• 18 ธันวาคม 2560 - 19:41 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

เปิดวงถกเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ชายแดนกับการสร้างทางเลือกของชุมชนท้องถิ่น

 วันที่ 20 มกราคม 2559 - 22:39 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,751 ครั้ง พิมพ์

 

เชียงใหม่/ คณะสังคมมช. เปิดวงเสวนาชวนเรียนรู้ผลกระทบและการเคลื่อนไหวต่อสู้ของเชียงราย-ตาก ด้านมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือเผยผลศึกษาม.44 กับการละเมิดสิทธิกรณีเขตเศรษฐกิจพิเศษพื้นที่ชายแดนในสถานการณ์การเมืองไม่ปกติ ส่วนคนลุ่มน้ำของ-เชียงรายชี้ตั้งขบวนทำยุทธศาสตร์



เชียงใหม่/ คณะสังคมมช. เปิดวงเสวนาชวนเรียนรู้ผลกระทบและการเคลื่อนไหวต่อสู้ของเชียงราย-ตาก ด้านมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือเผยผลศึกษาม.44 กับการละเมิดสิทธิกรณีเขตเศรษฐกิจพิเศษพื้นที่ชายแดนในสถานการณ์การเมืองไม่ปกติ ส่วนคนลุ่มน้ำของ-เชียงรายชี้ตั้งขบวนทำยุทธศาสตร์ระดับท้องถิ่นสร้างการพัฒนาทางเลือก

วันนี้ 20 มกราคม 2558 ที่ห้องประชุมอาคารปฏิบัติการชั้น 4 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดการประชุมเรื่อง ทางเลือกเชิงนโยบายเขตเศรษฐกิจในบริบทพหุวัฒนธรรมอาเซียน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ โดยในช่วงการอภิปรายหัวข้อ ยุทธศาสตร์และแนวทางของหน่วยงานท้องถิ่นต่อนโยบายเศรษฐกิจพิเศษ

เปิดผลการศึกษามาตรา 44 กับการละเมิดสิทธิ์เหนือพื้นที่ชายแดนแม่สอด

ด้านนายทวีศักดิ์ มณีวรรณ มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ นำเสนอรายงานการศึกษาผลกระทบจากเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตาก กรณีบ้านวังตะเคียน หมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 7 ต.ท่าสายลวด ซึ่งเป็นการดำเนินการศึกษาร่วมกันระหว่างมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ กลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน และกลุ่มแม่สอดรักษ์ถิ่น พบว่า การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว จัดหาที่ดินเพื่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่สูญเสียที่ดินในเวลาชั่วข้ามคืน โดยไม่มีมาตรการชดเชยเยียวยารองรับ เมื่อประชาชนพยายามร้องเรียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กลับมีทหารและหน่วยงานความมั่นคงควบคุม ติดตาม และปิดกั้นเสรีภาพ กีดกันไม่ให้ผู้ที่มีความเห็นต่างได้แสดงความคิดเห็น นอกจากนั้นด้วยการดำเนินการที่รวบรัด เร่งรีบ จึงละเลยหลักการมีส่วนร่วมและหลักธรรมาภิบาล ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลหรือรับฟังความเห็นจากประชาชนในพื้นที่ เป็นต้น

ทั้งนี้ ในบทสรุปของรายงานฉบับดังกล่าว ระบุถึงปัญหา 4 ประการ กล่าวคือ ประการแรก ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนเป็นผลโดยตรงจากการประกาศอำนาจรัฐขยายเข้าไปในพื้นที่ชายแดน เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในบริบทการพัฒนา เชื่อมโยงด้วยโครงการข่ายการคมนาคม และการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ความพยายามนี้มีมาอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองที่เปิดกว้างให้ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น จึงทำให้ประชาชนยับยั้งนโยบายการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจเอาไว้ได้ ในทางตรงกันข้ามกับรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจที่ปิดกั้นเสรีภาพการแสดงออกจึงทำให้นโยบายการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเทบจะไร้เสียงคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่ และขาดการตรวจสอบจากสาธารณะ

