• 23 พฤศจิกายน 2560 - 18:00 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

ส่องกล้อง ! มองแผนงาน ปั้น ‘เชียงใหม่เมืองมรดกโลก’

 วันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 - 07:51 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,831 ครั้ง พิมพ์

 

อานนท์ ตันติวิวัฒน์ ประชาธรรม



เชียงใหม่ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก แล้วยังไงต่อ เชียงใหม่เป็นได้หรือ มันจะทำให้เกิดอะไรบ้าง คณะทำงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแผนการจะทำอย่างไรต่อไป จะทำแบบไหน จะกระทบคนเชียงใหม่อย่างไร แล้วเราทำอะไรกับมันได้บ้าง ฯลฯ  คำถามและข้อสงสัยต่าง ๆ จากประโยคที่ยกมาข้างต้น คงเป็นคำถามที่อยู่ในใจใครหลายคน เมื่อมีการประโคมโหมข่าวในสื่อต่าง ๆ ว่า เชียงใหม่ได้ขึ้นทะเบียนบัญชีเบื้องต้นมรดกโลกแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น คนเชียงใหม่ โดยเฉพาะนักวิชาการ สื่อบางสำนัก และคนในพื้นที่หลายท่านถึงกลับออกมาปรามาสว่า หากไม่แก้ปัญหาต่าง ๆ ในปัจจุบันย่อมไม่มีทางจะขึ้นหิ้งเป็นเมืองมรดกโลกได้ ประเด็นปัญหาเหล่านั้นเป็นต้นว่า  เชียงใหม่มีความเปลี่ยนแปลงในเขตโบราณและสถาปัตยกรรมมากเกินไป (เปลี่ยนแปลงจากรูปเดิม)  ป้ายโฆษณาในเมืองที่กระทบต่อทัศนียภาพ  สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานไม่พร้อม ทั้งถนน สัญญาณไฟจราจร ทางเท้า ปัญหาการจราจร ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาหมอกควัน พื้นที่สีเขียว การจัดโซนนิ่งร้านกินดื่มยามราตรี เป็นต้น

นอกจากหยิบยกข้อท้าทายจากปัญหารูปธรรมขึ้นมาแล้ว ยังมีการแสดงความกังวลถึงอุปสรรคของเมืองที่เป็นมรดกโลกแล้วต้องเผชิญด้วย เช่น การไม่สามารถรักษาผู้คนในพื้นที่ที่เป็นมรดกไว้ได้ การเปลี่ยนมือของที่ดินไปสู่กลุ่มทุนใหญ่ จนผู้ประกอบการรายย่อยล้ม ฯลฯ พร้อมกันนั้นมีการเสนอทางออก ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอโมเดลการจัดการของสถานที่ต่างๆ เช่น เกียวโต ซึ่งอยู่ในประเภท “historic monuments of ancient Kyoto” หรือ ปีนัง ที่มีลักษณะเมืองคล้ายเชียงใหม่ เป็นต้น

ข้อท้าทายและอุปสรรคปัญหาที่ยกมานี้เสมือนเป็นการแสดงความห่วงใยที่อยู่ในม่านหมอก เพราะเราแทบจะยังคลำทางไม่ได้เลยว่า มรดกโลกของเชียงใหม่จะเป็นไปในทิศทางไหนกันแน่  ถ้าดูตามลำดับขั้นตอนการเป็นมรดกโลก ลำพังแค่เอกสาร tentative list ที่ใช้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกเบื้องต้นนั้นไม่ใช่ของจริงที่ยูเนสโกจะใช้ประเมินว่า จะเป็นมรดกโลกได้หรือไม่ ของจริงจะอยู่ที่เอกสารนำเสนอในชั้นต่อไป ซึ่งอาจจะเป็นคนละเรื่องกับเอกสาร tentative list เลยก็เป็นได้

บทความนี้จึงเป็นความพยายามอันหนึ่งที่จะแกะรอยว่า คณะทำงานวางแผนการทำงานเกี่ยวกับเรื่องมรดกโลกอย่างไร   เพื่อพยายามเปิดม่านหมอกให้เกิดความชัดเจนแก่สาธารณะ โดยใช้ข้อมูลและสัมภาษณ์แหล่งข่าวในคณะทำงานเรื่องนี้  

 

ย้อนรอยก่อนเชียงใหม่ขึ้นทะเบียนบัญชีเบื้องต้นมรดกโลก

หากย้อนดูเส้นทางการขึ้นทะเบียนบัญชีเบื้องต้นเพื่อขอเป็นมรดกโลก จะพบว่า ค่อนจะรับรู้กันเฉพาะแวดวงแคบ ๆ และบางหน่วยงานเท่านั้น สิ่งที่ปรากฏออกมาตามข่าวเป็นงานเสวนาและการรับฟังความเห็น จัดที่เชียงใหม่และลำพูน (มีแนวคิดที่จะควบรวมทั้งสองจังหวัดเป็นมรดกโลกด้วย) จากนั้นก็เงียบหายไป จนรู้อีกทีว่า ได้ขึ้นบัญชีเบื้องต้นไปแล้ว

