• 16 ธันวาคม 2560 - 08:27 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

นานาทัศนคติต่อการผลักดันเชียงใหม่สู่การเป็นเมือง “มรดกโลก”

 วันที่ 19 มกราคม 2559 - 14:27 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,410 ครั้ง พิมพ์

 

ณัฐกานต์ พัฒนศักดิ์ศิริ และสุวนันท์ คีรีวรรณ



สืบเนื่องจากในวันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2559 ได้มีการจัดสัมมนาวิชาการ เรื่องการปฏิรูปการศึกษาเชียงใหม่ โดยมีห้องสัมมนาย่อยที่น่าสนใจหลายห้อง หนึ่งในนั้นคือ ห้องA3 ที่ได้จัดสัมมนา เรื่อง “การผลักดันเชียงใหม่สู่ การเป็นมรดกโลก” โดยมี คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นหัวเรือใหญ่ในการผลักดันในครั้งนี้

            สำหรับเส้นทางการเดินหน้าผลักดันเชียงใหม่ก้าวสู่การเป็นมรดกโลกนั้นมีจุดเริ่มต้นจากการที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยคณะวิจิตรศิลป์  ได้ดำเนินการจัดโครงการประชุมสัมมนาในปี2557 เพื่อนำร่องเมืองเชียงใหม่สู่มรดกโลก เพื่อเปิดเวทีรับฟังข้อเสนอแนะ ความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน เช่น หัวหน้าส่วนราชการ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่ นักวิชาการ ครูอาจารย์ นักศึกษา เจ้านายฝ่ายเหนือ ผู้ทรงคุณวุฒิ พระภิกษุ สื่อมวลชน นักขับเคลื่อนทางวัฒนธรรมคณะทำงานจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และประชาชนผู้สนใจ จำนวน 119 คน ซึ่งคณะทำงานได้นำเสนอข้อมูลว่า ร้อยละ 97.47[1] มีความยินดีต่อการพัฒนาเมืองเชียงใหม่สู่การเป็นเมืองมรดกโลก และได้สะท้อนความคิดเห็นอีกทั้งข้อเสนอแนะในประเด็นสำคัญไว้คือ  อยากให้ภาครัฐและหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพในการจัดทำกระบวนการและพัฒนาเมืองเชียงใหม่สู่มรดกโลก ควรให้มีการประชาสัมพันธ์โครงการ จัดทำโครงการอย่างต่อเนื่อง พร้อมการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและพัฒนานโยบายและแผนการดำเนินการอนุรักษ์และพัฒนาไปพร้อมกันทุก ๆ ฝ่าย และอยากให้มีการผลักดันอย่างชัดเจน และมีการศึกษาผลกระทบเชิงบวกและลบของโครงการดังกล่าว

            ต่อมาในวันที่วันที่ 24 กรกฎาคม 2558 เชียงใหม่ได้รับการขึ้นบัญชีเบื้องต้นจากยูเนสโก้ เพื่อพิจารณาประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลก[2]  และล่าสุดในวันที่8 มกราคม 2559 ได้มีการจัดประชุมสัมมนาขึ้นอีกครั้ง ประเด็นในวาระการประชุมครั้งนี้ คือ ความพยายามที่จะทำความเข้าใจและระดมความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งพบว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมส่วนมากเป็น กลุ่มอาจารย์พระภิกษุสงฆ์ คณะนักเรียนนักศึกษา.

 

 

ความคิดเห็นของผู้เข้าฟังสัมมนาในหัวข้อ เมืองเชียงใหม่สู่มรดกโลก

            อ. ชลนิษา  มีมงคล อดีตอาจารย์นิเทศศาสตร์ ปัจจุบันเป็น ผู้ประสานงานศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยพายัพ กล่าวว่า “เห็นด้วยกับแนวคิดการผลักดันให้เชียงใหม่เข้าสู่การเป็นมรดกโลก เพราะต้องการให้เชียงใหม่มีที่ยืนและเป็นที่รู้จักในระดับโลก ถ้าไม่รักษาเอกลักษณ์เอาไว้จะหายไป เช่น ภูมิปัญญาที่มีคุณค่าและสิ่งก่อสร้างที่สวยงามแสดงออกถึงความสามารถของบรรพบุรุษ ถ้าช่วยกันก็เชื่อว่าจะสามารถทำได้จริง แต่ทุกภาคส่วนต้องให้ความร่วมมือ เช่น ให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์การแต่งกาย  ต้องพึ่งตัวเองอย่าพึ่งงบรัฐ  อย่ามั่วเกี่ยงกันเพราะมันจะช้า อะไรก็ไม่ยากถ้าเราช่วยเหลือกัน”

