทบัญญัติหรือหลักการดังกล่าวมี  ‘สภาพบังคับ’  มากกว่า  หมายความว่าหากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ดำเนินการหยิบยกพื้นที่หวงห้ามต่าง ๆ มาประกาศเปิดให้เอกชนประมูลเพื่อสำรวจและทำเหมืองแร่  ก็อาจทำให้ผู้ประกอบการหรือผู้ลงทุนบังคับได้หลายช่องทาง  ไม่ว่าจะเป็นการเข้าพบเพื่อเจรจา  ร้องเรียน  เรียกร้อง  หรือฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา  โทษฐานที่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่่โดยมิชอบได้  เพราะทำให้เกิดความเสียหายแก่เอกชนหรือผู้ลงทุนได้  เพื่อให้รัฐมนตรีต้องดำเนินการ  เพราะหลักการตามบทบัญญัติดังกล่าวมันแสดงเจตนาชัดว่าไม่ว่าจะเป็นพื้นที่หวงห้ามตามกฎหมายใดต้องคำนึงถึงการนำพื้นที่เหล่านั้นมาเปิดประมูลให้สำรวจและทำเหมืองแร่ก่อนคำนึงถึงการสงวนหวงห้ามหรืออนุรักษ์ไว้

       ดังนั้น  ถึงแม้จะมีแผนแม่บทบริหารจัดการแร่ก็ยังคงทำให้ Mining Zone มีสภาพบังคับอยู่ดี เพราะข้าราชการจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นฝ่ายเขียนแผนแม่บทฯขึ้นมาโดยไร้กระบวนการตรวจสอบและกลั่นกรองใด ๆ จากภาคประชาชนหรือองค์กรที่ไม่มีส่วนได้เสีย นั่นย่อมต้องเขียนขึ้นเพื่อคำนึงถึง Mining Zone เป็นหลัก ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อคำนึงถึงการสงวนหวงห้ามเป็นหลัก  และเป็นการเขียนที่ไม่มีนิยาม เงื่อนไข หลักเกณฑ์  วิธีการใด ๆ ที่ระบุเป็นข้อห้ามหรืือข้อควรปฏิบัติไว้ในร่างกฎหมายแร่ที่สามารถนำมาใช้กำกับหรือควบคุมได้ว่าพื้นที่ใดสมควรเป็นแหล่งแร่สำรอง พื้นที่ใดสมควรเป็นพื้นที่ที่ควรสงวนหวงห้าม หรืออนุรักษ์ไว้ และพื้นที่ใดสมควรเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์และมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงที่จะกำหนดให้เป็นเขตเพื่อการทำเหมืองแร่ เป็นต้น 

       ด้วยการเพิ่มเติมบทบัญญัติเรื่องแผนแม่บทบริหารจัดการแร่เข้ามาในร่างกฎหมายแร่  แทนที่จะสามารถจำแนกพื้นท่ีทรัพยากรแร่ประเภทต่าง ๆ ตามแผนแม่บทฯได้ตามหลักวิชาการ  กลับจะกลายเป็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำแผนแม่บทฯใช้หลักวิชาการบิดเบือนประกาศพื้นที่ที่มีแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์และมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงที่จะกำหนดให้เป็นเขตเพื่อการทำเหมืองแร่ได้เป็นอันดับแรกก่อนการสงวนหวงห้าม (Mining Zone) ครอบทับลงไปในพื้นที่ที่ควรสงวนหวงห้ามหรืออนุรักษ์ไว้เสียมากกว่า  แม้แต่พื้นที่ตามกฎหมายเฉพาะเรื่องการห้ามการเข้าใช้ประโยชน์ที่ไม่มีกฎหมายใดกำหนดโดยเด็ดขาด  รวมถึงพื้นที่เขตปลอดภัยและความมั่นคงของชาติ  ก็สามารถที่จะกลายเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์และมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงที่จะกำหนดให้เป็นเขตเพื่อการทำเหมืองแร่ได้เป็นอันดับแรกก่อนการสงวนหวงห้ามอีกด้วย 

       จากเหตุผลที่กล่าวมา  จะเห็นได้ว่าอย่างไรเสียการเขียนแผนแม่บทฯต้องคำนึงถึงการเขียนไม่ให้กระทบ Mining Zone เป็นหลัก  ไม่ใช่ตัดแบ่ง Mining Zone ออกมาจากพื้นที่หวงห้ามตามกฎหมายอื่นเพื่อไม่ให้กระทบต่อแผนแม่บทฯเป็นหลัก  เพราะไม่มีบทบัญญัติมาตราใดที่บังคับให้ชัดว่าแผนแม่บทฯและ Mining Zone จะต้องให้ความสำคัญกับการคำนึงถึงพื้นที่สงวนหวงห้ามหรืออนุรักษ์ไว้เป็นอันดับแรกก่อนการเปิดให้เอกชนประมูล  ดังนั้น  การมีแผนแม่บทฯไว้ในร่างกฎหมายแร่จึงไม่ใช่ข้อละเว้นว่าไม่ให้ตัดแบ่งพื้นที่สงวนหวงห้ามตามกฎหมายอื่นมาทำเป็น Mining Zone แต่อย่างใด.  

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
ดูวิธีแบบจีนสไตล์ อยู่และจัดการปัญหาหมอกควัน
 เข้าชม: 24,346 ครั้ง  |   วันที่ : 11 มีนาคม 2559 - 11:15 น.
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 17,729 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.