จากการสำรวจข้อมูล และทำการสัมภาษณ์แหล่งข่าว สอดคล้องกันว่า ผู้หยิบยกประเด็นเชียงใหม่เป็นเมืองมรดกโลก คือ อนันต์ ลี้ตระกูล อดีตกรรมการสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในช่วงประมาณปี 2555 ก่อนที่ท่านจะเกษียณ โดยท่านให้เหตุผลถึงแรงบันดาลใจเบื้องหลังว่า ประทับใจในอัตลักษณ์ เอกลักษณ์ของคนและเมืองเชียงใหม่  จึงอยากให้เชียงใหม่เป็นมรดกโลก ด้วยเหตุผลที่ว่า

“หนึ่ง อยากให้ประชาคมโลกได้รับรู้ถึงอัจฉริยภาพพระเจ้ามังราย (human creative genius) ผู้เสาะหา “ชัยภูมิ” สร้างเมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรืองมาถึง 700 ปีจนทุกวันนี้ (A Living Capital)”

“สองอยากให้ประชาคมโลกได้รับรู้ถึงความสวยงาม และวิถีชีวิตของ “คนเมืองเชียงใหม่” (very Chiang Mai) พระเจ้ามังรายใช้หลัก “คุณธรรมนำเมือง” เมืองที่มีเนื้อที่เพียงหนึ่งพันไร่ (หนึ่งตารางไมล์) แต่มีวัดอยู่ถึง 51 วัด อบรมบ่มเพาะชาวเมือง ก่อวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม”

เขาเปรียบเทียบว่า “เชียงใหม่ คือ เมือง Shangri-La ในฝันของผม” จากนั้นจึง “เริ่มเดินทางขายฝัน”

การเดินทางขายฝัน คือ การโยนโจทย์และไอเดียให้กับผู้ใหญ่ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แล้วผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำการรวบรวมข้อมูลในตอนแรก คือ รศ.ดร. วรลัญจก์ บุณยสุรัตน์ คณบดีคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้ทำงานรวบรวมในเชิงงานวิจัย จึงอาจกล่าวได้ว่า กลุ่มคนที่ริเริ่มทำในช่วงแรกเริ่มอยู่ในกลุ่มอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่การทำเฉพาะงานวิชาการ พวกเขาคงเห็นว่า เส้นทางไปถึงฝั่งการเป็นมรดกโลกคงจะยาก เพราะเกี่ยวพันถึงเรื่อง การออกข้อบัญญัติของเมือง กำหนดแผนที่ กำหนดพื้นที่ กำหนดเขตมรดก ข้อกำหนดในเขตมรดก ฯลฯ ซึ่งมันคือ การกำหนดเมือง และการจะทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานของรัฐ รวมถึงภาคเอกชนด้วย ทั้งอ.วรลัญจก์ และอนันต์ จึงเริ่มแสวงหาความร่วมมือ

คุณอนันต์ เริ่มเข้าขอความคิดเห็น และการสนับสนุนจากบุคคล หน่วยงาน และองค์กรต่าง ๆ เช่น ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และอธิบดีกรมศิลปากร ในช่วงเริ่มต้น มีการตอบรับเป็นอย่างดี  พร้อมกับการที่ได้ อาจารย์สาวิตรี สุวรรณสถิตย์ ที่ปรึกษากระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งมีประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับเรื่องมรดกโลก อีกทั้งยังเป็นมือฉมังด้านการเขียนโครงการ ต่อมามีการประชุมเสวนาและได้รับความร่วมมือเจ้าคณะภาค 7 เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ รวมทั้งคณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ทั้งหมด จากนั้นจึงเริ่มขยับเข้าไปขอความร่วมมือจากอบจ.เชียงใหม่

ด้านอ.วรลัญจก์ ได้ขยับเข้าหาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาทิ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ และเทศบาลนครเชียงใหม่ ซึ่งทั้งนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ และนายทัศนัย บูรณุปกรณ์ก็ได้ให้ความสนใจและให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เช่นกัน

โดยทางฝั่งของอบจ.เชียงใหม่ได้กันงบการทำเรื่องนี้ไว้เป็นจำนวน 10-20 ล้านบาท ส่วนทางฝั่งของเทศบาลนครเชียงใหม่เชียงใหม่ได้จัดคนมาช่วยเป็นคณะทำงาน พร้อมกับผลักดันออกเทศบัญญัติฉบับใหม่โดยมีสาระสำคัญอยู่ที่ควบคุมการก่อสร้างอาคาร สี และความสูง ในเขตเมืองเก่า เพื่อรับกับการทำเรื่องมรดกโลก (สนใจอ่านรายละเอียดได้ที่นี่ 1 2)

ในระหว่างที่แสวงหาความร่วมมือ (ปี พ.ศ. 2556-2557) มีการจัดเสวนารับฟังความคิดเห็น โดยมีการอ้างว่า จากการรับฟังความคิดเห็น และทำแบบสอบถาม พบว่า คนเชียงใหม่ร้อยละ 97.47 มีความยินดีต่อการพัฒนาเมืองเชียงใหม่สู่การเป็นเมืองมรดกโลก

อย่างไรก็ตาม การทำงานที่แยกส่วนกัน ทำให้เกิดความเห็นไม่ลงรอยกันบ้าง ทั้งในเรื่องของเอกสารที่จะยื่น และรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องเอกสาร  แต่การที่ต่างฝ่ายทำงานหนักเพื่อมุ่งหวังให้เชียงใหม่เป็นมรดกโลก เอกสารที่ใช้ในการเสนอเข้าสู่บัญชีรายชื่อชั่วคราว หรือ tentative list ของคณะกรรมการมรดกโลกก็ได้รับการพิจารณาในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2558 และมีมติเห็นชอบเสนอให้เชียงใหม่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาเข้าอยู่ในบัญชีเบื้องต้นของการนำเสนอเป็นมรดกโลกด้วย