ประการที่สอง เมื่อพิจารณาการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จะเห็นได้ว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นพื้นที่ชายแดนที่มีมูลค่าการส่งออกสินค้าจำนวนมหาศาล อีกทั้งจ.ตากเป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงเป็นลำดับที่ 4 ของประเทศ และติดลำดับจ.ที่มีปัญหาความยากจนเรื้อรัง 1 ใน 7 จังหวัด นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษก็น่าจะยังประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาความยากจนให้กับประชาชนในพื้นที่ แต่อย่างไรก็ตามการเน้นใช้แรงงานข้ามชาติ และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มิใช่กิจการของคนในพื้นที่ ซึ่งทำให้เกิดข้อกังขาว่าจะแก้ปัญหาความยากจนของจังหวัดนี้ได้อย่างไร

ประการที่สาม การจัดการที่ดินเพื่อนำไปจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้นเป็นกระบวนการเปลี่ยนทรัพย์สินของรัฐ (พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและป่าไม้ถาวร) ให้เป็นของเอกชนเพื่อนำไปแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในรูปแบบของการให้เช่า และจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม กระบวนการจัดการที่ดินภายใต้การพัฒนาเขตเศรษฐกิจยิ่งตอกย้ำความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินระหว่างคนจนกับผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจให้มีช่องว่างมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การเร่งรัดเพิกถอนสิทธิในที่ดินของรัฐไปให้เอกชนใช้ประโยชน์เป็นไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับปัญหาการถือครองที่ดินของประชาชนในจ.ตากที่ส่วนใหญ่ไร้เอกสารสิทธิ์แล้วพบว่า หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องมีความล่าช้าในการดำเนินการอย่างมาก

ประการสุดท้าย ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีบ้านวังตะเคียน หมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 7 ต.ท่าสายลวด ปรากฏเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุด คือ การสูญเสียที่ดินทั้งที่เป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน การยึดคืนที่ดินไม่มีมาตรการชดเชยกับชาวบ้านที่ต้องถูกยึดที่ดินไป นอกจากนี้ในกระบวนการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษไม่ได้มีการประเมินผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไม่ได้ให้ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยเฉพาะกับชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านที่ต้องได้รับผลกระทบมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นชาวบ้านยังถูกปิดกั้นสิทธิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวบ้านถูกกดดัน ข่มขู่ คุกคาม และห้ามมิให้รวมกลุ่มกันออกไปเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิของตัวเอง

นายชนกานต์ ชาญประเทศ ประธานชุมชนบ้านวังผา อ.แม่ระมาด จ.ตาก กล่าวว่า รัฐบาลทำงานผิดพลาดมาตั้งแต่ต้นด้วยการกำหนดห้ามไม่ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้นำชุมชนเข้าไปทำประชาคมกับชาวบ้าน ส่งผลให้ชาวบ้านไม่รับรู้ข้อมูล

 

เชียงรายย้ำเชื่อมโยงเครือข่าย สร้างแผนแม่บทต้านการพัฒนาที่ไม่พึงประสงค์

นายพัฒนา สิทธิสมบัติ ประธานคณะกรรมการเพื่อโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ (คสศ.) หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ กล่าวว่า ต้องทำความเข้าใจภาครัฐดำเนินการเพื่อจะให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าพื้นฐาน สร้างตลาดส่งออกให้สินค้า ภายใต้แนวคิดระเบียงเศรษฐกิจ การขนถ่ายสินค้า และเมืองเศรษฐกิจพิเศษ สำหรับพื้นที่จ.เชียงรายนั้น ในส่วนของภาคธุรกิจท้องถิ่นก็รวมตัวกันเพื่อวางแผนภายใต้แนวคิด green economy ด้วยการตั้งคำถามว่าจะสร้างการพัฒนาที่รักษาความเป็นท้องถิ่นและสภาพแวดล้อมอย่างไร จะใช้ผลผลิตจากท้องถิ่น หรือธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อมจะได้อะไรจากเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ จนเกิดเป็นกรอบประเภทอุตสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจพิเศษจ.เชียงราย 10 ประเภทที่ทุกภาคส่วนยอมรับร่วมกัน

นายพัฒนา เสนอว่า โอกาสของท้องถิ่นจึงอยู่ที่การรวมตัวกำหนด ยกตัวอย่าง เช่น การกำหนดผังเมือง ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภท ได้แก่ผังเมืองรวม ผังเมืองชุมชน และผังเมืองพิเศษ โดยเฉพาะผังเมืองชุมชนหากมีการกำหนดการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ให้มีความชัดเจน หรือเป็นเครื่องมือในการกำหนดทิศทาง แนวทางการพัฒนาในพื้นที่นั้น ๆ ได้