            เมวิกา หาญกล้า พนักงานมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สังกัดคณะวิจิตรศิลป์ กล่าวว่า “มรดกโลกในความคิดของตนคือทุกสิ่งที่ในชีวิตประจำวัน แต่ในตอนนี้มันเป็นชีวิตประจำวันเราและมันจะกลายเป็นมรดกของเราในอนาคต การที่จะพัฒนาไปข้างหน้าได้คนในพื้นที่จะต้องรู้จักตัวเองก่อน รู้ว่ามีอะไร และจะสามารถเพิ่มคุณค่าจากสิ่งที่มีอย่างไร และทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือทางอาจารย์วรลัญจก์ (ผู้ผลักดันโครงการนี้) ไม่ใช่เป็นตัวหลักในการดำเนินการอย่างเดียว การที่จะผลักดันให้เมืองเชียงใหม่เป็นมรดกโลกได้ต้องให้ภาครัฐและประชาชนช่วยกัน การที่เมืองเชียงใหม่จะเป็นมรดกโลกได้ไม่ใช่ต้องเป็นในตอนนี้เลย ต้องพัฒนา วางแผน และทำความเข้าใจกับประชาชน อาจจะเป็น 4 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี ก็ได้”

            พระอธิการ ฐิติกร ฐิตวังโส เจ้าอาวาสวัดหัวดงสามัคคีธรรม อ.แม่ริม กล่าวว่า “ถ้าเมืองเชียงใหม่เป็นมรดกโลกก็ดี จะได้รักษาเมือง รักษาจุดเด่นของเราเอาไว้ เหมือนอย่างในหลวงพระบางของประเทศลาว แต่เมื่อเป็นมรดกโลกมันก็มีข้อจำกัดหลายๆ อย่าง เช่นผู้คน หรืออาคารสูงในเมือง ทำเมืองให้เป็นระเบียบมากขึ้น ระบบขนส่งมวลชนเทศบาลก็ต้องจัดการและปรับให้ดีขึ้น เชื่อว่ามีโอกาสสำเร็จ 50 เปอร์เซ็นต์ที่ เชียงใหม่จะเป็นเมืองมรดกโลกได้ ในบทบาทของพระสงฆ์เองก็มีส่วนช่วยเช่นกันหรือเป็นแนวร่วมเข้าไปคุยและทำความเข้าใจกับประชาชนและชุมชนได้”

            “อุปสรรคที่สำคัญต่อการผลักดันเรื่องนี้ คือ ตัวของประชาชนคนเชียงใหม่เอง ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้ดีว่าการเป็นเมืองมรดกโลกเป็นผลดีกับคนเชียงใหม่อย่างไร แต่ไม่ใช่อยู่ที่คนเชียงใหม่อย่างเดียวแล้วตอนนี้ คนต่างถิ่นเองก็เช่นกัน การที่คนต่างถิ่นเข้ามาอยู่อาศัยในเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นคนจากจังหวัดอื่นหรือคนต่างประเทศที่เข้ามาอยู่พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้มีความรู้สึกเป็นคนเชียงใหม่ เราจะทำความเข้าใจกับกลุ่มคนเหล่านี้อย่างไร”

            นายอรรถพล  รัตนพันธ์  มัคคุเทศก์และสมาชิกเครือข่ายปฏิรูปการศึกษาเชียงใหม่ กล่าวว่า “เห็นด้วยที่จะให้เมืองเชียงใหม่เป็นมรดกโลกซึ่งได้หรือไม่ได้ไม่เป็นไร แต่อยากให้ชาวเชียงใหม่รักเชียงใหม่ มีจิตสำนึกร่วมกันในการดูแลเชียงใหม่ ต้องยืนหยัดบนตัวของตัวเอง จุดนี้สำคัญกว่าการที่เชียงใหม่เป็นเมืองมรดกโลก  เรื่องมรดกโลกเป็นเรื่องการเมืองแต่ทั้งหมดที่พูดมาเป็นเรื่องของคนเชียงใหม่”

            “ถ้าได้เป็นมันดี มันการันตีได้ว่าความเป็นเชียงใหม่ยังคงอยู่ และสืบเนื่องต่อไป เรื่องธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ คือ การที่คนต่างถิ่นเข้ามาในเชียงใหม่ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องช่วยกัน ผมเชื่อว่าเราสามารถปรับและพูดคุยกันได้ แทรกสิ่งที่เป็นเชียงใหม่ในธุรกิจเชียงใหม่เพื่อเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรม ผมเชื่อว่าคนต่างถิ่นเหล่านี้พร้อมที่จะให้ร่วมมือ”