ต่อมาในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ระหว่างการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกขององค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) สมัยสามัญครั้งที่ 39 ระหว่างวันที่ 28 มิ.ย. - 8 ก.ค. 58 ที่กรุงบอนน์ เยอรมนี ก็มีข่าวประกาศออกมาว่า “เชียงใหม่ได้รับการพิจารณาขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้นเป็นมรดกโลก” แล้ว

นี่คือจุดเริ่มต้นของคำถามที่ว่า “เชียงใหม่มรดกโลก แล้วยังไงต่อ”

 

อีกไกลแค่ไหน เชียงใหม่ถึงฝัน “มรดกโลก”

หากเราพิจารณาขั้นตอนของการเป็นมรดกโลกของเชียงใหม่ จะพบว่า การขึ้นทะเบียนบัญชีรายชื่อเบื้องต้นหรือ tentative list เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น  ขั้นตอนนี้เพียงแต่เสนอบัญชีรายชื่อสถานที่ที่มีความสำคัญในพื้นที่ และแสดงให้เห็นว่าเข้าเกณฑ์อย่างไร

ตามกระบวนการยังเหลืออีกสองขั้นตอน และขั้นตอนที่ถือว่าเป็นของจริง คือ ขั้นตอนที่สอง ที่ระบุไว้ว่า ประเทศที่ต้องการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก จะต้องคัดเลือกสถานที่มาจากบัญชีรายชื่อเบื้องต้น และจัดทำเป็นแฟ้มข้อมูล (nomination file) เพื่อยื่นต่อองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและพิจารณา ได้แก่ สภานานาชาติว่าด้วยการดูแลอนุสรณ์สถานและแหล่งโบราณคดี (International Council on Monuments and Sites) และ สหภาพสากลเพื่อการอนุรักษ์ (World Conservation Union)

และอย่างที่ได้กล่าวมาตอนต้นว่า การจัดทำเป็นแฟ้มข้อมูล (nomination file) ของพื้นที่นั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นข้อมูลเดียวกัน หรือสอดคล้องกับข้อมูลที่ขอขึ้นบัญชีเบื้องต้นก็ได้

“การเขียนไปจำนวนมากในการยื่นบัญชีรายชื่อเบื้องต้นไม่มีผลมาก เพราะเป็นเหมือนการประกาศตัวว่าอยากเข้า ซึ่งตอนนี้เขาก็รับเข้า เหมือนกับประกาศตัวว่า ฉันอยากเข้า ฉันมีของดี แต่เอกสารนี้ก็ถือเป็นศูนย์ได้ ไม่ผูกพัน” แหล่งข่าวซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทำงานเชียงใหม่มรดกโลกกล่าว

เขายังให้ข้อมูลอีกว่า ในบัญชีเบื้องต้น เขียนจากการระดมความเห็น ทุกคนจึงเสนอสิ่งดีเต็มไปหมด ทั้งวัด คูเมือง กำแพง เวียงบัว เวียงเจ็ดริน เวียงสวนดอก เวียงกุมกาม วัดเจ็ดยอด วัดผาลาด ดอยคำ ฯลฯ  คือ พวกเขาไม่ได้มองว่า ในพื้นที่เชียงใหม่ แหล่งที่มีอะไรดีค่อนข้างกระจายตัวมาก

“ในบัญชีเบื้องต้น พยายามไปจัดรวมทั้งหมดไม่ตัดออก โดยจัดดอยสุเทพกับทางขึ้นดอยสุเทพเป็นเขตธรรมชาติที่เอื้อต่อเมือง cultural heritage เวียงเก่าก็เป็นอีกชุดหนึ่ง วัดในเขตเมืองเก่าก็เป็นอีกชุดหนึ่ง คูเมืองกำแพงเมืองเป็นอีกชุดหนึ่ง สิ่งก่อสร้างใหม่ เช่น สถานีรถไฟ โบสถ์ ฯลฯ ก็ถูกรวมมาเป็นอีกชุดหนึ่ง เยอะมาก แบ่งเป็นหกกลุ่ม”

“ที่นี่เราก็ต้องมาตั้งกันใหม่ เพราะหลายคนก็เตือนว่ามันเยอะเกินไป เอกสารที่ทำก็จะยิ่งมากตามไปด้วย ผลกระทบของผู้คนจะเกิดในวงกว้างเกินไป ข้อกำหนดที่จะทำ mapping ถ้ามีหกกลุ่มก็ต้องทำหกชุด ซึ่งมันจะกลายเป็นภาระที่หนักมาก”

“มีผู้เชี่ยวชาญจากยูเนสโกคนหนึ่ง เตือนว่า ขอเป็น single nomination มันพอทำได้ คือลดทอนลง แล้วใช้เป็นพื้นที่โดยรอบ สรุปคือ เรากำลังจะเดินหน้าแบบนี้ คือ single nomination ซึ่งจะได้หรือไม่ได้ยังไม่รู้ แม้ว่าเราจะใช้เมืองเก่าเป็นแหล่งมรดก แต่ที่ผ่านมาไม่มีใครสลัดดอยสุเทพทิ้งได้ คือ ถ้าจะเอาข้อเสนอดอยสุเทพเป็นแหล่งมรดกด้วย ก็จะกลายเป็น serials nomination ทันที”