ด้านนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว โฮงเฮียนแม่น้ำของ กล่าวว่า การพัฒนาเศรษฐกิจหนนี้ได้รุกคืบเข้าไปในพื้นที่ชายขอบที่สุดคือชายแดน แต่ความจริงแล้วพื้นที่ทั้งหมดของประเทศไทยมีชุมชนอยู่อาศัยแล้ว มันจึงกระทบกับสิทธิชุมชนอย่างเลี่ยงไม่ได้ สำหรับชาวบ้านนั้นไม่ได้ขัดขวางการพัฒนา แต่ต้องการความชัดเจน เพื่อตัดสินใจบนฐานของความรู้ กรณีการพัฒนาในเชียงราย โดยเฉพาะเชียงของ ตนพบบทเรียนว่า คนไทยไม่มีการเตรียมความพร้อมในการจัดการท้องถิ่นของตนเอง หากมีการทำยุทธศาสตร์หรือแผนพัฒนาก็สามารถใช้เป็นอำนาจเป็นเครื่องมือต่อรองกับนโยบายแบบบนลงล่าง (top-down) ของรัฐ เพราะรัฐส่วนกลางไม่มีทางรู้ข้อมูลเหล่านั้นของชุมชน มันเป็นหน้าที่ของพวกเราที่ต้องลุกขึ้นมาทำ สร้างการคัดค้านเชิงบวก อย่างไรสิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ การออกกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ

“ยกตัวอย่างแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเชียงของ 1 เมือง 2 แบบ ก็เกิดขึ้นได้จากการพูดคุยหารือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่จากการเริ่มต้นในปี 2554 ก็สำหรับเป็นแผนยุทธศาสตร์ในปี 2557 จนปัจจุบันหน่วยงานรัฐก็ใช้คำว่า ‘ประวัติศาสตร์ นิเวศวัฒนธรรม ริมฝั่งโขง’ ซึ่งมันจะป้องกันการพัฒนาที่ไม่ตอบสนองกับการแนวทางการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน” นายนิวัฒน์ กล่าวเสริม

พรนรินทร์ คุ้มครอง ชาวบ้านบุญเรือง อ.เชียงของ กล่าวว่า เหตุการณ์วันนี้จะไม่เกิดเลยถ้าการดำเนินกิจการของภาครัฐเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมทำ ตรงกันข้ามมักเลือกเอาคนที่มีส่วนได้ไปพูดคุย แต่คนที่มีส่วนเสียไม่มีโอกาสเข้ารับฟังความคิดเห็น ประสบการณ์การต่อสู้ของบ้านบุญเรืองเริ่มจากการสร้างความรักหวงแหน เชื่อมโยงคนทุกช่วงวัยมาต่อสู้ร่วมกัน ทั้งที่อยู่ในพื้นที่และนอกพื้นที่ รวมพลังขององค์กร ชุมชนต้องสร้างความเข้มแข็งภายในชุมชน การต่อสู้จะมีทิศทางและมีพลัง การต่อสู้ของบ้านบุญเรืองเป็นการต่อสู้แบบสร้างพันธมิตร ซึ่งมีกลุ่มองค์กร มีนักวิชาการ สื่อมวลชนเข้ามาร่วมผลักดัน บนพื้นฐานของความรู้ในมิติของวิถีชีวิต มิติสังคม มิติของทรัพยากรธรรม นอกจากนี้ยังมีการสื่อสารกับสังคมอย่างต่อเนื่องด้วย

“มีคนพูดมาตรา 44 ชนะทุกอย่าง แต่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวก็มีบทบัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพที่มีอยู่ก่อนรัฐธรรมนูญ การประกาศใช้มาตรา 44 ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เป็นการขัดแย้งกันเองหรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็เปิดช่องให้ประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพมีสิทธิที่จะใช้ช่องทางศาลรัฐธรรมนูญเช่นกัน เราจำเป็นที่จะต้องหาอำนาจต่อรองอื่น ๆ ด้วยหรือไม่” ชาวบ้านบุญเรือง ตั้งคำถามทิ้งท้าย.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,926 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.