            นอกจากจะมีผู้ที่เห็นด้วยกับการผลักดันเชียงใหม่สู่เมืองมรดกโลก ยังมีเสียงสะท้อนอีกด้านพร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการ ‘อนุรักษ์’ ท่ามกลางการพัฒนา เช่น กลุ่มนักศึกษาจาก สาขาวัฒนธรรม คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ กล่าวว่า  “ไม่เห็นด้วยกับการผลักดันให้เมืองเชียงใหม่กลายเป็นมรดกโลก เนื่องจากเป็นความคิดในส่วนของผู้ใหญ่เพียงกลุ่มเดียว คิดว่าจะกระทบต่อการดำเนินชีวิตของกลุ่มวัยรุ่นในเชียงใหม่ และ กระทบต่อภาคเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มสถานบันเทิง ย่านท่าช้าง นิมมานเหมินทร์”

             “เพราะเชียงใหม่มีความเจริญมากซึ่งนำพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ก้าวกระโดดจนเกินไปทำให้เป็นการยากให้การที่จะฟื้นความเป็นเชียงใหม่ในรูปแบบเดิม ๆ  อีกทั้งร้านค้าและสถานบริการต่าง ๆ ก็ตั้งอยู่ติดกับโบราณสถานจนแทบจะแยกกันไม่ออก”

            “เชียงใหม่ไม่ต้องเป็นมรดกโลกก็ได้แต่อยากให้เชียงใหม่เป็นมรดกของชาวเชียงใหม่มากกว่า อยากให้ชาวเชียงใหม่คำนึงถึงบ้านเมืองตัวเองและกลุ่มคนที่เข้ามาในเชียงใหม่และปัญหาที่เกิดจากกลุ่มคนต่าง ๆ ทำให้เมืองต้องเพิ่มมาตรการและกฎที่เข้มงวดขึ้นส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของชาวเชียงใหม่อย่างมาก”

 

ทั้งหมด คือ ความเห็นบางส่วนจากผู้เข้าร่วมการประชุมในวันนั้น เมื่อเชียงใหม่ในทุกวันนี้ มีพลวัตที่เลื่อนไหลและเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปอย่างรวดเร็วตามกระแสโลก  ซึ่งต้องยอมรับว่า เชียงใหม่ในทุกวันนี้ไม่ได้มีแค่ชาวเชียงใหม่เท่านั้นที่อาศัยอยู่อีกแล้ว  แต่ประกอบด้วยแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ไทใหญ่ ชาวต่างชาติ รวมไปถึงผู้ที่เข้ามาจากจังหวัดอื่น ซึ่งส่วนใหญ่ได้เข้ามาทำมาหากินเป็นจักรกลสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม-เศรษฐกิจ-วัฒนธรรม ‘ความเป็นเชียงใหม่’ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า พวกเขาเหล่านี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเชียงใหม่เช่นกัน

            ท้ายที่สุดนี้จึงเกิดคำถามที่ว่า สิ่งที่ควรได้รับการแก้ไขก่อนที่เชียงใหม่จะก้าวเข้าสู่การเป็นเมืองมรดกโลก คือ จะทำอย่างไรให้ผู้คนในเชียงใหม่ตระหนักว่าเชียงใหม่ไม่ใช่เป็นแค่ของคนเชียงใหม่เพียงคนเดียว ยังมีผู้คนจากต่างถิ่นที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในพลเมืองของเชียงใหม่อีกด้วย  เชียงใหม่ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ถ้าหากยังมองว่าเชียงใหม่เป็นแค่ของคนเชียงใหม่เพียงผู้เดียว แล้วจะกำจัดความคิดและทำความเข้าใจกับคนต่างถิ่นอย่างไรว่าพวกเขาเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เชียงใหม่กว้าต่อไปข้างหน้าได้ ความคิดเหล่านี้จะถูกกำจัดและสร้างความเข้าใจใหม่อย่างไร สังคมของเชียงใหม่จะเดินหน้าอย่างไรต่อไปหากถ้าความคิดลักษณะนี้ไม่หายไป.

 

                [1] คณะวิจิตรศิลป์, โครงการผลักดันเมืองเชียงใหม่สู่มรดกโลกมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยคณะวิจิตรศิลป์. สืบค้นจากhttp://www.finearts.cmu.ac.th/academic-service/ . 12 มกราคม 2559.

          [2] ยูเนสโก้ขึ้นบัญชี"เชียงใหม่" รอประกาศเป็น"มรดกโลก",สืบค้นจาก http://www.msn.com/th-th/news/national. 12 มกราคม 2559.

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ส่องกล้อง ! มองแผนงาน ปั้น ‘เชียงใหม่เมืองมรดกโลก’

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,915 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.