ข้อมูลจากแหล่งข่าว แสดงให้เห็นว่า อาจจะต้องมีการจัดทำเอกสารใหม่ทั้งหมด และจะต้องเลือกพื้นที่ที่เป็นไปได้ มีผลกระทบต่อประชาชนไม่กว้างหนัก

ดังนั้น ขั้นตอนของการทำเอกสารแฟ้มข้อมูล (nomination file) จะเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาค่อนข้างมาก และชี้วัดการได้เป็น หรือไม่ได้เป็นมรดกโลก ถ้าโชคดีเอกสารนี้เข้าเกณฑ์ โดนใจสภานานาชาติว่าด้วยการดูแลอนุสรณ์สถานและแหล่งโบราณคดี (International Council on Monuments and Sites) และสหภาพสากลเพื่อการอนุรักษ์ (World Conservation Union) ก็จะผ่านไปสู่ขั้นตอนสุดท้าย เพราะทั้งสององค์กรนี้จะเป็นผู้ยื่นข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการมรดกโลก

จากนั้นเราก็มาลุ้นว่า คณะกรรมการมรดกโลกจะตัดสินใจให้เป็นมรดกโลกหรือไม่ โดยคกก.มรดกโลกจะมีการประชุมร่วมกันปีละหนึ่งครั้ง เพื่อตัดสินว่าสถานที่ที่มีการเสนอชื่อแห่งใดบ้างที่ควรได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยการพิจารณาว่า สถานที่ที่ขอขึ้นทะเบียนมีลักษณะตามเกณฑ์มาตรฐานข้อใดข้อหนึ่ง หรือหลายข้อ ซึ่งทางคณะกรรมการอาจร้องขอให้ประเทศที่เสนอ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่เพิ่มเติม

 

ส่องกล้อง มองแผนการดำเนินงาน “เชียงใหม่สู่มรดกโลก”

อันที่จริงแล้วแผนการดำเนินงานไม่ได้เริ่มตอนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนบัญชีเบื้องต้น แต่เริ่มตั้งแต่ มีการจัดประชุมเสวนารับฟังความเห็นหลายฝ่ายเพื่อพัฒนาเป็นเมืองมรดกโลก เช่น กลุ่มนักวิชาการ นักออกแบบผังเมือง นักพัฒนาและนักเคลื่อนไหว พระสงฆ์ ประชาชนทั่วไป ฯลฯ ซึ่งการแสดงความเห็นหลายครั้งทำให้คณะทำงานเรื่องนี้มีเรื่องต้องกลับไปขบคิดมากพอสมควร อย่างเรื่องการจะเป็น single nomination หรือ serials nomination ที่ได้กล่าวไป

โจทย์ที่ท้าทายคณะทำงานอย่างสำคัญ  คือ จะทำให้ยูเนสโกเห็นว่า เมืองของเราถูกสร้างด้วยอัจฉริยภาพของคนได้อย่างไร ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแค่พญามังราย

“การมองเมืองเชียงใหม่ในแง่ประวัติศาสตร์ ให้น้ำหนักกับเมืองประวัติศาสตร์เยอะ ให้น้ำหนักกับผู้สร้างเมือง ให้น้ำหนักความอัจฉริยะของพญามังราย เสนอจุดเด่นสุดของเชียงใหม่คือ อัจฉริยภาพของมนุษย์ที่สร้างเมืองนี้ขึ้นมา ซึ่งก็เห็นด้วย”

“แต่จากการไปคุยกับหลาย ๆ คน นักวิชาการบางท่านเสนอว่า มันต้องอธิบายด้วยว่า เมืองที่ฉลาดล้ำ อยู่มาได้ 700 กว่าปี  จะต้องมีอะไรมากกว่าความฉลาดของผู้สร้าง ซึ่งเราต้องค้นหาว่า ปัจจัยที่หล่อเลี้ยงเมืองเชียงใหม่ให้รุ่งเรืองตลอดมา คืออะไร อะไรที่ทำให้เชียงใหม่แตกต่างจากเมืองอย่างสุโขทัยที่เคยรุ่งเรืองและล่มไปเหลือแต่ซากเมืองเก่า”

“มีอาจารย์ที่ให้ข้อคิดเห็นว่า เชียงใหม่ถูกสร้างให้เป็นเมืองการค้า และมีความรุ่งเรืองทางศาสนา ผู้คนมีความศรัทธาการมุ่งมั่นที่จะไปสู่นิพพาน ตามความเชื่อนี้เมืองจึงอิ่มเอมไปด้วยวัดวาอาราม ขณะเดียวกันการเป็นศูนย์กลางทางการค้าก็ทำให้คนนิ่มนวล ประนีประนอมไม่กีดกันกลุ่มชาติพันธ์ุอื่นๆ จึงเป็นที่มาของการหล่อหลอมศิลปะที่ยอมรับความหลากหลาย ผู้คนก็หลั่งไหลเข้ามาอยู่อย่างเป็นสุข ข้อกำหนดกฎหมายอย่าง “มังรายศาสตร์” ก็แสดงให้เห็นถึงเมืองลักษณะนี้อย่างชัดเจน”

จากข้อคิดเห็นดังกล่าว ทำให้คณะทำงานฯต้องกลับมาวิเคราะห์เรื่องเมืองกันใหม่ เพราะความคิดเห็นที่ได้มายังเป็นนามธรรมอยู่มาก และมรดกโลกอาจจะไม่คุ้นชิน ฉะนั้นโจทย์ของคณะทำงานคือ “จะต้องหารูปธรรมที่มาจากนามธรรมให้กลับมาโดดเด่น และเป็นคุณค่าที่สำคัญของเมือง และรักษารูปธรรมที่เป็นคุณค่าอยู่แล้วเอาไว้ได้ด้วย”

“คืนรูปธรรม และเอานามธรรมมาหนุนให้เป็นจุดเด่นของกระบวนการการเป็นมรดกโลกของเมือง” จึงกลายธีมหลักของการกำหนดรูปแบบของคณะทำงานเรื่องมรดกโลก

เมื่อได้แกนหลัก หรือนโยบายการทำงานแล้ว ทางคณะทำงานฯได้วางการทำงานในเบื้องต้น 3 ปี เพื่อให้ได้เอกสารแฟ้มข้อมูล (nomination file) และรูปธรรมการปรับเปลี่ยนรูปแบบเมืองไปพร้อม ๆ กัน  จากนั้น ปีที่ 4-5 จะยื่นเอกสารให้กับยูเนสโกพิจารณา ซึ่งยูเนสโกก็จะใช้เวลาในการตรวจหลังจากนั้น

โดยในช่วงปีที่1-2 สิ่งที่คณะทำงานฯ วางแผนจะทำได้แก่ หนึ่ง งานวิชาการที่จะต้องมีแหล่งข้อมูลจากการวิจัยที่น่าเชื่อถือ เนื่องจากเอกสารมรดกโลกจะต้องน่าเชื่อถือ พิสูจน์ได้ และเป็นงานเขียนเชิงวิจัยที่ถูกอ้างอิง พิมพ์เป็นบทความ เอกสาร หรือได้รับการยอมรับ มีการเสนอและยอมรับในเวทีระดับนานาชาติ ซึ่งอีกนัยหนึ่ง คือ ต้องยกระดับงานข้อมูลเกี่ยวกับเมืองให้เป็นสากล

“มรดกโลกเรียกร้องการพิสูจน์ได้ อันนี้เป็นหลักเกณฑ์ เพราะเวลาเราพูด เรามักคิดว่ามันมีสิ่งนั้นสิ่งนี้อยู่ แต่ว่าบางทีมันเป็นตำนาน เป็นเรื่องเล่า รวมทั้งความคิดบางอย่าง เช่น การพูดเรื่องจุดเด่นบางอย่างของเมือง การสร้างเมือง พอเราพูดถึงเมือง เราจะพูดถึงด้านที่เป็นอัจฉริยภาพของพญามังราย แต่บางครั้ง ก็มีการตีความแตกต่างกันไป เช่นเรื่องวัด หรือไชยมงคล

“เรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่อง คือเรื่องของระบบน้ำ ความฉลาดในการดึงเอาระบบน้ำเข้ามาสู่เมือง เพื่อหล่อเลี้ยงการอุปโภคบริโภค ซึ่งมันต้องใช้การรวบรวมข้อมูลว่า ระบบน้ำโบราณเป็นอย่างไร  ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อศึกษาค้นคว้า รวบรวมขึ้นมา รวมทั้งประเด็นอื่น ๆ ด้วย ทำเอกสารเผยแพร่ นำเสนอเพื่อให้ได้รับการยอมรับ คนมาตรวจส่วนใหญ่ก็เป็นฝรั่งหมด ไม่ใช่คนไทย เราก็ต้องหาวิธีทำให้เกิดความเข้าใจลักษณะต่าง ๆ แบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

สอง คือ ทำเรื่องผังชุมชน คณะทำงานฯมองว่า การทำผังชุมชนในเขตพื้นที่แหล่งมรดกฯ จะเป็นตัวกำหนดวิธีการรักษา รูปแบบวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ โดยชุมชนต้องการให้ย่านหรือชุมชนเป็นอย่างไร อยู่อย่างไรถึงจะเป็นสุขและสอดคล้องกับเมืองมรดกโลก อยากให้มีการจัดสรรผังเมืองย่อส่วนลงมาในเขตของชุมชนตัวเองอย่างไร เช่น การมีสถานบันเทิงในเขตชุมชนนี้จะจำกัดอยู่แค่ไหน หรือไม่ต้องการสถานประกอบการเพิ่มมากขึ้น ต้องการให้เป็นที่อยู่อาศัย หรืออะไรก็ตามที่ออกมาในรูปแบบผังเมืองได้ ซึ่งเป็นรายละเอียดมาก เฉพาะเจาะจงมากขึ้น การบอกสัดส่วนการใช้พื้นที่ และทุกอย่างต้องได้รับการยอมรับจากชุมชน

“เรื่องผังชุมชน ซึ่งไม่ใช่ผังชุมชนที่ออกยากตามระเบียบกฎหมาย อันนั้นทำประกาศใช้ยาก และปรับแก้ไขยาก โยนก้อนระเบียบนี้ทิ้งก่อน แล้วให้สถาปนิกชุมชนของเมืองเรา เช่น กลุ่มคนใจบ้าน มาทำงานกับกลุ่มชุมชนในเขตแหล่งมรดก”

“ทุกอย่างจะออกมาจากความต้องการของชุมชน ลงทำงานแต่ละบล็อกแต่ละสัดส่วนของพื้นที่ เมื่อผังชุมชนเสร็จ ก็ขยับไปสู่การคุยกับอำเภอ เทศบาล เดินหน้าไปสู่การยื่นข้อเสนอ ผังนี้จะเป็นผังแรก ๆ ที่ชุมชนมีส่วนร่วมในการทำผังเมืองจริง ๆ กำหนดเลยว่า ในพื้นที่เมืองมรดกสัดส่วนพื้นที่การอยู่อาศัยกับการทำมาหากินจะเป็นอย่างไร”

“ในความคิดเรา มันต้องเดินหน้าไปสู่ประเด็นว่า ใครจะทำอะไรในย่านนี้ ต้องมีกรรมการ ประกอบด้วยใครบ้าง แน่นอนว่าต้องรวมชาวบ้านในย่านชุมชนนั้น เทศบาล จังหวัด โยธาฯ เช่น ถ้าใครจะมาเช่าพื้นที่วัดร้าง สำนักพุทธศาสนาฯ จะอนุญาตให้เข้าใช้ประโยชน์ไม่ได้ ถ้าชาวบ้านไม่ให้  คือ มันจะต้องมีกฎเกณฑ์เกิดขึ้น”

คณะทำงานเห็นว่า หากสามารถทำผังชุมชนยื่นข้อเสนอให้กรมโยธาและผังเมืองยอมรับได้ จะช่วยให้คลี่คลายปัญหา และตอบคำถามว่า “เราจะไม่เผชิญปัญหาเหมือนเมืองมรดกโลกหลายเมืองอย่างไร นั่นก็เพราะเราวางระบบให้ตอบสนองต่อความต้องการชาวบ้านอย่างถึงที่สุดว่า อยากมีชีวิตในพื้นที่แบบไหน คุณเป็นคนกำหนดมา แล้วเราจะทำให้คุณอยู่ในที่แบบนั้น เพื่อส่งเสริมให้คนในพื้นที่ อยู่อาศัยในเมืองมรดกโลกอย่างเป็นสุข ไม่เกิดการเปลี่ยนมือที่ดินไปสู่ระบบธุรกิจที่จะขยายเข้ามา”

“เราจะใช้เรื่องนี้ตอบโจทย์การรักษาวิถีของคนในเมืองมรดกโลก ซึ่งไม่ค่อยมีใครทำเรื่องนี้ ถ้าเราทำเรื่องนี้ได้ กระบวนการนี้จะเป็นคำตอบต่อการเป็นเมืองมรดกโลกที่ดีที่สุด เพราะเวลาเราถูกตรวจพื้นที่เรามีข้ออ่อนเยอะมาก เมืองเรามีคนอยู่อาศัยมาตลอด มันมีความช้ำ แต่เรื่องของการพยายามรักษาเมือง จุดนี้จะเป็นจุดแข็งของเรา”

สาม ทำแผนที่กำหนดพื้นที่เมืองมรดกโลก (mapping) โดยแผนที่นี้จะต้องทำขอบเขตให้ชัดเจน มีกฎเกณฑ์ ข้อบัญญัติ และแนวทางที่แน่ชัด และยังสัมพันธ์อยู่กับการเลือกพื้นที่ว่าจะเป็น Single nomination หรือ Serials nomination ในพื้นที่ที่ถูกขีดเส้นให้เป็นมรดกโลกจะต้องมีการกันพื้นที่ส่วนหนึ่งให้เป็น view protection ซึ่งจะกินพื้นที่กว้างขนาดไหนขึ้นอยู่กับการกำหนดพื้นที่นี้ด้วย

“เรื่องนี้จะต้องถูกทำอย่างละเอียด เพราะมันกระทบผู้คนอยู่บ้าง ในเขตเมืองเก่าทำได้เต็มที่เพราะว่าเมืองเก่ามีเทศบัญญัติแล้ว เมื่อพร้อมเป็นแหล่งมรดก เขตชั้นนอกในบริเวณ 200-500 เมตร รอบเมืองเก่าจะกลายเป็นเขตบัฟเฟอร์โซน จุดประสงค์ของการมีเขตบัฟเฟอร์โซนก็เพื่อให้บริบทสอดคล้องกับเขตเมืองเก่า ไม่ก่อให้เกิดความแตกต่างกันเกินไป”

“ส่วนพื้นที่โดยรอบ หากเรากำหนดพื้นที่ตั้งแต่ดอยสุเทพ ไปจนถึงแม่น้ำปิง ซึ่งเป็นไปตามไชยมงคลการสร้างเมืองของเรา พื้นที่โดยรอบที่ขีดไว้จะมีขอบเขตกว้าง พื้นที่โดยรอบในระบบของเมืองมรดกโลกคือ พื้นที่ที่สนับสนุนความเป็นแหล่งมรดกมรดกโลก เช่น ที่เมืองหลวงพระบาง เขตพื้นที่โดยรอบกว้างมาก กว้างกว่าเขตแหล่งมรดกหลายเท่า เพราะเขาต้องการรักษาบรรยากาศ มุมมอง  พอพูดถึงมุมมองของเชียงใหม่ ถ้าดอยสุเทพเป็นแหล่งมรดก พื้นที่โดยรอบก็จะต้องรักษามุมมองดอยสุเทพ (view protection) ตึกที่สร้างภายหลังจะมาบังวิวดอยสุเทพไม่ได้”

คณะทำงานฯยังบอกอีกว่า อาจจำเป็นต้องเลือกเสนอแบบพื้นที่เดี่ยว (single nomination) เพราะ ไม่กระทบกับผู้คนมากนัก และในเขตเมืองเก่ามีออกเทศบัญญัติควบคุมการก่อสร้างเฉพาะพื้นที่ไว้แล้ว  

“ที่เกียวโตเขาทำแบบ serial ได้ เพราะเขารักษาวัดของเขาไว้ดีทุกที่ เขาเลยเสนอขอเป็นแบบ “serials nomination” ถ้าเราขอแบบนั้น ในเขตเมืองเก่า เราก็มีสามสิบกว่าวัดแล้ว ซึ่งเราจะต้องทำความเข้าใจผู้คนเพิ่มมากขึ้น ถ้าเรากำหนดพื้นที่มรดก ทุกอันต้องเป็นแหล่งมรดก  ซึ่งทุกอันต้องมีบัฟเฟอร์โซนหมด ก็ต้องออกข้อกำหนดเฉพาะแบบเทศบัญญัติ และต้องทำในทุกพื้นที่ จะเป็นงานที่หนักมาก และเกี่ยวข้องกับอีกหลายหน่วยงาน ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาในการทำงานกันนานแค่ไหน”

ในช่วงเวลาเดียวกันกับการกำหนดพื้นที่ คณะทำงานก็จะทำงานกระบวนการสร้างจินตภาพร่วม ของคำว่า “มรดกโลก”ไปด้วย เพื่อเอาจินตภาพร่วมกำหนดทิศทางการทำงานในอนาคต ทำให้เห็นชัดขึ้นว่า แต่ละส่วนงานจะต้องมีแผนงงานโครงการอย่างไร เพื่อบรรลุจินตภาพนี้อย่างเป็นรูปธรรม

"ขณะนี้แต่ละคนมีภาพในใจเรื่องของเมืองมรดกโลกที่ต่างกัน การจะทำให้มีภาพเดียวกันมากที่สุด คือ มีภาพรูปธรรมอันหนึ่งเพื่อจะกำหนดทิศทางอนาคต หรือมองเห็นอนาคตร่วมกัน"

“หลายคนคิดว่า การเป็นมรดกโลก เป็นเรื่องดี แต่คิดแตกต่างกัน ดังนั้นการสร้างจินตภาพร่วมจะเป็นงานหลักงานหนึ่ง และจินตภาพนี้จะบ่งชี้ภาพทิศทางการเดินไปในอนาคตจริง ๆ วิธีการทำงานอาจเป็นการประกวดแบบข่วงหลวงเวียงแก้ว คือ แทนที่เราจะประชุม แล้วค่อย ๆ เอาข้อความมาแปรเป็นภาพ เราเริ่มจากภาพก่อนแล้วค่อยเก็บเกี่ยวความคิดเห็นของผู้คนมาเปลี่ยนภาพนั้น เปลี่ยนแล้วมานำเสนอหลาย ๆ รอบ ลองเปลี่ยนตามความเห็นใหม่ ถ้าทำแบบนี้ เราจะได้จินตภาพร่วมชุดหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ”

“มรดกโลกเป็นจินตภาพใหญ่ พอเป็นจินตภาพใหญ่ต้องใช้พลังในการทำมาก การทำแบบนี้จะได้การมีส่วนร่วมในระดับหนึ่ง คล้ายข่วงหลวงเวียงแก้ว คือ เก็บเกี่ยวภาพของทุกคนที่แตกต่างกัน เอามาหลอมรวมให้เกิดภาพเดียวกันทีละนิด พอทำเสร็จภาพของเมืองมรดกโลกในความเข้าใจของคนจะแตกต่างกันน้อยลงมาก จนเกือบจะเป็นภาพเดียวกัน”

นี่คือ แผนการดำเนินงานขั้นต้นทั้งหมดในการปั้นเชียงใหม่เป็นเมืองมรดกโลก โดยทั้งหมดคาดว่าจะใช้งบประมาณจากสองส่วนคือ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ และองค์การพิงคนคร

 

โจทย์และข้อท้าทายในมุมคณะทำงานฯ “เชียงใหม่สู่เมืองมรดกโลก”

เมื่อดูแผนการดำเนินงานที่ได้นำเสนอไป จะเห็นว่าไม่ง่ายเลย เพราะการดำเนินตามขั้นตอนดังกล่าวต้องเผชิญกับระบบอำนาจและการบริหารของประเทศที่มีความเหลื่อมซ้อนกัน ผลกระทบอันจะเกิดกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงความคิดเห็นที่แตกต่างกันของทั้งคนที่ถูกคาดว่าจะมานั่งในคณะทำงาน และภาคประชาสังคมในหลาย ๆ ภาคส่วน ซึ่งตัวคณะทำงานเองก็รับรู้ถึงจุดอ่อนตรงนี้ดี แต่ก็มองว่ามันเป็นข้อท้าทายที่ต้องฝ่าฟันไปให้ได้ หากจะทำให้เชียงใหม่ใกล้กับคำว่า “มรดกโลก”

“การทำงานต้องมีปัญหาแน่ ๆ เพราะเราทำงานกับคนจำนวนมาก จะเห็นด้วยกับเราทั้งหมดเป็นไปไม่ได้แน่นอน เป็นงานยากด้วย งานนี้ยากมาก”

“โจทย์ที่ยากที่สุด คือ จะทำอย่างไรให้ หน่วยงานต่าง ๆ ที่เขาถือทรัพยากรของเมืองเราไว้อย่างกระจัดกระจาย ทั้ง ธนารักษ์ สำนักพุทธฯ กรมศิลปากร ได้นำเอาทรัพยากรของตัวเองมาเทหน้าตักลง แล้วช่วยกันมองว่าเมืองควรจะเป็นอย่างไร อันนี้มันเป็น Idealism มาก”

“อำนาจหน้าที่ที่อยู่กระจายตัวกันเกินไป พอเราพูดถึงวัดร้าง มีเอกสารศึกษาไว้แล้วด้วยว่า ราวร้อยกว่าปีก่อนเรามีวัดอยู่ในเมืองเก่านับร้อยวัด มีรายชื่อวัดทุกวัดด้วย การมีวัดมากขนาดนั้นในเมืองเก่า เป็นการพูดถึงเมืองที่งดงามที่สุด เราไม่ต้องขอหมด ขอแค่พื้นที่สัก 4-5 วัด มาฟื้นฟู เรายังทำไม่ได้เลย เพราะพื้นที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักพุทธศาสนาฯ ซึ่งผู้มีอำนาจอยู่ที่ส่วนกลาง ไม่ได้รับผิดชอบในส่วนที่ว่าเชียงใหม่จะเป็นเมืองมรดกโลกหรือไม่”

“ต้องรีบกำหนดทิศทางร่วมที่เมืองจะต้องเดินไป ร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่หน่วยงานจะไปหางบประมาณมาแล้วพัฒนาในทิศทางที่ส่งผลเสีย มากกว่าส่งผลดี เพราะอาจดำเนินการไปในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกัน”

 “ถามว่า “ทำไมจะต้องเป็นมรดกโลก” มรดกโลกจะเป็นเครื่องมือในการยอมรับกฎเกณฑ์การสักอย่างหนึ่ง และเป็นกฎเกณฑ์สักอย่างของโลก เมืองมันจะไม่ขึ้นอยู่กับคนเพียงอย่างเดียว มันจะขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์บางอย่างด้วย ถ้าเราเห็นว่าปัจจุบันมันก็เดินหน้าดีอยู่แล้ว ซึ่งมันไม่จริง มันมีปัญหาอยู่ และมันอาจมีปัญหามากขึ้นอีก ในอนาคตใครอยากจะสร้างอะไรก็อาจเปลี่ยนกฎเกณฑ์กันไป อาจจะมีการแก้บัญญัติท้องถิ่นที่ออกมา เพราะไปขัดผลประโยชน์บางอย่างก็ได้ แต่ถ้ามีระบบมรดกโลกอยู่มันช่วยดูแลไว้อีกชั้นหนึ่ง เป็นกฎเกณฑ์ที่ซ้อนไว้อีกชั้นหนึ่ง” หนึ่งในคณะทำงานเรื่องเชียงใหม่มรดกโลก กล่าวปิดท้าย

 

ส่งท้าย

“เชียงใหม่เมืองมรดกโลก” เป็นภาพฝันจินตนาการปลายทาง ที่ทุกคนมองว่าสวยงาม หอมหวาน เนื่องเพราะมันอาจนำมาซึ่งการถูกยอมรับคุณค่าในระดับสากล กลายเป็นเมืองที่น่าอยู่มีความสุข ปัญหาต่าง ๆ ที่เผชิญไม่ว่าจะเป็นตึกสูง จราจร ฯลฯ จะคลี่คลายลงด้วยกฎเกณฑ์อันใหม่  พร้อม ๆ กับความหวังว่ามันจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคบริการและการโรงแรมของเชียงใหม่ให้รุ่มรวยขึ้น

ทว่า เส้นทางการเป็น “เมืองมรดกโลกนั้นไม่ง่าย พอ ๆ กับปลายทางที่อาจจะไม่สวยงามอย่างที่หวัง เมืองมรดกโลกหลายแห่งต้องเผชิญปัญหานานับประการ เพราะความเป็น “เมือง” มีพลวัต มีความซับซ้อน และความหลากหลายมาก ปัญหาที่ต้องเผชิญจึงมีการแปรเปลี่ยน และซับซ้อนด้วย

เชียงใหม่จะเป็นเมืองมรดกโลกได้หรือไม่ คงไม่มีใครตอบได้ในตอนนี้ แต่คงเห็นเค้ารางอะไรบางอย่างบ้างแล้วว่าเชียงใหม่กำลังจะเดินไปทางไหนในกระแสสายธาร “มรดกโลก”.

 

 

 

ข้อมูลอ้างอิง


ประชาชาติธุรกิจ.  “"เชียงใหม่" เมืองมรดกโลก?”.  แหล่งที่มา : http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1414152834  .  สืบค้นเมือวันที่ 9 กันยายน 2558

วิกิพิเดีย สารานุกรมเสรี. มูลนิธิวิกิพิเดีย. “มรดกโลก” [ระบบออนไลน์].
แหล่งที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/มรดกโลก (19 สิงหาคม 2558)

Chiangmai The Forgotten Heritage.  “สาส์จากผู้ริเริ่มโครงการ อนันต์ ลี้ตระกูล”.  แหล่งที่มา : http://www.chiangmaiworldheritage.org/th/letters/a_memorandum_from_the_project_initiator.html .  สืบค้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2558

สัมภาษณ์แหล่งข่าว(ไม่ขอเปิดเผยชื่อ) หนึ่งในคณะทำงานเรื่องเชียงใหม่มรดกโลก เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2558 

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,865 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.